FAZER LOGINถึงแม้ว่าตอนนี้ล่ามอยากจะกระโจนเข้ามาทึงเนื้อฉันมากแค่ไหนความจริงแล้วเขาก็ทำได้แค่ข่มความรู้สึกเหล่านั้นไว้คนแบบล่ามไม่กล้าทำอะไรฉันต่อหน้าอาดาหรอกค่ะ ก็อย่างที่ฉันบอกว่าล่ามน่ะกลัวแม่เขาจะตายไปไม่มีทางที่เขาจะแสดงการกระทำไม่ดีออกมาต่อหน้าแม่เขาแน่ ๆ
ต้องขอบคุณอาดาจริง ๆ ที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฉันคงโดนล่ามจับกระแทกกับโต๊ะหรือไม่ก็กำแพง โดนล่ามด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดขู่ฉันต่าง ๆ นานาแบบที่เขาชอบทำเป็นแน่ ฉันทำหน้าใส่ล่ามที่ยืนขบกรามข่มอารมณ์อยู่ด้วยความยียวนแลบลิ้นปริ้นตาใส่เขาอย่างท้าทาย ยิ่งเห็นแววตาโกรธจัดของล่ามฉันก็ยิ่งสะใจ เพราะต่อให้เขาโกรธฉันมากแค่ไหนเขาก็ทำอะไรฉันไม่ได้อยู่ดี "งั้นกลับบ้านกันดีกว่าลูกเดี๋ยวอาไปส่ง" อาดาหันมาพูดกับฉัน "เดี๋ยวผมไปส่งเรยาเองก็ได้ครับ" แต่ไม่ทันที่อาดาจะพูดจบล่ามก็พูดแทรกขึ้นมา เขามองหน้าฉันอย่างคาดโทษ "เดี๋ยวแม่ไปส่งน้องเองดีกว่า" "ไม่ต้องมีใครไปส่งหนูเลยค่ะเพราะวันนี้แฟนหนูมารับ" ฉันเอ่ยอย่างยิ้มแย้มในขณะที่อาดาขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัยแต่ทว่าท่านก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา ส่วนล่ามหลังจากที่ได้ยินฉันบอกว่าแฟนจะมารับเขาก็หันมามองฉันคอแทบหัก จ้องหน้าฉันแทบจะกินเลือดกินเนื้อเส้นเลือดของเขามันปูดโปนจนดูน่ากลัว ฉันว่าฉันควรพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ดีกว่าก่อนที่ล่ามจะข่มอารมณ์ไม่อยู่แล้วระเบิดมันออกมา "ตอนนี้เขามารออยู่หน้าบริษัทแล้ว" ฉันทำเป็นไม่สนใจล่ามหันมาพูดกับอาดาที่ยังคงมองฉันด้วยความสงสัยอยู่ "งั้นหนูลานะคะอาดา ไว้เจอกันค่ะ" ฉันยกมือไหว้สวัสดีอาดา "ไปก่อนนะล่าม" ก่อนจะหันมาโบกมือลาใครอีกคนที่ยืนทำหน้ายักษ์ "แล้วเจอกัน" ในช่วงจังหวะที่ฉันกำลังเดินผ่านหน้าล่ามฉันรีบขยับแขนหนีเมื่อเห็นว่าล่ามตั้งท่าจะจับแขนกัน ฉันขยับตัวถอยออกมาจากตรงนั้นพลางหันไปขยิบตาใส่ล่ามที่เอาแต่มองตามหลังฉันไม่หยุด เมื่อพ้นจากสายตาของล่ามและอาดาฉันรีบก้าวขาฉับ ๆ ทันทีเพื่อไปให้ไกลจากตรงนี้เพราะกลัวว่าล่ามจะตามฉันมาได้ทัน เพราะถ้าเกิดว่าเขาตามตัวฉันทันสภาพของฉันคงเละเป็นจุยเหลือแค่ชื่อแน่ ๆ ตึกตักตึกตัก ฉันย่ำเท้าไปกับทางฟุตบาทอย่างเร่งรีบเพราะต้องการพาตัวเองไปให้ถึงรถของต่อที่จอดรออยู่ไว ๆ จวบจนเดินมาถึงรถต่อฉันใช้มือเคาะกระจกเบา ๆ พลางโน้มหน้าลงไปมองทางกระจก เมื่อต่อปลดล็อกรถให้ฉันก็รีบเปิดประตูขึ้นมา "รอนานไหมอะ" หันไปถามต่อพลางรัดสายคาดเบลท์ไปด้วย "ไม่นานครับ เธอเหนื่อยไหม นี่เขาซื้อน้ำมาให้" ไม่ว่าเปล่าต่อยังยื่นแก้วชาเขียวปั่นมาตรงหน้าฉันอีก "ขอบคุณค้าบ" ฉันเอ่ยขอบคุณเขาเสียงหวานพลางถามว่าวันนี้เขาจะพาฉันไปไหน "วันนี้จะพาเราไปไหน" "ไปกินส้มตำไก่ย่างกันไหม" และคำตอบที่ได้ก็ทำเอาฉันฉีกยิ้มกว้าง "โอเค" ฉันตอบรับอย่างคนดีใจ ฉันเคยบ่นกับต่อตอนเราคุยโทรศัพท์กันว่าฉันน่ะอยากกินส้มตำไก่ย่างแล้วก็ลาบหมูทอดมาก ๆ ไม่คิดว่าต่อจะใส่ใจคำพูดของฉันแล้วจะพาฉันไปกิน บอกตามตรงว่าฉันประทับใจต่อในส่วนนี้มาก ๆ ถึงมันจะไม่ใช่การกระทำที่หวือหวาอะไรแต่มันมีค่าทางจิตใจแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราบ่นให้ฟังแต่เขาก็ยังใส่ใจ "น่ารัก" จู่ ๆ ต่อก็เอ่ยชมฉันโต้ง ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยพลางยื่นมือมาจับศีรษะฉันโยกไปมาเบา ๆ "อะไรเล่า" ฉันย่นจมูกใส่ต่ออย่างงอแงพลางดันมืออีกคนออกจากศีรษะการกระทำของต่อน่ะทำฉันเขินอายไม่น้อยและตอนนี้ใบหน้าของฉันก็คงแดงระเรื่อแน่ ๆ "เขินล่ะสิ" ต่อเอ่ยแซวฉันไม่หยุดฉันเลยหันไปทุบเขาหนึ่งที "รุนแรงจังครับคนสวย" ทำหน้าทะเล้นใส่ฉัน "ไอ้บ้า" ฉันก่นด่าต่ออย่างไม่จริงจังมากนัก "ออกรถได้แล้วหิวจะแย่แล้วเนี่ย" "กำลังจะขับอยู่ครับนายหญิง" ไม่วายต่อยังหันมาพูดพร้อมทำหน้าทะเล้นใส่ฉันอีก ฉันอยากจะทุบเขาให้แขนหักจริง ๆ ข้อหาที่มาทำให้ฉันเขินอายแบบนี้ นั่งรถไม่นานก็มาถึงร้านส้มตำไก่ย่างเป็นร้านที่เลื่องลือเรื่องฝีมือเป็นอย่างมาก ร้านที่ต่อพามาวันนี้ฉันไม่เคยมากินหรอกค่ะแต่เคยเห็นพวกนักกิน เน็ตไอดอล วัยรุ่นชาวติ๊กต๊อกเขารีวิวกันเยอะมาก วันนี้มาแล้วก็ลองกินสักหน่อยว่าจะอร่อยแบบที่เขารีวิวกันไหม เดินเข้ามาในร้านพนักงานก็เดินนำไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับยื่นเมนูให้สั่ง แต่ละเมนูก็มีแต่เมนูที่ฉันอยากกิน เช่น ตำหอยแครง ยำแซลมอน ตำปูปลาร้า ตำเล็บมือนาง ตำมะม่วงปลาร้า ตำไหลบัวกุ้งสด แค่อ่านชื่อเมนูฉันก็น้ำลายไหลเป็นทางแล้วค่ะ ฉันไม่รีรอจัดการสั่งอาหารไปเยอะมาก "สั่งไปขนาดนั้นกินหมดหรือไง" หลังจากที่พนักงานรับออเดอร์แล้วเดินออกไปต่อก็เปิดปากถามฉัน "ไม่หมดก็ให้ต่อกินไง" ฉันกระเซ้าเย้าแหย่ต่ออย่างไม่จริงมากนัก "เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหามันอยู่ที่ว่าต่อจะกินไหวรึเปล่าก็เรยาเล่นสั่งเหมือนจะไปถมที่ขนาดนั้น" "ต่อก็พูดเว่อร์ไป" "ต่อพูดความจริง" ฉันย่นจมูกใส่ต่ออย่างเง้างอนจนต่อต้องยื่นมือมาบีบจมูกฉันเบา ๆ "มันเขี้ยว" เขาว่าแบบยิ้ม ๆ ต่อเอาแต่นั่งมองฉันแล้วยิ้มไม่หุบเล่นเอาซะฉันเขินจนทำอะไรไม่ถูกแทบจะมุดลงไปแอบอยู่ใต้โต๊ะเลยก็ว่าได้พอฉันบอกให้เขาเลิกมองฉันสักทีเขาก็เอาแต่บอกว่าฉันน่ารักอยู่นั่น ฉันเลิกสนใจต่อเมื่อเห็นว่าพนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟกลิ่นปลาร้าโชยมาให้ชื่นใจแต่ไกลเลยค่ะ ฉันตารุกวาวไปหมดเมื่อเห็นอาหารที่ฉันสั่งวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะแต่ละอย่างมันดูน่ากินจนฉันอยากจะยัดมันลงท้องไปทั้งหมดไม่อยากจะแบ่งให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกินด้วยเลย "กินเลยนะ"ฉันบอกต่อและไม่รอให้เขาอนุญาตด้วยซ้ำฉันใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย อยากจะบอกว่ารสชาติของเขาสมคำร่ำลือจริง ๆ ตาฉันเป็นประกายอยู่ตลอดเวลาที่กิน แซะ ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงกดซัตเตอร์เงยหน้ามองก็เห็นว่าต่อถ่ายรูปฉันอยู่ "ถ่ายทำไมน่าเกลียด" "น่ารักออก" ฉันทำหน้าเอือมระอาใส่ต่อ จู่ ๆ ต่อก็ลุกจากที่นั่งตัวเองเดินอ้อมมาด้านหลังฉันก่อนที่เขาจะรวบผมฉันไปมัดให้ ฉันชะงักนิ่งค้างกับการกระทำของต่อและจู่ ๆ ภาพเหตุการณ์ที่ล่ามลุกมามัดผมให้ฉันแบบนี้ก็ซ้อนทับขึ้นมา เหตุการณ์เดียวกันแต่ทว่าคนที่ลุกมามัดผมให้ครั้งนี้ไม่ใช่คนเดิมกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







