เข้าสู่ระบบฉันไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ป้าหวายเดินเข้ามาพอดี ทำให้ฉันหันความสนใจออกจากพี่คาร์มาหาป้าหวายแทน
กลิ่นหอมของข้าวต้มหมูลอยโชยมาชวนน่าทาน ทำให้นึกถึงเวลาตอนที่ยังอยู่โรงเรียนขึ้นมาเลย
"ทานให้อร่อยนะคะ"
"ขอบคุณค่ะ"
ป้าหวายยิ้มให้ฉันอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น โดยที่ฉันมองตามหลังบางนั้นไปจนหายไปกับตาเนื้อถึงได้หันกลับมาก้มลงมองถ้วยข้าวต้มด้านหน้า
ตักข้าวขึ้นมาหนึ่งคำโตยกขึ้นจ่อริมฝีปากแต่ต้องชะงักลงเพราะแรงยวบตัวลงของโซฟา
"พี่คาร์อยากทานด้วยกันไหมคะ หรือจะนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันคะ"
"กินไปเร็วๆ ฉันไม่มีเวลามานั่งรอเธอทั้งวัน"
"รอหนูทำไมคะ"
ฉันเอียงใบหน้าถามด้วยความสงสัย วางช้อนในมือลงในถ้วยข้าวต้มตามเดิมรอคำตอบ ฉันยังไม่รู้ว่าพี่คาร์รอฉันทำไมเลยแต่หน้าพี่เขา.... เหมือนกำลังข่มอะไรไว้ในใจอยู่จนมันออกสีแดงก่ำขึ้นมา และคงเพราะพี่คาร์เป็นคนผิวขาวเหมือนพวกฝรั่งอยู่แล้วสีเลือดบนใบหน้าถึงได้ชัดเจนมากขนาดนี้
"ถ้าไม่ใช่เพราะมาดามโอลิเวียล่ะก็ ฉันไม่ทนมานั่งกับเธอแบบนี้หรอกจำไว้"
"หนูทำอะไรคะ?"
"อย่าถามมากได้ไหมวะ! แม่งเดี๋ยวก็จับกระแทกซะเลย เด็กอะไรวะน่ารำคาญฉิบ นี่กูต้องมีไอ้แม็กซ์ไว้ในบ้านอีกคนหรือไงวะขัดเวลาชีวิตฉิบหาย"
"..."
"มองอะไรกินๆ ไปเร็ว!"
พี่คาร์หันกลับมาตวาดใส่หน้าฉันจนร่างกายมันสะดุ้ง ฉันไม่เข้าใจคำพูดของพี่คาร์สักเท่าไหร่เลย รู้ว่ามันเป็นคำพูดที่หยาบคายมากแต่ความหมายมันไม่ขึ้นมาในสมองเลย แถมยังมีชื่อใครก็ไม่รู้โผล่มาในบทพูดนั้นอีก
ฉันกลับนั่งทานข้าวต้มด้านหน้าเงียบๆ โดยมีเสียงของโทรทัศน์ที่ยังคงดังเสียงเบาอยู่เป็นระยะ ทั้งฉันและพี่คาร์ไม่มีใครพูดอะไรออกมากอีก เขาก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ส่วนฉันก้มหน้าทานข้าวต้มหมูของป้าหวายจนบรรยากาศเงียบเชียบ หากว่าไม่มีเสียงโทรทัศน์น่ะนะ
ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอไปทำอะไรขัดใจพี่คาร์หรือเปล่า ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วที่เขาหงุดหงิดใส่ทันทีที่กลับมาถึง ทั้งที่มัมบอกว่าเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เมื่อคืนเขากลับมานอนที่นี่แสดงว่ามัมต้องให้เขาทำอะไรสักอย่างแน่ แต่... มันเกี่ยวกับฉันเหรอ เขาถึงได้ดูหัวเสียมากกว่าปกติแบบนี้
พี่คาร์พาฉันมาที่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่ามีแต่คนเยอะแยะเต็มไปหมด
ฉันหมุนตัวมองรอบกายด้วยความตื่นเต้น ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย อาการของฉันหากใครเห็นเขาคงว่าบ้านนอกเข้ากรุงแน่ แต่ที่แปลกใจคือฉันกลับมากับคนที่ทุกคนต้องเหลียวหลังมองตามแทบจะทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิง
"อยากได้แบบไหนเลือกเร็ว"
"..."
เสียงเข้มของพี่คาร์ทำให้ฉันต้องหันกลับมามองด้านหน้าตัวเอง มันเป็นร้านขายโทรศัพท์ขนาดไม่ใหญ่มากแต่ของเต็มไปหมดเลย ทั้งของที่ฉันเคยเห็นและไม่เคยเห็น
เท้าเล็กเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหน้าก้มหน้าเลือกโทรศัพท์ตามที่พี่คาร์บอก มันมีแต่แพงๆ ทั้งนั้นเลยทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองพี่คาร์ที่หันหลังอิงเคาน์เตอร์ไว้ สีหน้าหงุดหงิดมากจนฉันไม่กล้าเอ่ยปากพูด
"หนูเอาเครื่องนี้ค่ะ"
"..."
"มัน... แพงไปไหมคะ"
"...."
พี่คาร์ยื่นบัตรการ์ดสีดำให้กับพนักงานโดยที่ไม่พูดกับฉันสักคำ ไม่มองหน้าแถมยังเดินนำออกไปจากร้านเลยทั้งที่ฉัน... ยังไม่ได้ของเลยนะ
"พี่คาร์คะหนูยังไม่ได้ของเลย"
"..."
"พี่คาร์!"
เดินไปโน่นแล้ว ใจร้ายจังคนยังไม่ได้ของเลยเดินออกไปเฉยๆ เลย แล้วฉันต้องทำยังไงต่อล่ะ
ใบหน้าจิ้มลิ้มก้มลงมองพื้นพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อให้หยดน้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นมาในดวงตากลับลงไป ฉันจะมาร้องไห้เป็นเด็กขี้แยไม่ได้ ฉันโตแล้วสิบแปดปีแล้วนะ จะงอแงไม่ได้เด็ดขาด
"นายให้คุณเรียกแท็กซี่กลับบ้านเองครับ นี่ของของคุณ"
"แล้วหนูจะกลับยังไงคะ หนูไม่รู้จักอะไรเลย"
"ผมมีงานรออยู่แต่เดี๋ยวจะเรียกแท็กซี่ให้ จะบอกให้ว่าไปส่งที่ไหนพอถึงแล้วคุณก็เข้าบ้านได้เลย"
"..."
ฉันพยักหน้าส่งให้พี่ที่ยืนด้านหน้า ยื่นมือออกไปรับถุงในมือหนามาถือไว้ จำได้ว่าพี่เขาเป็นคนที่ตามพี่คาร์ตลอดเวลา ร่างสูงพอๆ กับพี่คาร์แต่สีผิวจะเข้มกว่านิดหน่อย
"พี่ชื่ออะไรคะ หนูจะได้เรียกถูก"
"ผมชื่อฟีลิกซ์ครับ"
"พี่ฟีลิกซ์ ชื่อเพราะเหมาะกับพี่มากเลยค่ะ"
"เรียกแค่ชื่อผมดีกว่าครับ นายคงไม่พอใจถ้าได้ยินคุณเรียกผมว่าพี่"
"ทำไมคะ พี่คาร์ไม่ชอบหนูหนูพอเข้าใจได้แต่จะมาห้ามให้หนูเรียกคนอื่นว่าพี่นี่มันงี่เง่าเกินไปหรือเปล่า อีกอย่างนะคะพี่ฟีลิกซ์อายุมากกว่าหนูหลายปีเรียกพี่ถูกแล้วค่ะ"
"..."
ดวงตากลมใสมองใบหน้าคมสันของพี่ฟีลิกซ์จริงจัง ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมาก้มหน้าจิ้มอะไรสักอย่างแล้วเดินออกไป ทำให้ฉันต้องรีบเดินตามหลังร่างสูงไป เพราะถ้าคลาดกันขึ้นมาล่ะก็ตัวฉันเองนี่แหละที่จะเดือดร้อนเอาได้
พี่ฟีลิกซ์พาฉันมาส่งด้านหน้าโดยยืนรอครู่หนึ่งก่อนจะมีรถวิ่งเข้ามาจอดไม่ไกลมากนัก พี่เขาเดินไปพูดอะไรกับคนขับไม่รู้แล้วหันกลับมาหาฉันพร้อมกับเปิดประตูด้านหลังให้
"ผมบอกคนขับแล้วว่าไปส่งคุณลงที่ไหน พอถึงคุณก็กลับได้เลย มีอะไรก็โทรหาผมนะครับ ผมเมมเบอร์ผมลงในเครื่องให้แล้ว"
"ค่ะ แล้ว... หนูไว้ใจผู้ชายคนนั้นได้มากน้อยแค่ไหนคะ"
"ไม่มีใครกล้ากับนายหรอกครับคุณสบายใจได้"
"....ค่ะ"
เท้าเล็กเดินขึ้นนั่งบนเบาะหลังคนขับรถ ก่อนพี่ฟีลิกซ์จะปิดประตูลงเบาๆ ฉันก้มลงมองโทรศัพท์ในมือตัวเองกดเข้ารายชื่อที่พี่ฟีลิกซ์บอกก่อนหน้าก่อนจะยิ้มออกมา อย่างน้อยมีเบอร์พี่เขาไว้มันก็ยังอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
ฟีลิกซ์มองตามหลังแท็กซี่สีเหลืองออกไปด้วยแววตาเรียบนิ่ง หมุนตัวเดินกลับเข้าไปยังด้านในห้างใหญ่ใจกลางเมืองที่เพิ่งเดินออกมา
เท้าหนาหยุดลงหน้าห้องทำงานของเจ้านายหนุ่ม ยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้งเพื่อบอกให้คนด้านในรู้ตัว
"อื้อ... เสียวมากเลยค่ะ"
"หุบปาก"
"อึก!"
ดวงตาคมหรี่ลงมองพื้นด้านล่าง ก้มใบหน้าลงเล็กน้อยสองมือจับกุมกันไว้ด้านหน้าแววตาตายังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกแม้ด้านหน้ากำลังเต็มไปด้วยความเร่าร้อนด้วยไฟราคะ
"มึงกล้าขัดคำสั่งกูไอ้... ฟีลิกซ์"
"มาดามคงจะไม่ปลื้มใจสักเท่าไหร่นะครับหากรู้ว่านายแกล้งเธอ แถมเธอยังเด็กมากไม่รู้เรื่องอะไรด้วย"
"เหอะ! นี่มึงโดนเด็กนั่นล้างสมองมาหรือไงวะ"
"..."
"น่าหงุดหงิดฉิบ ออกไป!"
คาร์เตอร์หยัดกายลุกขึ้นนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ออกเสียงเข้มไล่หญิงสาวที่กำลังลงคลอเคล้ากับเป้าตัวเองอยู่ให้ออกจากห้องไป ตวัดสายตาไม่สบอารมณ์มองมือขวาดุนลิ้นหนากับกระพุ้งแก้มด้วยความหงุดหงิด
"ทำโทษตัวเองไปยืนตากแดดตากลมจนกว่ากูจะลงไป"
"ครับ"
เสียงนิ่งขานรับเจ้านายหนุ่มก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปเงียบๆ
ภายในห้องกว้างกลับมาสงบ มีเพียงความร้อนรุ่มในใจของมาเฟียหนุ่มที่ยังคงแผดเผาใจเขาจนลุกโชน ดันตัวลุกขึ้นยืนเดินมาหยุดหน้าบานกระจกหนา จ้องมองออกไปด้านนอกโดยไม่โฟกัสจุด ยกมือขึ้นเท้าเอวหนา
"เธอนี่มันเด็กน่ารำคาญจริงๆ ก้านแก้ว"
.
.
.
วันต่อมาร่างบางในชุดเดรสสีขาวสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อยกับร่างสูงในชุดไปรเวทเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก้าวเข้ามาด้านในตัวบ้านหลังใหญ่ โดยที่มือหนาจับตะกร้าผลไม้หลากหลายชนิดอยู่ พิไลสอดส่องสายตามองหาบุพการีที่ได้โทรแจ้งล่วงหน้าหลายวันว่าจะมาเยี่ยม แต่ยังคงมีเพียงความเงียบที่ปกคลุมรอบบ้าน รวมถึงเด็กรับใช้ที่ไม่มีออกมาเดินให้เห็น"มีอะไรหรือเปล่า""ไม่รู้สิคะ หนูโทรบอกคุณพ่อกับแม่ใหญ่แล้วนะคะว่าวันนี้จะมาหา"ริมฝีปากอิ่มยู่เล็กน้อยกวาดสายตามองเข้ามาด้านใน ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยเสียงเบาจากด้านหลังบ้านค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้า พลันทำให้คนตัวเล็กยิ้มรับบนใบหน้าสวยหวานยกมือไหว้แม่ใหญ่ที่อุ้มน้องสาวตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนมาพร้อมกับ...."คุณป้าสร?""อ้าวพิไลลูกมาแล้วเหรอ มาๆ มานั่งในห้องนั่งเล่นดีกว่า"สรยิ้มรับในขณะที่คนตัวเล็กข้างกายลูกชายยกมือไหว้อย่างอึ้งๆ นึกเอ็นดูความตกใจที่ปิดไม่มิดของเธอ แล้วเดินตามเจ้าบ้านเข้ามายังห้องรับแขกที่อยู่เยื้องออกไปทางด้านซ้ายมือ"คุณป้ารู้จักแม่ใหญ่ได้ยังไงคะ แล้วมาที่นี่ได้ยังไง""ไม่รู้สิ เข้าไปกันปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานไม่ดีนะ"มือหนาดันหลังบางให้เด
"ตั้งแต่.... ครั้งแรกของเรามั้ง"คนตัวสูงโน้มลงมากระซิบเสียงกระเส่าแหบพร่าข้างหูเล็กเล่นเอากายสาวเสียววาบท้องน้อยใจเต้นสั่นรัว พิไลหันหลบสายตาวางแนบพวงแก้มลงบนอกแกร่งลอบยิ้มเขินอาย มือเรียวถูกยกขึ้นมาวางบนหน้าท้องแกร่งขยุ้มเสื้อเชิ้ตสีเข้มเบาๆ "พิไล~...""คะ?""...."ร่างสูงดันตัวขึ้นพลิกกลับมาคร่อมร่างเล็กไว้อย่างนุ่มนวลเบามือ มือหนาสอดประสานกลุ่มผมนุ่มดกดำเบาๆ ใบหน้ากระชั้นชิดดวงหน้าเล็กห่างเพียงหนึ่งนิ้ว ลมหายใจร้อนเป่ารดแก้มนวลถี่ๆ ลอบกลืนน้ำลายเหนียวอึกใหญ่ลงคอ ลูกกระเดือกหนาขยับตัวตามจังหวะการเคลื่อนไหวช้าๆพีระหลุบตาลงจากดวงตากลมใสมองกลีบปากอวบอิ่มนุ่มนิ่มหอมหวานที่เขาชื่นชอบ โน้มตัวลงกดจูบละมุนสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าหาความหอมหวานเกินห้ามใจมือหนาเลื่อนขึ้นมาสอดประสานกับมือเล็กไว้มั่นในขณะที่ยกตัวเองขึ้นเหนือร่างเล็กบดเบียดหน้าอกแข็งแรงเสียดสีกับหน้าอกอวบใหญ่ของคนใต้ร่างความนุ่มนวลเริ่มเร่าร้อนหนักหน่วงขึ้นตามอารมณ์กระสันที่จุดติดโหมกระหน่ำเข้าหา ชุดนอนตัวบางบนเรือนร่างเล็กถูกถลกขึ้นเหนือเอวคอด มือหนาสอดลูบไล้วนหน้าท้องแบนราบ ละริมฝีปากออกจากลีบปากอิ่มสีชมพูระเรื่อถูกบดจูบจนบวมเ
'ฮัล..'"แก้วชะ... กรี๊ด!!!"เคร้ง!!!เสียงหวานกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจหลังจากถูกกระชากเครื่องมือสื่อสารในมือออกด้วยความแรงจนลอยขึ้นไปอยู่ในมืออีกคน แจกันในมือเล็กหล่นลงบนพื้นห้องแตกละเอียดเศษเล็กเศษน้อยกระจายเต็มพื้นพีระจ้องมองรายชื่อบนหน้าจอนิ่งๆ ก่อนจะกดวางสายแล้วปรายตาลงมองคนตัวเล็กที่ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างไว้ ก้มหน้าเนื้อตัวสั่นเทา"ยะ... อย่าทำอะไรหนูเลยค่ะหนูฮึก.. หนูไม่มีอะไรจะให้ทั้งนั้น ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ฮือ... ปล่อยหนูไปเถอะ"มือบางยกขึ้นมาพนมไหว้น้ำตาไหลพร่าอาบแก้มนวลด้วยความหวาดกลัวอาการของคนตัวเล็กทำให้ร่างสูงชะงักนิ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจเจือกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์ออกมาทางจมูกโด่ง หย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วเอื้อมมือกดเปิดไฟดวงใหญ่กลางห้อง ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นทั่วห้องคนตัวสูงหลุบตาลงมองคนบนพื้นอีกครั้งในขณะที่เธอก็ค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมาเช่นกันดวงตากลมพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาที่เกาะแพรวพราวขอบตาจนบดบังการมองเห็นทั้งหมด แต่เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนคุ้นเคยที่เคยเข้าออกห้องเธอบ่อยครั้งมากราวกับเป็นห้องตัวเองก็ไม่ปานเ
"พิไล"เสียงทุ้มคุ้นเคยตะโกนเรียกฉันจากทางด้านหลัง ทำให้ฉันต้องเอี้ยวหันกลับไปมองพร้อมกับเผยรอยยิ้มปกติบนใบหน้าอธีปเดินเข้ามาใกล้ในมือหนาถือเอกสารอะไรบางอย่าง ทำดวงตากลมโตต้องหลุบลงมองตามมือหนาแล้วดึงกลับขึ้นมองยังใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนชาย"เรามีเรื่องจะให้ช่วยหน่อยน่ะ ว่างใช่ป่ะ""ออ.. ได้สิ เรามีเรียนสิบโมงตอนนี้.... ครึ่งชั่วโมงได้ไหมอ่ะ""ได้ๆ เออ.. นั่งโต๊ะเดิมนะ""อืม" เสียงหวานตอบกลับก่อนจะเดินไปยังโต๊ะหินอ่อนโต๊ะเดิมที่ฉันชอบนั่งกับแก้ว แต่พอแก้วไม่อยู่ฉันเลยต้องไปรอบนห้องแทนนานๆ ครั้งถึงจะมานั่งครั้งหนึ่งร่างสูงของเพื่อนร่วมชั้นปีหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว คลี่เอกสารในมือเลื่อนมาตรงหน้าฉันแล้วยกมือขึ้นเท้าคาง "เราไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้อธิบายให้ฟังหน่อยสิ""อธีป... ลืมไปหรือเปล่าว่าเราเรียนกันคนละสาขานะ""เรารู้ว่าพิไลเก่ง อีกอย่างอาจารย์บอกว่าบริหารการบัญชีเรียนไปแล้ว ลองดูก่อนดิ"ฉันพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะก้มลงหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาจับไว้ ยกขึ้นในระดับสายตากวาดสายตาอ่านตัวอักษรในแผ่นกระดาษสีขาว มันใช่แบบที่อธีปบอกนั่นแหละ ถึงจะไม่ตรงล็อกทุกอย่างแต่ฉันเรียนเนื้อหาส่วนนี้ไปแ
หลายเดือนต่อมา-- พิไล --วันนี้เป็นวันที่ทั้งวุ่นวายและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เพราะอะไรนะเหรอ หึหึ! ก็เพราะวันนี้เป็นวันที่หลานคนแรกของฉันจะลืมตามาดูโลกแล้วไงล่ะ แต่ก็นะ... ในความสุขก็ยังคงมีความทุกข์ซ่อนอยู่ฉันต้องส่งรายงานที่ร่วมทำกับเพื่อนในสาขาอีกสองคน พร้อมกับพรีเซ็นต์หน้าคลาสเรียนจนต้องวุ่นวายเตรียมโน่นนี่เดินเท้าพันกันไปหมด ส่วนแก้วคุณสามีเธอให้ดรอปเรียนไปก่อนเพราะอยากให้พักผ่อนมากๆ ไม่ต้องเครียดเรื่องเรียนในขณะที่ยังคงท้องอยู่ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยมากๆ ในข้อนี้นะเท้าเล็กก้าวเข้ามาใต้ตึกของโรงพยาบาลเอกชนสากลชื่อดังอันดับต้นๆ ของโลก กวาดสายตามองตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อจะขึ้นไปยังชั้นที่คนตัวเล็กพักอยู่"ลิฟต์สีดำชั้นวีไอพี... " เอ่ยเสียงเบาเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังช่องลิฟต์ที่อยู่ติดกันสามช่อง ก่อนจะมีช่องแยกห่างออกมาอีกหนึ่งช่อง มันเป็นลิฟต์สีดำก็จริงแต่ทำไมถึงมีผู้ชายร่างสูงยืนคุมอยู่หน้าลิฟต์ล่ะ แล้วฉันจะเข้าไปได้ไหมเนี่ยฉันสูดหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกขวัญกำลังใจกลับมา หย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพายแล้วเผยรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าก้าวเดินไปยังลิฟต์วีไอพีสีดำที่แก้วส่งบอกเข้ามาทันที"สวัสดีค่
"ว่างๆ มาเที่ยวเล่นอีกนะลูก""ค่ะคุณป้าสร"เสียงหวานตอบกลับผู้อาวุโสด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า มือบางพนมมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนตัวหันหลังไปยังรถสปอร์ตของรุ่นพี่หนุ่มที่จอดรออยู่ โดยมีเจ้าของรถทำหน้าที่เปิดประตูให้พิไลก้าวขึ้นหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะข้างคนขับ เผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ เหมือนรู้สึกค่อยหายใจโล่งอกขึ้นมาหน่อย เธอไม่คุ้นชินกับที่ต้องเข้าหาผู้คนใหม่ๆ ก่อน ครั้งแรกคงจะเป็นตอนที่พบกับเพื่อนสนิทวันแรกและครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง แต่สถานการณ์มันต่างกันมาก มากจนเหมือนตัวเองจะเผลอกลั้นหายใจอยู่เป็นพักๆรุ่นพี่หนุ่มปิดประตูลงอย่างเบามือ ก้าวเดินเข้าไปหาร่างบางของผู้เป็นแม่ ปรายหางตากลับมามองด้านหลังเล็กน้อยทำทุกอย่างเป็นปกติแต่ที่ไม่ปกติคงจะเป็นอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีเรื่องไม่สบายใจเอามากๆ ในตอนนี้"มีอะไรหรือเปล่าทำหน้าเหมือนอมทุกข์ไว้เลย""แม่ครับ... ผู้หญิงเวลางอนต้องง้อยังไง ผมไม่เคย""หึหึ ลูกชายคนเก่งของสส. พิทักษ์จะมาตกม้าตายเพราะต้องง้อผู้หญิงเหรอเนี่ย เป็นบุญหูซะจริง""เอาจริงๆ ครับไม่เล่น"สรพ่นถอนหายใจพ้นริมฝีปากบาง ก้าวขึ้นมาด้านหน้าหนึ่งก้าวยกมือบางขึ้นปัดบ่าหนาเบาๆ







