FAZER LOGINฉันเลิกสนใจเรื่องของเหมยอิงพยายามบอกกับตัวเองว่ามันคงไม่มีอะไรฉันคงคิดมากไป พี่รันต์ไม่มีทางเอาแฟนของล่าม พี่รันต์ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอนแต่กลับไปถึงบ้านฉันคงต้องถามพี่รันต์ให้แน่ใจอีกทีเพื่อความชัวร์ว่าระหว่างเหมยอิงกับพี่รันต์มันไม่มีอะไรในกอไผ่จริง ๆ
เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันก็ปิดโทรศัพท์แล้วหันกลับมาสนใจวิวสองข้างทางที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้สีเขียวตลอดแนวให้ความสดชื่นและทำให้จิตใจฉันสงบได้เป็นอย่างดีแต่ทว่าจิตใจฉันสงบได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีเสียงแจ้งเตือนmessengerก็ดังขึ้นมารัว ๆ จนฉันต้องผละความสนใจจากวิวทิวทัศน์หันกลับมาให้ความสนใจกับโทรศัพท์อีกรอบ ฉันกลอกตามองบนทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่ทักเข้ามาหาฉัน เหมยอิง?: ไงจ๊ะเรยา คนที่ทักมาหาฉันคนคนนั้นคือเหมยอิงนั่นเองค่ะ คราแรกฉันว่าจะไม่ตอบเธอแต่พอนึกถึงภาพที่เธอลงและฉันสงสัยว่าเธออยู่ห้องพี่รันต์ไหมก็ทำให้ฉันเปลี่ยนใจแทบจะทันที ?️ฉัน: มีอะไรเหรอ เหมยอิง?: เห็นรูปที่ฉันลงแล้วใช่ไหม ?️ฉัน: ใช่ ฉันไม่แปลกใจสักนิดว่าเหมยอิงรู้ได้ยังไงว่าฉันเห็นรูปที่เธอลงเพราะว่าฉันน่ะเผลอพลั้งมือกดไลก์ไปและไม่ได้กดอันไลก์ด้วย เหมยอิง?: เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมที่ฉันมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพี่ชายของเธอ ฉันขมวดคิ้วมุ่นกับประโยคนี้ของเหมยอิงที่พิมพ์ส่งมาหาฉันพร้อมอิโมจิหัวเราะเริงร่าที่สื่อความหมายว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดีแค่ไหน ?️ฉัน: หมายความว่ายังไง เหมยอิง?: ก็หมายความตามที่พูดไง ?️ฉัน: แต่เธอเป็นแฟนของล่าม เหมยอิง?: เราเลิกกันแล้ว แล้วไม่ต้องถามนะว่าฉันกับมันเลิกกันเพราะเหตุผลอะไร เพราะฉันว่าเธอเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจตัวเองดี ฉันขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีกเมื่อได้อ่านข้อความถัดมาของเธอ เธอเลิกกับล่ามแล้วอย่างนั้นเหรอ? และเหตุผลที่เลิกกันฉันก็รู้ดี? ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเหมยอิงกำลังสื่อถึงอะไรเธอจะบอกว่าเธอกับล่ามเลิกกันเป็นเพราะฉันยังงั้นใช่ไหม ?️ฉัน: ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าเหตุผลที่เธอเลิกกับล่ามมันเพราะอะไร แต่ที่ฉันสนใจคือเธอต้องเลิกยุ่งกับพี่ชายของฉัน ฉันพิมพ์ตามสิ่งที่ฉันคิดฉันไม่สนใจเลยด้วยซ้ำไม่ว่าเธอจะเลิกกับล่ามด้วยเหตุผลอะไร ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะมีฉันเป็นต้นเหตุด้วยก็ตาม แต่สิ่งที่ฉันสนใจมากที่สุดตอนนี้คือเหมยอิงต้องเลิกยุ่งกับพี่รันต์ ฉันไม่มีทางยอมแน่ถ้าเธอจะมามีสัมพันธ์กับพี่ชายของฉัน ฉันไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นคนอย่างเหมยอิงไม่คู่ควรกับพี่รันต์สักนิด เหมยอิง?: แล้วทำไมฉันต้องฟังเธอไม่ทราบ ในตอนที่ฉันขอให้เธอเลิกยุ่งกับพี่ล่ามเธอเคยฟังฉันไหม ก็ไม่ เธอไม่เคยฟัง ไม่เคยคิดจะฟังด้วยซ้ำทำระยำแอบเอากันลับหลังฉันมานานตั้งเท่าไหร่ คิดว่าฉันโง่นักหรือไง เอาผัวคนอื่นได้ แต่ในตอนที่ฉันจะเอาพี่ชายเธอทำผัวบ้าง ทำไมเธอต้องโวยวายด้วยล่ะรับไม่ได้เหรอที่พี่ชายเธอจะมาเอาฉัน รับไม่ได้ที่จะมีฉันเป็นพี่สะใภ้ว่ายังงั้นเถอะ นี่ฉันไม่ได้แย่งใครมานะ พี่เธอไม่มีใคร ฉันก็ไม่ได้มีใคร เราต่างไม่ได้ทำผิดศีลธรรม ไม่เหมือนกับเธอที่ไม่รู้จักแม้แต่ผิดชอบชั่วดี รู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นแฟนฉันก็ยังถ่างขาให้เขาเอาไม่เลิก คิดดูบ้างเถอะว่าใครกันที่มันไม่ควรได้รับสิ่ง ๆ ดี เธอหรือฉัน ฉันอ่านข้อความของเหมยอิงฉันเองก็มีแอบสะอึกอยู่เหมือนกันเพราะข้อความบางส่วนที่เธอพิมพ์มามันก็มีความจริงอยู่ และทั้งฉันและล่ามก็เป็นคนผิดจริง ๆ แต่ทว่าเธอก็ไม่ควรที่จะดึงพี่ชายฉันเข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้ถ้าเธอไม่พอใจ โกรธแค้น อยากเอาคืนก็ให้มาลงที่ฉันนี่สิ ?️ฉัน: ฉันขอโทษ ฉันพิมพ์ขอโทษเหมยอิงกลับไปไม่ใช่การขอโทษเพื่อตัดปัญหาแต่เป็นคำขอโทษที่ออกมาจากความรู้สึกสำนึกผิดของฉันจริง ๆ เหมยอิง?: ฉันไม่รับ ?️ฉัน: อย่าดึงพี่รันต์มาเกี่ยวถ้าโกรธมากก็ให้มาทำกับฉัน เหมยอิง?: คนอย่างเธอฉันไม่ใช่ค่าเลยด้วยซ้ำ ถ้าในอนาคตเธออาจมีฉันเป็นพี่สะใภ้ก็ทำใจหน่อยนะ ฉันคงไม่เสียเวลาเสวนากับคนอย่างเธอไปมากกว่านี้ ขอให้เธอโชคดีและขอให้เธอเจอคนแบบเธอกับไอ้ล่ามแล้วกัน 'คุณไม่สามารถติดต่อผู้ใช้รายนี้ได้' ไม่ทันที่ฉันจะได้ส่งข้อความตอบกลับเหมยอิงก็บล็อกแชตฉันเสียก่อน ตอนนี้เลยเป็นฉันที่หนักใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือแม้แต่คำพูดของเหมยอิงเองก็ตาม ฉันภาวนาให้สิ่งที่เหมยอิงพูดมาทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่เธอแต่งขึ้นมาเพื่อปั่นประสาทของฉัน ขอให้เรื่องราวของเธอกับพี่รันต์เป็นเพียงเรื่องโกหกที่เธอกุขึ้นเท่านั้นด้วยเถิด นับเป็นเวลาหลายชั่วโมงแห่งการเดินทางจวบจนที่ล้อรถแล่นเข้าจอดบริเวณหน้าบ้านฉันไม่รอช้ารีบเปิดประตูลงจากรถตรงดิ่งเข้าบ้านทันที เดินเข้ามาในบ้านก็เจอเข้ากับพี่รันต์ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกพอดี "พี่รันต์" ฉันเรียกพี่ชายเสียงดังก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหา "พ่อกับแม่ไปไหนคะ" ถามพลางทิ้งตัวนั่งลงใกล้ ๆ พี่ชาย "ไปบ้านตากับยายกลับพรุ่งนี้ ว่าแต่เราเถอะไปเที่ยวมาตั้งหลายเดือนทำไมหน้าตาดูไม่สดชื่นเลยหื้ม" ไม่ว่าเปล่าพี่รันต์ยังยื่นมือมาเกลี่ยปอยผมของฉันเบา ๆ "หนูมีเรื่องอยากจะถามพี่รันต์" ฉันไม่รอช้าไม่ปล่อยให้เสียเวลาถามในสิ่งที่ฉันสงสัย "อะไรเหรอ" "พี่รันต์คบกับเหมยอิงแฟนของล่ามเหรอคะ" ฉันจ้องหน้าพี่ชายอย่างจริงจังอย่างรอลุ้นคำตอบ "ไม่นะ พี่จะคบกับเหมยอิงได้ยังไงก็ในเมื่อเหมยอิงคบกับเพื่อนพี่อยู่" "........" ฉันนิ่งเงียบกับคำตอบของพี่รันต์สมองกำลังประมวลผลอย่างหนัก "เฮ้อ" ก่อนที่ฉันจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อสิ่งที่ฉันคิดมากมาตลอดทางเป็นเพียงเรื่องราวที่เหมยอิงกุขึ้น แต่ฉันยังไว้วางใจไม่ได้ก็ในเมื่อห้องนอนนั่นมันห้องพี่รันต์ชัด ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปที่ฉันแค็ปจากเฟซเหมยอิงให้พี่รันต์ดู "แต่นี่มันห้องพี่" ฉันยื่นโทรศัพท์ให้พี่รันต์ดู "อดีตห้องน่ะเพราะตอนนี้พี่ขายให้กับเพื่อนพี่ที่เป็นแฟนเหมยอิงไป พี่ย้ายคอนโดใหม่" "ทำไมต้องย้าย" ฉันถามอย่างสงสัย "ตามสาว" ฉันเบะปากกลอกตามองบนให้กับคำพูดของพี่รันต์ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เหมยอิงคุยกับฉันให้พี่รันต์ฟังแบบหมดเปลือก "ไม่มีใครดีไปซะทุกอย่างหรอกนะเรยา ตัวเหมยอิงเองก็คบกับเพื่อนพี่ก่อนจะเลิกกับล่ามด้วยซ้ำ คนเราก็มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้นแต่สิ่งสำคัญคือเราไม่ยุ่งกับคนที่มีเจ้าของน่ะดีที่สุดแล้ว" พี่รันต์ลูบศีรษะฉันอย่างแผ่วเบาแววตาที่พี่รันต์มองฉันไม่ใช่แววตาตำหนิหรือผิดหวังแต่เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยฉัน คำพูดพี่รันต์เหมือนมีดที่คอยกรีดตอกย้ำแผลเดิมของฉันมันไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่มันรู้สึกกระอักจนแทบจะสำลักเป็นเลือดออกมา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องคืนนั้นของฉันกับล่ามเกิดขึ้นมา ฉันจะไม่มีทางปล่อยตัวไปกับเขาแต่ในเมื่อมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ วันนี้สิ่งที่ฉันทำได้ก็คือก้มหน้ายอมรับกรรมกับสิ่งที่ตัวเองทำและย้ำเตือนสติตัวเองไว้ตลอดเวลาว่าอย่าไปทำแบบนี้กับใครอีก พี่รันต์ยังเล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมเรื่องของเหมยอิงกับเพื่อนของพี่รันต์ว่ามันเป็นมายังไง พี่รันต์เล่าว่าวันนั้นกลุ่มพี่รันต์ไปดื่มแล้วเจอเหมยอิงนั่งร้องไห้อยู่หน้าผับเหมยอิงที่เห็นพี่รันต์และรู้ว่าพี่รันต์เป็นพี่ชายของฉันก็ตรงเข้ามาด่าเรื่องที่ฉันแย่งล่ามให้พี่รันต์ฟัง เธอร้องไห้ฟูมฟาย ดื่มเหล้าเมาหนักมากและไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงได้พลาดท่าไปมีอะไรกันกับเพื่อนของพี่รันต์ เหมยอิงน่ะไม่อยากให้เพื่อนพี่รันต์มารับผิดชอบแต่ทว่าเพื่อนพี่รันต์น่ะไม่ยอมกุเรื่องมาขู่เหมยอิงจนเธอต้องยอมแอบมีความสัมพันธ์กันอย่างลับ ๆ ตลอดมา จนเมื่อเหมยอิงเลิกกับล่ามเขาสองคนก็เปิดตัวคบกันอย่างเปิดเผย และพี่รันต์ยังออกความเห็นเรื่องที่เหมยอิงส่งข้อความมาฉันและสร้างสถานการณ์ให้ฉันเข้าใจว่าเธออยู่ร่วมห้องกับพี่รันต์ก็เพื่อจะปั่นหัวฉันหาความสะใจเล่นเท่านั้นเองกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







