Mag-log inบรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงเช้าที่ควรจะสดใสเหมือนวันทั่วไป กลับมืดหม่นจน 'เมลดา' แทบไม่อยากหายใจ รถกระบะยกสูงคันยักษ์ของอัคคีเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าคณะบริหารธุรกิจอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง แรงกดดันมหาศาลก็เข้าปกคลุมไปทั่วห้องโดยสาร
"ลงไปได้แล้ว... และจำไว้ว่าหลังเลิกเรียน ฉันจะมารับที่นี่ ถ้าฉันมาถึงแล้วไม่เห็นเธอยืนรอ..." อัคคีละสายตาจากพวงมาลัย หันมามองเธอด้วยสายตาคมกริบ "เตรียมตัวรับบทลงโทษที่หนักกว่าเมื่อคืนได้เลย"
"เมลมีเรียนแล็บเลิกค่ำนะคะพี่... นายอัคคี" เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานทันที เมื่อเห็นคิ้วเข้มขยับชนกันเป็นปม
"นั่นมันเรื่องของเธอ หาทางจัดการเอาเอง กฎของฉันคือ ‘คำสั่ง’ ไม่ใช่ ‘ข้อต่อรอง’!"
เมลดาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอเปิดประตูรถและก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว พยายามหลบสายตาจากกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มหันมามองและซุบซิบ เธอรู้ดีว่าการก้าวลงจากรถของเฮดว้ากคณะวิศวะฯ ในสภาพที่ขอบตาบวมช้ำและชุดนักศึกษายับย่นเล็กน้อยเช่นนี้ มันชวนให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
"เมล! ไปไหนมาน่ะ เมื่อคืนเราโทรหาตั้งหลายสาย" ‘ก้อย’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอวิ่งเข้ามาทักด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นรอยแดงจางๆ ที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตของเมลดา "นั่น... รอยอะไรน่ะเมล?"
เมลดาหน้าซีดเผือด รีบกระชับปกเสื้อเข้าหากันพัลวัน "ปะ... เปล่าจ้ะ มดกัดน่ะ พอดีเมื่อคืนที่หอไฟดับ เมลเลยนอนไม่ค่อยหลับ"
เธอต้องกลั้นใจโกหกคำโต ทั้งที่ในใจอยากจะกอดเพื่อนแล้วร้องไห้ให้หมดแรง แต่คำขู่ของอัคคีเรื่องพ่อยังดังก้องอยู่ในหัว เธอจะดึงก้อยเข้ามาเสี่ยงกับผู้ชายอันตรายคนนั้นไม่ได้
ตลอดช่วงเช้า เมลดาไม่มีสมาธิเรียนเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่มือถือสั่น เธอจะสะดุ้งสุดตัวเพราะกลัวว่าจะเป็นข้อความจาก ‘เจ้าชีวิต’ และฝันร้ายก็กลายเป็นจริงในช่วงพักเที่ยง
AKKEE: เที่ยงนี้มาหาฉันที่โรงอาหารวิศวะ
MEL: เมลมีนัดติวกับเพื่อนค่ะ
AKKEE: ฉันไม่ได้ถามความสมัครใจ ให้เวลา 5 นาที ถ้าไม่มา... ฉันจะไปลากเธอมาเองต่อหน้าเพื่อนทุกคน
ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักศึกษาวิศวะที่นั่งกันเต็มม้านั่งหินอ่อน เมลดาเดินก้มหน้าผ่านกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดช็อปที่จ้องมองเธอราวกับของแปลก เธอรู้สึกได้ถึงสายตาดูแคลนที่ทิ่มแทงมาจากทุกทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะยาวของกลุ่ม ‘เฮดว้าก’
สถานที่ที่เธอเคยอยากมาเดินเที่ยวงานเกียร์กับพี่อัคคีในวันวาน บัดนี้กลับกลายเป็นลานประหารความรู้สึก
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็เด็กขัดดอกของไอ้อัคคีนี่เอง" ‘ภีม’ เพื่อนสนิทของอัคคีเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มยียวน
อัคคีนั่งอยู่กลางวงล้อมเพื่อนๆ เขาสวมแว่นกันแดดสีดำสนิท ในมือถือกระป๋องน้ำอัดลมที่ถูกบี้จนบุบเบี้ยว เขาปัดฝุ่นบนเก้าอี้ข้างตัวเบาๆ เป็นเชิงออกคำสั่งให้นั่งลง
"มาสายไปสองนาที..." เสียงทุ้มเอ่ยเรียบแต่เย็นเยียบ "กฎข้อที่หนึ่งของคนแพ้อย่างเธอคือ ‘ห้ามสาย’ ลืมแล้วเหรอ?"
"เมลรีบที่สุดแล้วค่ะ"
"งั้นก็ต้องโดนทำโทษ..." อัคคีวางกระป๋องน้ำลง แล้วคว้าข้อมือเธอให้ขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะหยิบ ‘เกียร์’ ประจำตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อช็อป "ห้อยนี่ไว้ซะ"
"พี่... อย่าทำแบบนี้เลย คนมองกันหมดแล้ว" เมลดาพยายามกระซิบอ้อนวอน มือเรียวรั้งมือหนาของเขาไว้เพื่อไม่ให้เขาสวมสร้อยนั่นให้เธอ
"กลัวคนอื่นรู้เหรอ? ว่าเธอ ‘ลดตัว’ มาคลุกคลีกับพวกเถื่อนๆ อย่างฉัน" อัคคีกระตุกยิ้มร้าย แววตาคมกริบภายใต้เลนส์สีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริก "หรือกลัวว่า ‘ไอ้หน้าอ่อน’ คณะบริหารที่ตามจีบเธออยู่จะรู้ว่าแท้จริงแล้ว... เธอเป็นคนของใคร!"
กริ๊ก!
เสียงตัวล็อกสร้อยเกียร์ดังขึ้นชิดต้นคอ เมลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ในโลกของชาวเกียร์ การให้เกียร์คือการฝากหัวใจ... แต่สำหรับอัคคี มันคือการ ‘ล่ามโซ่’
"ใครเห็นเกียร์นี้ จะได้รู้ว่าเธอเป็นของฉัน... เป็นทาสที่ฉันมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ และห้ามถอดออกเด็ดขาด ถ้ามันหายไปแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว ฉันจะไปลงเขี้ยวกับพ่อเธอแทน!"
คำขู่ที่เลือดเย็นทำให้น้ำตาที่กลั้นไว้หยดแหมะลงบนหลังมือของเขา อัคคีชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนของหยาดน้ำตา แต่เขากลับสะบัดมือเธอออกราวกับรังเกียจ
เขาสะใจ... ที่เห็นเธอทรมาน หรือเขากำลังทรมาน... ที่เห็นเธอเป็นแบบนี้กันแน่?
"กินซะ" อัคคีเลื่อนจานข้าวผัดมาตรงหน้า "กินให้หมด อย่าให้ฉันต้องป้อนด้วยวิธีอื่นเหมือนเมื่อคืน"
เมลดามองจานข้าวผ่านม่านน้ำตา เธอตักข้าวเข้าปากอย่างยากลำบาก ทุกคำที่กลืนลงไปคละคลุ้งไปด้วยรสชาติของความขมขื่น หลังจากมื้อเที่ยงที่เหมือนการกลืนหนาม เมลดาขอตัวไปห้องน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ แต่ทว่าในซอกตึกหลังโรงอาหาร อัคคีกลับเดินตามมาฉุดแขนเธอกระชากเข้าไปในมุมอับสายตา
"ปล่อยเมล! พี่อัคคี เมลเจ็บนะ!"
"เจ็บสิดี จะได้จำ!" เขาผลักร่างบางติดกำแพงปูนหยาบๆ "เมื่อกี้ฉันเห็นนะ... ไอ้เดือนคณะบริหารที่เดินผ่านโต๊ะ มันส่งสายตาให้เธอยังไง และเธอก็ดูจะ ‘ทอดสะพาน’ ให้มันด้วยสายตาเศร้าๆ นั่นใช่ไหม!"
"เมลไม่ได้ทำ... เขาแค่คนรู้จัก"
"คนรู้จักหรือชู้รักที่เธอหวังจะให้มันมาช่วยไถ่ตัว!" อัคคีตะคอกจนเสียงก้องทางเดิน "จำใส่สมองไว้เมลดา กฎข้อที่สี่ของเธอคือ... ห้ามมีตัวตนในสายตาผู้ชายคนอื่น ถ้าใครมองเธอ ฉันจะซัดมันให้จมดิน และถ้าเธอมองใคร... ฉันจะขังเธอไว้ในห้อง ไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวันไปตลอดชีวิต!"
"พี่มันบ้าไปแล้ว... พี่แค้นพ่อเมล แต่พี่กลับทำร้ายเมลเหมือนสัตว์" เมลดาพยายามผลักอกเขาออกไป "พี่ไม่ได้รักเมลแล้ว พี่แค่ต้องการแก้แค้น!"
"รักเหรอ?" อัคคีหัวเราะเยาะในลำคอ แต่แววตากลับไหววูบด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไม่มิด "คำว่ารักมันตายไปตั้งแต่วันที่ฉันต้องยืนมองแม่สิ้นใจบนเตียงไม้ผุๆ เพราะไม่มีเงินส่งโรงพยาบาลแล้วเมลดา! ตอนนี้ฉันมีความรู้สึกเดียวให้เธอ... คือความเกลียด!"
เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาอีกครั้ง เป็นจูบที่รุนแรงและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นเจ้าของ เขาจูบจนเธอแทบขาดใจเพื่อเป็นการตักเตือน ก่อนจะผละออกแล้วเดินจากไป ทิ้งให้เมลดาทรุดตัวลงกองกับพื้น สะอื้นไห้อย่างหมดแรง
คืนนั้นที่คอนโด...
อัคคีนั่งอยู่ที่ระเบียงห้อง จิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสแรงท่ามกลางลมหนาว สายตามองเข้าไปในห้องนอนที่เห็นเงาร่างบางนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เขากำเกียร์อีกตัวที่อยู่ในกระเป๋าแน่น... เกียร์คู่ที่เขาเคยตั้งใจจะให้เธอในวันที่เขาเรียนจบ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ทำลายเธอ
อัคคีมองหญิงสาวที่หลับใหล แววตาของเขาสั่นไหวไปวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้ง แต่เพียงครู่เดียวมันก็ถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวตามเดิม
นี่คือ กฎของคนแพ้...
ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
ไม่มีสิทธิ์มีความลับ
และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีสิทธิ์กลับไปรักเขาได้อีกต่อไป
ความแค้นต้องได้รับการชำระ... แต่ทำไมหัวใจของเขากลับยิ่งร้าวรานทุกครั้งที่เห็นน้ำตาของเธอ?
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยช่วงค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงัด กลับเต็มไปด้วยรังสีของความกดดัน ลานเกียร์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี บัดนี้ถูกใช้เป็นกระดานหมากสุดท้ายในการกวาดล้าง ‘มาเฟียวิศวะ’ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้คราบวิชาการมานานนับทศวรรษอัคคีรู้ดีว่า ‘ศาสตราจารย์เกรียงไกร’ ไม่ใช่เหยื่อที่จะจัดการได้ง่ายๆ เขาจึงใช้ตัวเองและเมลดาเป็นเหยื่อล่อ โดยนัดหมายส่งมอบ ‘หลักฐานต้นฉบับ’ ที่บ้านพักรับรองในเขตพื้นที่วิจัยหลังมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นจุดอับสายตาและอยู่นอกเหนือการดูแลของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วไป"นิก ภีม... ประจำจุดหรือยัง?" อัคคีกระซิบผ่านไมค์จิ๋วที่ติดอยู่ใต้ปกเสื้อช็อป"เรียบร้อย... กล้องวงจรปิดทุกตัวในรัศมี 500 เมตรอยู่ในมือพวกกูแล้ว" นิกตอบกลับมาจากศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่ "แต่อัคคี... พวกมันขนคนมาเยอะกว่าที่คิดนะเว้ย มีพวกเด็กช็อปสายมืดจากสถาบันอื่นมาสมทบด้วย มึงต้องระวังตัว!"อัคคีหันไปมองเมลดาที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาจับมือเธอแน่น "เมล... ไม่ต้องกลัวนะ ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้ใครพรากเมลไปได้อีก"เมื่อก้าวเข้าสู่บ้านพักรับรอง ศาสตราจารย์เกรียงไกรนั่งรออยู่พร้อมชายชุดดำนับสิบ แววตาที่เคยดู
ความสงบสุขมักเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พายุลูกใหม่จะมาถึง หลังจากเหตุการณ์ที่ลานเกียร์ อัคคีและเมลดาเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตคู่แบบคนรักปกติ ทว่าในบ่ายวันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในห้องสมุดกลาง เสียงโทรศัพท์ของเมลดาก็สั่นครืดคราดด้วยเบอร์แปลกจากต่างประเทศ ทันทีที่เธอกดรับ เสียงปลายสายที่สั่นเครือแต่คุ้นเคยก็ทำให้หัวใจของเธอเกือบหยุดเต้น"เมลดา... พ่อเองนะลูก พ่อกลับมาแล้ว"รถยนต์ของอัคคีเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านพักตากอากาศไม้เก่าแก่แถบชานเมือง สภาพของมันทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นที่ดินราคาแพงของตระกูลเกียรติวรโชติ สีไม้ที่เคยนวลตาบัดนี้หลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้สีเทา กลิ่นดินที่ชื้นแฉะผสมกับกลิ่นสาบของใบไม้แห้งโชยมาเตะจมูกทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถเมื่อเดินเข้าไปข้างใน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่าที่สะสมมานานหลายปีพุ่งเข้าใส่ประสาทสัมผัส มันคือกลิ่นของความล้มละลายและความโดดเดี่ยว บนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นมีกองเอกสารเหลืองกรอบวางระเกะระกะ เมลดามองภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจที่บีบคั้น จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างชายชราซูบผอมซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเงามืด"เมล... เมลลูกพ่อ"เสียงเรียกแห
หลังจากมรสุมคดีความของอาทิตย์เริ่มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ความเงียบสงบที่หาได้ยากก็กลับคืนมาสู่คอนโดหรูอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนเก่า ทว่าเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความ ‘ประหม่า’ ระหว่างชายหนุ่มผู้เคยร้ายกาจกับหญิงสาวที่เพิ่งเริ่มเปิดใจอัคคียืนจ้องหน้าตัวเองในกระจกห้องน้ำมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ผู้ชายที่เคยหยิบแค่เสื้อช็อปมาสวมทับเสื้อยืดแล้วออกจากบ้านได้ในห้านาที บัดนี้กลับกำลังกังวลกับทรงผมและการเลือกน้ำหอม"ไอ้คี... มึงจะตื่นเต้นทำไมวะ แค่พาเมลไปกินข้าว" เขาสบถกับเงาตัวเอง แต่เม็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผมกลับฟ้องว่าเขากำลังสติหลุดเขาตัดสินใจหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตามาสวม พับแขนขึ้นเผยให้เห็นรอยสักรูปเกียร์ที่ดูดุดันแต่สะอาดสะอ้าน เขาจงใจเลือกน้ำหอมกลิ่นที่อ่อนโยนขึ้นกว่าทุกวัน เพื่อไม่ให้มันไปรบกวนกลิ่นแป้งเด็กจางๆ ที่มักจะได้กลิ่นจากตัวเมลดาเสมอขณะเดียวกัน เมลดาก็อยู่ในอาการไม่ต่างกัน เธอเลือกชุดเดรสสีขาวนวลยาวคลุมเข่าที่ดูเรียบง่ายแต่สดใส มือเรียวเอื้อมไปกุม ‘สร้อยเกียร์’ ที่ยังห้อยอยู่ที่คอ เธอตั้งใจจะคืนมันให้เขาในวันนี้ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้เธอมั่นคงพอที่จะ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของ ‘อาอาทิตย์’ ในค่ำคืนนี้เงียบสงัดจนน่าขนลุก ทว่าภายใต้ความเงียบนั้นกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของสงครามที่กำลังจะปะทุ อัคคีในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเดินเข้าไปในห้องทำงานของอาตัวเองด้วยจังหวะที่มั่นคง แฝงไปด้วยความเดือดดาลที่พยายามกดทับไว้ก่อนหน้านี้ ภายในคอนโดหรูของอัคคีถูกเปลี่ยนสภาพเป็นศูนย์ปฏิบัติการขนาดย่อม ‘นิก’ และ ‘ภีม’ สองเพื่อนสนิทสายวิศวะ นั่งอยู่หน้าจอแล็ปท็อปที่กำลังรันโค้ดเจาะระบบฐานข้อมูลบัญชีบริษัทในเครือของอาทิตย์อย่างบ้าคลั่ง"ไอ้นิก... มึงเจอจุดรั่วของ Firewall หรือยัง?" ภีมถามพลางรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดจนเหงื่อซึมตามไรผม "ถ้าเราเข้าไม่ถึงบัญชีโอนเงินต่างประเทศวันนี้ ไอ้คีไม่มีทางล้มอาอาทิตย์ได้แน่""แป๊บหนึ่งดิวะ! ไอ้แก่นี่มันจ้างโปรแกรมเมอร์มือดีว่ะ แต่มันพลาดตรงที่ใช้รหัสเดิมๆ ที่เคยตั้งร่วมกับพ่อไอ้อัคคี" นิกสบถ แววตาจ้องมองแถบสถานะที่ค่อยๆ ขยับขึ้น "เรียบร้อย! กูเข้าถึง Folder ลับ 'Project A' แล้ว... ไอ้เชี่ย! นี่มันไม่ใช่แค่โกงนะเว้ย แต่มันคือการวางแผนทำให้พ่อไอ้คีกลายเป็นแพะรับบาปตั้งแต่วันแรก!"ในขณะเดียวกัน ที่เซฟเฮาส์แถบชานเมือง ทีมรุ่นน้องวิ
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับ ‘วินธัย’ บรรยากาศใน Penthouse หรูของอัคคีก็ตึงเครียดจนถึงขีดสุด อัคคีกลายเป็นคนบ้างานและบ้าอำนาจยิ่งกว่าเดิม เขาแทบไม่ปริปากพูดกับเมลดาเกินสามคำ ทว่าทุกสายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความคาดคั้นและหวงแหน เมลดาถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องพักกว้างขวางที่บัดนี้กลายเป็นกรงขังทองคำอย่างสมบูรณ์บ่ายวันหนึ่งขณะที่อัคคีออกไปคุมงานรับน้อง เมลดาที่กำลังทำความสะอาดห้องเพื่อฆ่าเวลาและความฟุ้งซ่าน สังเกตเห็นลิ้นชักโต๊ะทำงานไม้ตัวหนาถูกแง้มทิ้งไว้เล็กน้อย ราวกับเจ้าของรีบร้อนจนลืมล็อกด้วยความสงสัยและความหวังลึกๆ ว่าจะเจอหลักฐานที่ช่วยให้พ้นจากพันธะนี้ เมลดาจึงถือวิสาสะเปิดมันออก ภายในมีเอกสารทางวิศวกรรมมากมาย แต่ลึกลงไปใต้กองกระดาษเหล่านั้น เธอพบซองสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าซองหนึ่ง บนหน้าซองเขียนด้วยลายมือที่เธอจำได้ขึ้นใจ... ลายมือของพ่อเธอ"นี่มัน... จดหมายจากคุณพ่อ?"มือเรียวสั่นเทาขณะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก เนื้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงการหนีหนี้อย่างที่อัคคีเข้าใจ แต่มันคือการอ้อนวอน... พ่อของเธอเขียนถึงพ่อของอัคคีก่อนจะหายตัวไปว่าเขากำลังถูก ‘หุ้นส่วนอีกคน’ หักหลังและขโมยเงินบริ
ความสัมพันธ์อันกระอักกระอ่วนระหว่างอัคคีและเมลดาภายในคอนโดหรูเริ่มมีรอยร้าวที่แปลกประหลาด อาการไข้ของเมลดาเริ่มทุเลาลงจากการดูแลแบบ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ของชายหนุ่ม ทว่าพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่หน้าคณะบริหารธุรกิจ เมื่อการปรากฏตัวของใครบางคนกำลังจะเขย่าหัวใจที่ด้านชาของเฮดว้ากหนุ่มให้คลั่งยิ่งกว่าเดิมขณะที่เมลดากำลังเดินสะพายกระเป๋าออกมาจากตึกเรียนด้วยใบหน้าที่ยังซีดเซียวเล็กน้อย รถสปอร์ตหรูสีขาวสะอาดตาก็แล่นมาจอดตรงหน้า ชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบก้าวลงมาพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้สาวๆ แถวนั้นถึงกับเหลียวมอง"เมล! เป็นยังไงบ้าง หายไปสองวัน วินเป็นห่วงแทบแย่ โทรไปก็ไม่รับสายเลย"‘วิน’ หรือ ‘วินธัย’ ทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพื่อนที่แอบรักเมลดามาตั้งแต่มัธยม เขาคือขั้วตรงข้ามของอัคคีทุกอย่าง ทั้งความใจเย็น อ่อนโยน และความสว่างไสวที่เมลดาโหยหา"วิน... เมลขอโทษที พอดีเมลไม่ค่อยสบายน่ะ" เมลดาฝืนยิ้ม พลางพยายามขยับปกเสื้อปิดรอยเกียร์ที่คอไว้ แต่วินตาไวพอที่จะเห็นสายสร้อยโลหะหนาหนักนั่น"นั่นสร้อยอะไรน่ะเมล? ทำไมมันดูเหมือน..."วินยังพูดไม่จบประโยค เสียงคำรามของเครื่องย
ความเงียบเชียบภายในห้อง Penthouse หรูดูจะกดดันยิ่งกว่าเดิม เมลดาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดรุมๆ ที่ศีรษะ ร่างกายของเธอประท้วงความเหนื่อยล้าจากพายุอารมณ์ที่ซัดสาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอพยายามพยุงตัวลุกจากเตียงเพื่อไปเรียน แต่ความรู้สึกโลกหมุนกลับทำให้ซวนเซจนต้องคว้าขอบโต๊ะไว้แน่น"จะรีบ
เสียงเครื่องจักรในโรงช็อปวิศวกรรมเครื่องกลดังกระหึ่ม ทว่ากลับกลบเสียงหัวใจของ ‘เมลดา’ ที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกไม่ได้ หญิงสาวในชุดนักศึกษาเรียบร้อยผิดบริบท ยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางกลิ่นน้ำมันเครื่องและไอร้อนของเหล็ก รอบตัวเธอคือกลุ่มชายหนุ่มในเสื้อช็อปสีเทาเข้มที่ยืนคุมเชิงเงียบงัน ราวกับฝ







