Mag-log in"อือ~" เสียงแหบครางเบาๆ ในยามเช้าของวันใหม่ เปลือกตาบางลืมตาขึ้นมามองความสว่างภายในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย พลันนึกคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่ง....
"ตายแล้วก้านแก้ว! ทำไมตื่นสายขนาดนี้เนี่ย"
ฉันกุลีกุจอรีบลุกขึ้นจากที่นอนหลงลืมมารยาทความเรียบร้อยที่เรียนมาจนหมดสิ้น เมื่อเหลียวตามองนาฬิกาบนผนังแล้วบอกว่าเวลานี้มันเป็นเวลาแปดโมงเช้าเหลืออีกสิบนาทีจะเก้าโมงแล้ว
พรึ่บ!
อ๊า! ซี๊ด... เจ็บเป็นบ้าเลย เผลอเหยียบผ้าห่มที่ถูกสะบัดม้วนขึ้นไปบนเตียงจนตกลงมาบนพื้นกระแทกก้นกบอย่างแรง มือบางลูบสะโพกมนเบาๆ ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นเย็นเยียบเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก
ฉันเดินออกจากห้องน้ำด้วยชุดคลุมอาบน้ำค่อยๆ ก้าวเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะกระจก เงยใบหน้าขึ้นมองเงาตัวเองแล้วนิ่วหน้าขึ้นด้วยความเจ็บระบมก้นกบ
"ฟูว์~ วันอะไรเนี่ยซวยแต่เช้าเลย"
ส่งเสียงพึมพำกับเงาตัวเองเสียงเบา กัดสันในปากเบาๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบครีมบำรุงหน้าขึ้นชโลมลงบนฝ่ามือแล้วลูบลงบนใบหน้าเกลี่ยให้ทั่ว ฉันใช้แป้งฝุ่นเด็กทาทับเพื่อลดความเหนียวของครีมบำรุง หยัดกายลุกขึ้นค่อยๆ เดินกลับไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อแต่งตัวก่อนจะออกจากห้องมา
ภายในบ้านหลังใหญ่มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมไปรอบทุกบริเวณ แม้แต่พวกพี่ๆ ชุดดำด้านนอกยังไม่แม้แต่จะส่งเสียงพูดคุยกันเลย พวกเขาเหมือน... หุ่นยนต์ซะมากกว่าจะเป็นคนซะอีก
ฉันเดินมายังโถงกว้างส่องสายตามองหาพี่เพียวและป้าหวายแต่ก็ไม่พบใครเลย ความเงียบมันทำให้คำพูดของพี่คาร์ผุดขึ้นมาในหัวแวบหนึ่ง ทำให้เกิดความระแวงจนต้องหันซ้ายหันขวาอย่างระวังตัว
กลัวจะถูกฉุดไปรุมโทรมแบบที่พี่คาร์บอก ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเขาสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นแบบนั้น
เท้าเล็กเดินมายังห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องทานอาหาร อดชำเลืองตามองไม่ได้ว่าคุณแม่.. ไม่สิ มัมจะนั่งอยู่หรือเปล่า แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบเพียงความว่างเปล่า
"อ๊ะ!" ในจังหวะที่กำลังคิดอะไรในหัวอยู่เรื่อยเปื่อย ฉันก็ต้องหยุดชะงักการก้าวเดินไปด้านหน้า พร้อมกับยกมือขึ้นมาจับลูบหน้าผากมนเบาๆ เพราะเผลอไปชนเข้ากับกำแพงหนาเข้าแต่พอเงยหน้าขึ้นมองดีดี...
ฉันไม่ได้ชนกำแพงหรืออะไรหรอก แต่ฉันชนเข้ากับอกของพี่คาร์และตอนนี้เราก็กำลังยืนใกล้ชิดกันมากด้วย โดยที่มือฉันข้างหนึ่งยกขึ้นปิดหน้าผาก ส่วนอีกข้างยื่นออกไปจับชายเสื้อกล้ามของพี่คาร์ไว้
กลิ่นเหงื่อจากกายสูงและหยดน้ำบนกรอบหน้าคมคายทำให้ใจเต้นแรงมาก มากจนฉันคิดว่ามันคงจะเหนื่อยแล้วบ้างแหละหากว่าเป็นคน
"พะ.. พี่คาร์"
"ปล่อยมือออก"
"ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ"
"..."
ฉันรีบปล่อยมือออกจากชายเสื้อกล้ามสีขาวของพี่คาร์ทันที เบี่ยงตัวหลบด้านข้างลดมือลงข้างกายแล้วแอบลอบสังเกตสีหน้าของเขาว่ายังโกรธหรืออารมณ์เสียฉันอยู่หรือเปล่า
"ขี้เกียจสันหลังยาวคิดจะมาเป็นคุณหนูตกถังข้าวสารนั่งกินนอนกินสินะ เหอะ! น่ารังเกียจ"
"..."
เสียงเข้มไม่เบาเลย ฉันรู้ว่าเขาจงใจให้ฉันได้ยิน แต่ไม่เป็นไรไม่มีใครรู้จักตัวฉันดีเท่าตัวฉันเองหรอก
"เมื่อคืนหนูนอนไม่หลับค่ะ เช้านี้เลยตื่นสายไปนิดหนึ่ง หนูขอโทษค่ะ"
เฮ้อ... ใจก็พูดไปงั้นแหละ แต่สุดท้ายก็ต้องอธิบายอะไรไปบ้างเพื่อที่เขาจะได้เลิกมองตัวเองร้ายๆ ฉันไม่ได้อยากเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวแบบที่เขาพูดสักหน่อย
พี่คาร์ไม่พูดอะไรต่อเขาเดินขึ้นไปยังชั้นบนทำให้ฉันหมุนตัวกลับเดินเข้ามาด้านในห้องครัวตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
"คุณหนูรับอะไรดีคะเดี๋ยวป้าจะได้จัดขึ้นโต๊ะให้ค่ะ"
"เอ่อ... มัม คนอื่นๆ ทานกันหมดแล้วเหรอคะป้าหวาย"
"มาดามทานแล้วค่ะ ท่านรีบออกไปดูงานด้านนอกน่ะค่ะ แต่ท่านสั่งไว้ว่าอย่าไปรบกวนคุณหนูเพราะท่านเห็นว่าคุณหนูคงจะยังไม่ชินกับบ้านใหม่เมื่อคืนคงจะนอนดึกอยู่ ป้าเลยไม่ได้ขึ้นไปตามด้านบน"
"....ค่ะ"
"คุณหนูจะรับอะไรดีคะ ป้าจะได้ขึ้นโต๊ะให้ค่ะ"
"เอ่อ... มีอะไรทานบ้างคะ หนูเอาเหมือนมัมก็ได้ค่ะ"
"ได้ค่ะ วันนี้มาดามรับข้าวต้มหมูเป็นมื้อเช้า คุณหนูไปนั่งรอด้านนอกสักครู่นะคะ เดี๋ยวป้าจะรีบนำไปเสิร์ฟให้ค่ะ"
"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"
ฉันพ่นลมหายใจเบาๆ ออกทางจมูก มัมยังมีใจมาห่วงฉันอยู่เลย ทั้งที่ฉันตื่นสายขนาดนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาที่นี่ ทุกคนดีกับฉันมากเลย เอ่อ... เว้นพี่คาร์ไว้คนหนึ่งนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกฉันจะต้องทำให้พี่คาร์เอ็นดูฉันให้ได้
มัมบอกว่าพี่คาร์เป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้โมโหแต่ลึกๆ ก็ขี้สงสารด้วย หากจะเข้าหาพี่คาร์ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่มัมก็เตือนว่าอย่าอยู่ใกล้พี่คาร์มากเกินไปเช่นกัน เพราะอะไรไม่รู้สิ
ฉันเดินมานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นแทนการนั่งบนโต๊ะอาหาร เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะว่า.... โต๊ะมันตัวยาวเกินไปไงล่ะ ฉันนั่งคนเดียวรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ มานั่งรอในที่ที่แคบลงมาหน่อยก็ค่อยรู้สึกหายใจคล่องขึ้นหน่อย
ดวงตากลมกวาดสายตามองรอบห้องนั่งเล่นก่อนจะไปหยุดลงบนหน้าจอโทรทัศน์จอแบนด้านหน้า ชั่งใจครู่หนึ่งว่าจะเปิดดีหรือไม่เพราะหากให้นั่งรอเฉยๆ แบบนี้มันคงจะเงียบเกินไปเสียหน่อย
"เปิดแป๊บเดียวมัมคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง แต่พี่คาร์... จะไม่พอใจหรือเปล่านะ"
หัวคิ้วผูกชนกัน ครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีมากก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ หรี่เสียงให้เบาลงหน่อยและคิดว่าอีกไม่นานพี่คาร์ก็คงไปทำงานแล้ว เขาคงไม่บังเอิญเดินมาแถวนี้หรอก
"เธอทำอะไร?"
แต่ฉันคิดผิดเมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที เสียงทุ้มต่ำของคนที่ใจจดจ่อคอยฟังเสียงรถด้านนอกระหว่างตามองการเคลื่อนไหวบนหน้าจอไปด้วยเกิดมาดังขึ้นหน้าทางเข้า ทำให้ฉันต้องเอี้ยวตัวกลับไปมองต้นเสียงอย่างเลี่ยงไม่ได้
"หนูดูโทรทัศน์อยู่ค่ะ พี่คาร์อยากมานั่งดูด้วยกันไหมคะ" ดูจากการแต่งตัวสบายๆ แล้ววันนี้พี่คาร์คงไม่ได้ไปไหนแน่ แต่ฉันนี่สิ... พูดอะไรออกไปก้านแก้ว นี่มันหาเหาใส่หัว แกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ๆ
"อยู่มาเป็นไม่รู้กี่ปียังไม่มีใครกล้าเปิดโทรทัศน์เลยสักคน แล้วเธอเป็นใครถึงได้กล้าแบบนี้"
"...." จุกจนพูดไม่ออกเลย อยู่ๆ ก็รู้สึกบรรยากาศเย็นวาบขึ้นมาจนต้องห่อไหล่เข้าหาตัว
"เด็กแบบเธอนี่มัน น่ารำคาญเป็นบ้า"
.
.
.
วันต่อมาร่างบางในชุดเดรสสีขาวสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อยกับร่างสูงในชุดไปรเวทเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก้าวเข้ามาด้านในตัวบ้านหลังใหญ่ โดยที่มือหนาจับตะกร้าผลไม้หลากหลายชนิดอยู่ พิไลสอดส่องสายตามองหาบุพการีที่ได้โทรแจ้งล่วงหน้าหลายวันว่าจะมาเยี่ยม แต่ยังคงมีเพียงความเงียบที่ปกคลุมรอบบ้าน รวมถึงเด็กรับใช้ที่ไม่มีออกมาเดินให้เห็น"มีอะไรหรือเปล่า""ไม่รู้สิคะ หนูโทรบอกคุณพ่อกับแม่ใหญ่แล้วนะคะว่าวันนี้จะมาหา"ริมฝีปากอิ่มยู่เล็กน้อยกวาดสายตามองเข้ามาด้านใน ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยเสียงเบาจากด้านหลังบ้านค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้า พลันทำให้คนตัวเล็กยิ้มรับบนใบหน้าสวยหวานยกมือไหว้แม่ใหญ่ที่อุ้มน้องสาวตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนมาพร้อมกับ...."คุณป้าสร?""อ้าวพิไลลูกมาแล้วเหรอ มาๆ มานั่งในห้องนั่งเล่นดีกว่า"สรยิ้มรับในขณะที่คนตัวเล็กข้างกายลูกชายยกมือไหว้อย่างอึ้งๆ นึกเอ็นดูความตกใจที่ปิดไม่มิดของเธอ แล้วเดินตามเจ้าบ้านเข้ามายังห้องรับแขกที่อยู่เยื้องออกไปทางด้านซ้ายมือ"คุณป้ารู้จักแม่ใหญ่ได้ยังไงคะ แล้วมาที่นี่ได้ยังไง""ไม่รู้สิ เข้าไปกันปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานไม่ดีนะ"มือหนาดันหลังบางให้เด
"ตั้งแต่.... ครั้งแรกของเรามั้ง"คนตัวสูงโน้มลงมากระซิบเสียงกระเส่าแหบพร่าข้างหูเล็กเล่นเอากายสาวเสียววาบท้องน้อยใจเต้นสั่นรัว พิไลหันหลบสายตาวางแนบพวงแก้มลงบนอกแกร่งลอบยิ้มเขินอาย มือเรียวถูกยกขึ้นมาวางบนหน้าท้องแกร่งขยุ้มเสื้อเชิ้ตสีเข้มเบาๆ "พิไล~...""คะ?""...."ร่างสูงดันตัวขึ้นพลิกกลับมาคร่อมร่างเล็กไว้อย่างนุ่มนวลเบามือ มือหนาสอดประสานกลุ่มผมนุ่มดกดำเบาๆ ใบหน้ากระชั้นชิดดวงหน้าเล็กห่างเพียงหนึ่งนิ้ว ลมหายใจร้อนเป่ารดแก้มนวลถี่ๆ ลอบกลืนน้ำลายเหนียวอึกใหญ่ลงคอ ลูกกระเดือกหนาขยับตัวตามจังหวะการเคลื่อนไหวช้าๆพีระหลุบตาลงจากดวงตากลมใสมองกลีบปากอวบอิ่มนุ่มนิ่มหอมหวานที่เขาชื่นชอบ โน้มตัวลงกดจูบละมุนสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าหาความหอมหวานเกินห้ามใจมือหนาเลื่อนขึ้นมาสอดประสานกับมือเล็กไว้มั่นในขณะที่ยกตัวเองขึ้นเหนือร่างเล็กบดเบียดหน้าอกแข็งแรงเสียดสีกับหน้าอกอวบใหญ่ของคนใต้ร่างความนุ่มนวลเริ่มเร่าร้อนหนักหน่วงขึ้นตามอารมณ์กระสันที่จุดติดโหมกระหน่ำเข้าหา ชุดนอนตัวบางบนเรือนร่างเล็กถูกถลกขึ้นเหนือเอวคอด มือหนาสอดลูบไล้วนหน้าท้องแบนราบ ละริมฝีปากออกจากลีบปากอิ่มสีชมพูระเรื่อถูกบดจูบจนบวมเ
'ฮัล..'"แก้วชะ... กรี๊ด!!!"เคร้ง!!!เสียงหวานกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจหลังจากถูกกระชากเครื่องมือสื่อสารในมือออกด้วยความแรงจนลอยขึ้นไปอยู่ในมืออีกคน แจกันในมือเล็กหล่นลงบนพื้นห้องแตกละเอียดเศษเล็กเศษน้อยกระจายเต็มพื้นพีระจ้องมองรายชื่อบนหน้าจอนิ่งๆ ก่อนจะกดวางสายแล้วปรายตาลงมองคนตัวเล็กที่ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างไว้ ก้มหน้าเนื้อตัวสั่นเทา"ยะ... อย่าทำอะไรหนูเลยค่ะหนูฮึก.. หนูไม่มีอะไรจะให้ทั้งนั้น ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ฮือ... ปล่อยหนูไปเถอะ"มือบางยกขึ้นมาพนมไหว้น้ำตาไหลพร่าอาบแก้มนวลด้วยความหวาดกลัวอาการของคนตัวเล็กทำให้ร่างสูงชะงักนิ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจเจือกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์ออกมาทางจมูกโด่ง หย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วเอื้อมมือกดเปิดไฟดวงใหญ่กลางห้อง ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นทั่วห้องคนตัวสูงหลุบตาลงมองคนบนพื้นอีกครั้งในขณะที่เธอก็ค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมาเช่นกันดวงตากลมพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาที่เกาะแพรวพราวขอบตาจนบดบังการมองเห็นทั้งหมด แต่เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนคุ้นเคยที่เคยเข้าออกห้องเธอบ่อยครั้งมากราวกับเป็นห้องตัวเองก็ไม่ปานเ
"พิไล"เสียงทุ้มคุ้นเคยตะโกนเรียกฉันจากทางด้านหลัง ทำให้ฉันต้องเอี้ยวหันกลับไปมองพร้อมกับเผยรอยยิ้มปกติบนใบหน้าอธีปเดินเข้ามาใกล้ในมือหนาถือเอกสารอะไรบางอย่าง ทำดวงตากลมโตต้องหลุบลงมองตามมือหนาแล้วดึงกลับขึ้นมองยังใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนชาย"เรามีเรื่องจะให้ช่วยหน่อยน่ะ ว่างใช่ป่ะ""ออ.. ได้สิ เรามีเรียนสิบโมงตอนนี้.... ครึ่งชั่วโมงได้ไหมอ่ะ""ได้ๆ เออ.. นั่งโต๊ะเดิมนะ""อืม" เสียงหวานตอบกลับก่อนจะเดินไปยังโต๊ะหินอ่อนโต๊ะเดิมที่ฉันชอบนั่งกับแก้ว แต่พอแก้วไม่อยู่ฉันเลยต้องไปรอบนห้องแทนนานๆ ครั้งถึงจะมานั่งครั้งหนึ่งร่างสูงของเพื่อนร่วมชั้นปีหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว คลี่เอกสารในมือเลื่อนมาตรงหน้าฉันแล้วยกมือขึ้นเท้าคาง "เราไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้อธิบายให้ฟังหน่อยสิ""อธีป... ลืมไปหรือเปล่าว่าเราเรียนกันคนละสาขานะ""เรารู้ว่าพิไลเก่ง อีกอย่างอาจารย์บอกว่าบริหารการบัญชีเรียนไปแล้ว ลองดูก่อนดิ"ฉันพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะก้มลงหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาจับไว้ ยกขึ้นในระดับสายตากวาดสายตาอ่านตัวอักษรในแผ่นกระดาษสีขาว มันใช่แบบที่อธีปบอกนั่นแหละ ถึงจะไม่ตรงล็อกทุกอย่างแต่ฉันเรียนเนื้อหาส่วนนี้ไปแ
หลายเดือนต่อมา-- พิไล --วันนี้เป็นวันที่ทั้งวุ่นวายและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เพราะอะไรนะเหรอ หึหึ! ก็เพราะวันนี้เป็นวันที่หลานคนแรกของฉันจะลืมตามาดูโลกแล้วไงล่ะ แต่ก็นะ... ในความสุขก็ยังคงมีความทุกข์ซ่อนอยู่ฉันต้องส่งรายงานที่ร่วมทำกับเพื่อนในสาขาอีกสองคน พร้อมกับพรีเซ็นต์หน้าคลาสเรียนจนต้องวุ่นวายเตรียมโน่นนี่เดินเท้าพันกันไปหมด ส่วนแก้วคุณสามีเธอให้ดรอปเรียนไปก่อนเพราะอยากให้พักผ่อนมากๆ ไม่ต้องเครียดเรื่องเรียนในขณะที่ยังคงท้องอยู่ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยมากๆ ในข้อนี้นะเท้าเล็กก้าวเข้ามาใต้ตึกของโรงพยาบาลเอกชนสากลชื่อดังอันดับต้นๆ ของโลก กวาดสายตามองตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อจะขึ้นไปยังชั้นที่คนตัวเล็กพักอยู่"ลิฟต์สีดำชั้นวีไอพี... " เอ่ยเสียงเบาเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังช่องลิฟต์ที่อยู่ติดกันสามช่อง ก่อนจะมีช่องแยกห่างออกมาอีกหนึ่งช่อง มันเป็นลิฟต์สีดำก็จริงแต่ทำไมถึงมีผู้ชายร่างสูงยืนคุมอยู่หน้าลิฟต์ล่ะ แล้วฉันจะเข้าไปได้ไหมเนี่ยฉันสูดหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกขวัญกำลังใจกลับมา หย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพายแล้วเผยรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าก้าวเดินไปยังลิฟต์วีไอพีสีดำที่แก้วส่งบอกเข้ามาทันที"สวัสดีค่
"ว่างๆ มาเที่ยวเล่นอีกนะลูก""ค่ะคุณป้าสร"เสียงหวานตอบกลับผู้อาวุโสด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า มือบางพนมมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนตัวหันหลังไปยังรถสปอร์ตของรุ่นพี่หนุ่มที่จอดรออยู่ โดยมีเจ้าของรถทำหน้าที่เปิดประตูให้พิไลก้าวขึ้นหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะข้างคนขับ เผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ เหมือนรู้สึกค่อยหายใจโล่งอกขึ้นมาหน่อย เธอไม่คุ้นชินกับที่ต้องเข้าหาผู้คนใหม่ๆ ก่อน ครั้งแรกคงจะเป็นตอนที่พบกับเพื่อนสนิทวันแรกและครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง แต่สถานการณ์มันต่างกันมาก มากจนเหมือนตัวเองจะเผลอกลั้นหายใจอยู่เป็นพักๆรุ่นพี่หนุ่มปิดประตูลงอย่างเบามือ ก้าวเดินเข้าไปหาร่างบางของผู้เป็นแม่ ปรายหางตากลับมามองด้านหลังเล็กน้อยทำทุกอย่างเป็นปกติแต่ที่ไม่ปกติคงจะเป็นอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีเรื่องไม่สบายใจเอามากๆ ในตอนนี้"มีอะไรหรือเปล่าทำหน้าเหมือนอมทุกข์ไว้เลย""แม่ครับ... ผู้หญิงเวลางอนต้องง้อยังไง ผมไม่เคย""หึหึ ลูกชายคนเก่งของสส. พิทักษ์จะมาตกม้าตายเพราะต้องง้อผู้หญิงเหรอเนี่ย เป็นบุญหูซะจริง""เอาจริงๆ ครับไม่เล่น"สรพ่นถอนหายใจพ้นริมฝีปากบาง ก้าวขึ้นมาด้านหน้าหนึ่งก้าวยกมือบางขึ้นปัดบ่าหนาเบาๆ
"เป็นไรวะ มาถึงก็ยกเอาอย่างเดียว""หงุดหงิด""หงุดหงิดอะไรวะ""...เด็กบ้า แม่งไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นเลย""..."แม็กซ์เวลล์หันไปถามความเห็นจากคาเรนที่นั่งถัดไปด้านขวามือ แต่กลับได้รับเพียงการไหวไหล่เป็นเชิงบอกว่าไม่รู้ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นอย่างไม่สนใจ"เด็กไหนวะ""อยากรู้ไปทำไม เด็กนั่นมันไ
'ถึงไหนแล้วแก้ว'เสียงตะโกนจากปลายสายดังเล็ดลอดออกมาระหว่างที่คนตัวเล็กก้าวลงจากรถแท็กซี่ลงมาพอดี ก้านแก้วกวาดสายตามองป้ายไฟซึ่งถูกดัดเป็นชื่อร้านที่รุ่นพี่นัดหมายเล็กน้อย ส่องสายตามองเข้าไปด้านในโดยมีชายร่างใหญ่สองคนยืนเฝ้าหน้าประตูรับอยู่ด้านหน้า ใบหน้าเข้มดุดันไม่น่าเข้าใกล้พลอยทำให้ใจดวงเล็กบาง
หลายวันต่อมา"เธอ""หื้ม? เรียกเราเหรอ"ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งมองใบหน้าของเจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่ ก้านแก้วเอี้ยวตัวหมุนกลับมาเผชิญหน้ากับเพื่อนใหม่ในห้อง เธอส่งยิ้มหวานบนใบหน้าไปให้พร้อมกับตั้งตารอฟังอีกคนพูด"เธอ... มีคู่หรือยังอะ พอดีเราไม่มีเพื่อนเลยยังไม่ได้จับคู่เลย""เราก็ไม่มีเพื่อนไม่รู้จัก
ฉันไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ป้าหวายเดินเข้ามาพอดี ทำให้ฉันหันความสนใจออกจากพี่คาร์มาหาป้าหวายแทนกลิ่นหอมของข้าวต้มหมูลอยโชยมาชวนน่าทาน ทำให้นึกถึงเวลาตอนที่ยังอยู่โรงเรียนขึ้นมาเลย"ทานให้อร่อยนะคะ""ขอบคุณค่ะ"ป้าหวายยิ้มให้ฉันอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น โดยที่







