@เอิงเอย
บรรยากาศยามเช้าตรู่ช่างเงียบสงบและสดชื่น วันนี้ฉันตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฉัน ใจหนึ่งก็รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่ฉันกำลังจะถือของที่เตรียมใส่บาตรออกมาหน้าบ้าน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังแว่วมาจากโถงทางเดิน ฉันเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก็พบกับเจ้าของบ้านร่างสูงที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน
"จะไปไหนกันแต่เช้าครับ.." เขาเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำของเขาทำเอาความเงียบในยามเช้าดูนุ่มนวลลงอย่างประหลาด
"อ่อ...จะไปทำบุญตักบาตรค่ะคุณวิน.. วันนี้ตื่นเช้านะคะ" ป้านวลเป็นคนตอบแทนพลางส่งยิ้มใจดีให้
"ครับ...พอดีเมื่อคืนนอนไม่หลับ มีคนมากวนใจผมทั้งคืน.."
เขาพูดกับป้านวลด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนบ่น แต่สายตาคมกริบคู่นั้นกลับจ้องมองตรงมาที่ฉันอย่างไม่ลดละ รอยหยักที่มุมปากค่อยๆ ขยายขึ้นจนเขาส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้ฉัน...มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยันหรือจิกกัดเหมือนที่ผ่านมา แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน...จะเรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เขาแสดงความอ่อนโยนผ่านสีหน้าแบบนั้น หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้
"ผมไปด้วยได้ไหมครับ" คำอาสาที่เหนือความคาดหมายทำเอาฉันแทบไม่เชื่อหู
"ได้สิคะ..ไปค่ะ..พระท่านคงใกล้ถึงแล้ว" ป้านวลตอบรับอย่างกระตือรือร้น
เราสามคนยืนเรียงกันทำบุญตักบาตรที่หน้าบ้าน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตกกระทบใบหน้าคมคายของเขา ทำให้ภาพที่เห็นดูนุ่มนวลราวกับความฝัน พอสิ้นเสียงพระท่านให้พรและเดินลับตาไป ฉันจึงก้มหน้าก้มตาเก็บของเตรียมตัวจะกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อหลบหนีความรู้สึกแปลกๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น แต่เสียงทักของเขาก็หยุดฉันไว้เสียก่อน
"อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะเคยเห็นเธอตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร"
ฉันไม่ตอบอะไร ได้แต่ก้มหน้าเพื่อซ่อนสายตาที่สับสน และกำลังจะเดินเข้าบ้านหวังจะจบบทสนทนาเพียงเท่านี้
"ก็วันนี้เป็นวันเกิดของคุณหนูเอยนี่คะ...ทำบุญตักบาตรจะได้เป็นมงคลกับชีวิต" ป้านวลรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
"วันเกิดเธอ?" เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาถามฉันด้วยแววตาที่ดูแปลกไป
"ค่ะ" ฉันตอบเพียงสั้นๆ พยายามรักษาความสงบนิ่งไว้
"อืม...รีบทานข้าวเช้านะ..วันนี้ไปมหาลัยพร้อมฉัน..."
"ค่ะ..." ฉันตอบตกลงไปโดยไม่คิดขัดขืน พักหลังๆ มานี้..ฉันไปมหาลัยกับเขาทุกวันจนเริ่มกลายเป็นความคุ้นชิน จึงไม่ได้ตอบปฏิเสธหรือมีข้ออ้างอะไร เพราะทุกครั้งที่ฉันปฏิเสธ เขาก็จะบังคับฉันให้ไปพร้อมเขาอยู่ดี และลึกๆ ในใจฉันก็รู้ว่าเถียงไปก็คงแพ้อยู่ดี
บรรยากาศในห้องอาหารเช้านี้เงียบงันแต่กลับไม่น่าอึดอัดเหมือนเมื่อก่อน เขากับฉันทานข้าวอยู่ที่ห้องอาหารกันสองคนท่ามกลางเสียงจานชามที่กระทบกันเบาๆ แต่แล้วอยู่ๆ เขาก็ผลักเก้าอี้ออกแล้วตะโกนขึ้นจนฉันสะดุ้งสุดตัว
"เอย..อย่า..!!!!"
"อะไรคะ..." ฉันทำหน้างงๆ และตกใจกับเสียงตะโกนที่ดังกึกก้องของเขาจนแทบจะทำช้อนหลุดมือ ฉันจึงวางช้อนลงอย่างเร็ว ใจสั่นระรัวด้วยความตกใจ
"ป้านวล.... ป้านวลครับ... ป้านวลอยู่ไหนครับ..." เขาตะโกนเรียกชื่อป้านวลซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูร้อนรนและดุดัน
"ค่ะ..ค่ะ คุณวิน เรียกป้ามามีอะไรหรือเปล่าคะ" ป้านวลรีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากครัว
"ใครเป็นคนทำอาหารวันนี้ครับ..." เขาถามพลางจ้องเขม็งไปที่ชามข้าวต้มตรงหน้าฉัน
"อ่อ..ข้าวต้มหม้อนี้เหรอคะ..นางก้อยแม่บ้านคนใหม่เป็นคนทำค่ะ...เพิ่งรับเข้ามาเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ป้าเห็นว่ารสมือดี เลยให้ทำอาหารค่ะ"
"เอาไปเททิ้งให้หมดเลยนะครับ" คำสั่งเฉียบขาดนั่นทำเอาพวกเราอึ้งไปตามๆ กัน
"ทำไมคะ..ไม่อร่อยเหรอคะคุณวิน..ป้านวลตักมาชิม... ก็อร่อยดีนี่ค่ะ..." ป้านวลแย้งเสียงอ่อยพลางทำหน้างง
"มันมีกุ้งแห้ง....เอยแพ้กุ้ง .. ถ้ากินเข้าไป..ช็อกขึ้นมาอีกจะทำยังไง...คราวหลังป้านวลต้องกำชับแม่บ้านทุกคนด้วยนะครับ..ว่าห้ามนำกุ้งหรืออาหารทะเลทุกชนิดเข้ามาในบ้านเด็ดขาด"
"ค่ะ..ค่ะ..ป้าลืมไปเลย...ขอโทษด้วยนะคะ..คราวหลังป้าจะกำชับให้ดีกว่านี้ค่ะ" ป้านวลรีบรับคำหน้าเสีย
เขาสั่งป้านวลเสียงดังลั่น หน้าตาท่าทางเขาดูจริงจังและเด็ดขาดมากจนไม่มีใครกล้าขัด ฉันนั่งมองเขาด้วยความรู้สึกดีแปลกๆ ที่อัดแน่นอยู่ในอก ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่เขาแสดงออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงฉันจริงๆ ....แต่ความประหม่าก็ทำให้ฉันรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป "แต่คงไม่หรอกเขาออกจะเกลียดฉันจะตาย"
"เอย...จะทานอะไรต้องดูให้ดีก่อน..เข้าใจไหม...นี่ดีนะที่ฉันเห็นซะก่อน" เขาหันมาดุฉันเสียงเข้ม แต่ในดวงตามีร่องรอยความอาทรปนอยู่
"ค่ะ" ฉันตอบกลับเขาอย่างงงๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเล็กที่โดนดุเพราะทำผิด
"เดี๋ยวเอยไปทานที่มหาลัยก็ได้..คุณวินทานให้เสร็จเถอะค่ะ..." ฉันรวบช้อนพลางลุกขึ้นเพราะรู้สึกอิ่มจนทานไม่ลง
"ไปพร้อมกันนี่แหละ..." เขาไม่ฟังคำทัดทานแต่กลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาหยิบเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำเท่ๆ พาดบ่า มืออีกข้างก็คว้าข้อมือของฉันให้เดินตามออกไปอย่างรวดเร็ว
พอมาถึงหน้าบ้านที่โรงรถ ฉันเกิดสงสัยกับการเดินทางไปเรียนในวันนี้ เพราะปกติเขาจะใช้รถยนต์คันหรู แต่ครั้งนี้มันดูต่างออกไป ฉันจึงถามเขาออกไปอย่างซื่อๆ
"จะไปคันนี้เหรอคะ"
"ใช่.....วันนี้ฉันจะพาเธอซิ่ง."
พูดจบเขาก็เดินนำมายังรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันหรูที่จอดตระหง่านอยู่หน้าบ้าน ท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วและกร้าวร้าวอย่างมีเสน่ห์ มือของเขาคว้าหมวกกันน็อกสีชมพูใบเล็กที่ดูใหม่เอี่ยมมาสวมใส่ศีรษะของฉันอย่างเบามือ ระหว่างนั้น เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงมาทำท่าเหมือนจะติดสายรัดคางให้ สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่งานตรงหน้า ทำให้ใบหน้าของเราสองคนแทบจะชนกันอยู่แล้ว
ระยะใกล้ขนาดนี้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาโชยเข้าจมูก ทำเอาใจฉันเต้นแรงไม่เป็นจังหวะจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน สายตาที่จ้องมองมาที่ฉันในระยะประชิดมันดูอ่อนโยนและนิ่งสงบ ไม่เหมือนคุณวินคนที่ใจร้ายใจดำที่ฉันเคยรู้จักเลยสักนิด
"เสร็จแล้ว..... พอดีเลย..ฉันกะเอาไว้ไม่มีผิด"
"อะไรคะ" ฉันถามพลางลูบหมวกกันน็อกใบสวย
"หมวกกันน็อกไง..พอดีหัวเธอแป๊ะ.." เขายิ้มล้อเลียน
"คุณวินซื้อให้เอยเหรอคะ"
"ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร..ก็มีแต่เธอคนเดียวที่ฉันไปรับไปส่งทุกวัน"
"ขอบคุณนะคะ" ฉันพึมพำตอบ รู้สึกมึนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ ฉันรู้สึกงงๆ กับทุกคำที่เขาพูด...มันตั้งหลักไม่ทัน..เพราะไม่เคยเจอเขาในโมเมนต์ที่อบอุ่นแบบนี้มาก่อน
"เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ใครแล้วอยากกอดเอวเขาไว้มั้ย.." เขาถามขึ้นพร้อมกับก้าวขึ้นคร่อมรถ
"คะ....มะ..ไม่เคยค่ะ" ฉันตอบตามความจริงด้วยอาการขัดเขิน
"งั้นก็เคยซะ ... ให้ฉันเป็นคนแรกของเธอ"
คำพูดกึ่งคำสั่งนั่นมาพร้อมกับการที่เขาจับมือของฉันไปกอดที่เอวสอบของเขา ถึงแม้ฉันจะขัดขืนเบาๆ เพราะความไม่ชิน แต่เขาก็ยังบังคับให้ฉันกอดเอวอยู่แบบนั้นด้วยพละกำลังที่มากกว่า
"กอดไว้แน่นๆ นะ...ตกลงไปไม่รู้ด้วย"
ฉันที่ไม่เคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่สูงและแรงขนาดนี้มาก่อน..รู้สึกกลัวนิดหน่อยกับการทรงตัวบนรถคันหรูนี้ เมื่อรถออกตัวกระชากไปข้างหน้า ฉันยิ่งรู้สึกหวาดเสียวมากขึ้น เลยใช้สองมือกอดเอวเขาไว้แน่นจนหน้าแทบจะแนบแผ่นหลังกว้าง อีกใจก็กลัวว่าเขาจะดุที่ฉันกอดเขาแน่นแบบนั้น เพราะในความคิดของฉัน เขาคงเกลียดฉันและคงไม่อยากให้ฉันเข้าใกล้เขาแน่ๆ แต่เขากลับนิ่งเฉยและดูเหมือนจะตั้งใจขับต่อไป
"ขับช้ากว่านี้ได้ไหมคะ" ฉันตะโกนฝ่าเสียงลม
"กลัวเหรอ?" เขาหันมาตะโกนถามกลับ
"ค่ะ...."
"ถ้ากลัวก็กอดให้แน่นกว่าเดิมสิ" เขาตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่มองเห็นผ่านกระจกมองหลัง
"คุณวินไม่รังเกียจเอยเหรอคะ" ฉันรวบรวมความกล้าถามสิ่งที่ค้างคาใจ
"ทำไมต้องรังเกียจเธอด้วย"
"ก็คุณวินเคยบอก..ว่าเกลียดเอยมาก"
"ก็นั่นมันเมื่อก่อน..ตอนนี้ไม่แล้ว..ฉันเลิกเกลียดเธอนานแล้ว"
"จริงเหรอคะ" ฉันยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเหมือนจะเบาบางลงไปทันที
"ฉันไม่เคยโกหกนะ" น้ำเสียงที่มั่นคงของเขาทำให้ฉันรู้สึกเชื่อใจเขาอย่างประหลาด
@มหาลัย
เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ครางกระหึ่มก่อนที่เขาจะขับรถมาจอดที่หน้าโรงอาหารซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีนักศึกษาพลุกพล่าน ทันทีที่จอดรถสนิทก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากทั่วสารทิศ
"ใครอ่ะ...อย่างเท่"
"คล้ายๆ พี่วินเลย..ใช่ไหมอ่ะ"
"ไหนๆ .."
"กรี๊ดดด.....อ๊ายยย...แกพี่วินสุดหล่อของฉันจริงๆด้วย.."
เสียงกรี๊ดดังสนั่นไปทั่วบริเวณเมื่อเขาถอดหมวกกันน็อกออกแล้วเสยผมขึ้นอย่างลามก ยอมรับเลยว่าเขาหล่อมาก..หล่อจนสามารถสะกดทุกสายตาให้มองมาที่เขาคนเดียวได้อย่างง่ายดายราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสาร
"ไปทานข้าวกัน" เขาหันมาสั่งฉันหน้าตาเฉย
"เออ..แยกกันตรงนี้ก็ได้นะคะ..เอยว่า.." ฉันพยายามเสนอทางเลือก เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา
"ทำไม..กลัวไอ้คินมาเห็นเหรอ" น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นห้วนสั้นทันที
"เกี่ยวอะไรกับพี่คินคะ" ฉันขมวดคิ้วสงสัย
"หึ....ไม่เกี่ยวก็ดี....เดินไปได้แล้วฉันหิว"
ไม่พูดเปล่า เขาเดินเข้ามากอดคอฉันอย่างสนิทสนม แล้วเดินนำเข้าไปยังโรงอาหารพร้อมกัน ฉันตกใจมากจนตัวแข็งทื่อ..ตั้งแต่ที่รู้จักกันมา เขาไม่เคยแสดงท่าทีปกป้องหรือเปิดเผยแบบนี้กับฉันเลย..แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ฉันงงไปหมด พอเดินเข้ามาในโรงอาหารทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขากับฉันเป็นจุดเดียว ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้ากองไฟ ฉันจะไม่โดนสาวๆ ของเขาลากไปตบใช่ไหมนะ อยู่ใกล้เขานี่มันอันตรายต่อสวัสดิภาพจริงๆ
ทานข้าวไปได้สักพัก ฉันก็ต้องหยุดทานและก้มหน้าก้มตา เพราะรู้สึกเขินอายจนทำตัวไม่ถูก...ก็เขาไม่ยอมทานข้าวในส่วนของตัวเองเลย แต่เอาแต่จ้องหน้าฉัน แล้วก็ยิ้มอยู่อย่างนั้น จนฉันรู้สึกประหม่าและหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำไปหมด
"คุณวินจ้องหน้าเอยทำไมคะ...มีอะไรติดหน้าเอยหรือเปล่า.." ฉันถามเพื่อทำลายความเงียบที่น่าใจหาย
"มี...."
"อะไรเหรอคะ...ตรงไหน" ฉันเอามือปัดป่ายไปตามใบหน้าของตัวเองเพื่อเช็ดสิ่งแปลกปลอม
"ตรงนี้" เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้
"ไหนคะ"
"มาฉันเช็ดออกให้"
เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาแล้วเอามือมาเช็ดเบาๆ ที่แก้มของฉัน...สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวแก้มของฉันร้อนผ่าว เขาจับแก้มฉันอยู่นาน ลูบๆ วนๆ ไปอยู่อย่างนั้นราวกับจงใจกลั่นแกล้ง สายตาที่จ้องมามันดูอบอุ่นละมุนอย่างบอกไม่ถูกจนฉันเผลอสบตาเขาเข้า...วินาทีนันฉันรู้สึกแปลกๆ บริเวณอกข้างซ้าย..ดูเหมือนมันจะเต้นแรงจนฉันไม่สามารถควบคุมมันได้เลย...แต่แล้วบรรยากาศซึ้งๆ ก็พังทลายลง
"หืมมม..."
"โอ๊ย..คุณวิน..มายิกแก้มเอยทำไมคะ" ฉันร้องอุทานออกมาเมื่อเขากดนิ้วลงบนแก้มฉันแรงๆ อย่างหยอกล้อ
"ก็ฉันหมั่นเขี้ยวนี่...แก้มเธอน่ายิกจะตาย.."
เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี.... อีกแล้ว...มุมนี้อีกแล้ว คุณวินเวอร์ชั่นนี้ช่างดูอบอุ่น อ่อนโยน และขี้เล่นอย่างเหลือเชื่อ ทำเอาหัวใจฉันเต้นแรงไม่หยุดและสับสนกับตัวตนของเขาจริงๆ
ทานข้าวเสร็จเราจึงแยกย้ายกันเข้าชั้นเรียนตามตารางของแต่ละคน ก่อนจะแยกกันเขาหันมาสั่งกำชับให้ฉันมารอที่หน้าตึก เพื่อให้รอกลับบ้านพร้อมกันเหมือนเช่นเคย
"บ่ายสามมารอตรงนี้ชนะ..เดี๋ยวฉันมารับ"
"ค่ะ...ขอบคุณนะคะ" ฉันรับคำพลางมองตามร่างสูงที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
@คลาสเรียนอนาวิน
ในห้องเรียนรวมที่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้ก ผมเดินเข้าไปนั่งประจำที่ท่ามกลางสายตาจับผิดของเพื่อนๆ
"ไอ้วินมาแล้ว...เดินเร็วๆ ดิวะ..ชักช้า" นทีทักขึ้นพลางกวักมือเรียก
"อะไรของมึง" ผมถามพลางวางกระเป๋าลง
"นั่งๆ ..แล้วตอบคำถามกู....." นทีเร้าพะเนอ
"คำถามอะไรของมึง"
"เมื่อเช้าคนเขาลือกันว่ามึงขับรถมามีผู้หญิงกอดเอวซ้อนท้ายมาด้วย จริงหรือเปล่าวะ" นทีถามพลางทำหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดขีด
"อืม...แล้ว?" ผมตอบหน้าตาย
"ผู้หญิงคนนั้นคือน้องเอิงเอย บริหารปี 1" นทีพูดชื่อออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"เออ..แล้วทำไม สงสัยอะไรก็พูดมา อ้อมค้อมอยู่ได้..รำคาญ" ผมตัดบทอย่างไม่สบอารมณ์
"เห้ย..ไอ้วิน..มึงก็รู้ว่าคนนี้ไอ้คินมันเล็งไว้ มันจริงจังมากนะเว้ย..." นทีพูดเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แล้ว? ..." ผมยังคงรักษาท่าทีนิ่งสนิทไว้
"แล้วมึงไปยุ่งกับของๆ มันทำไมวะ" นทีถามต่อ
"เอิงเอยไม่ใช่ของใคร..." ผมตอบเสียงแข็ง นัยน์ตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
"คิน..ไอ้วินมันยุ่งกับน้องเอยของมึง" นทีหันไปเรียกคินที่นั่งนิ่งอยู่อีกฝั่ง
"กูรู้แล้ว....มึงนี่ขี้ฟ้องจริงๆ เลย" คินตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"รู้แล้ว? ...... แล้วมึงไม่โกรธเหรอวะ" นทีทำท่าประหลาดใจ
"โกรธทำไม..ก็ในเมื่อไอ้วินกับน้องเอยเป็นพี่น้องกัน" คินพูดตามที่เขาเข้าใจ
"ฮะ...!!!!! พี่น้อง" ทั้งนที นนท์ และกร ร้องอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
"มึงมีน้องทั้งสวยและน่ารักขนาดนี้ทำไมกูไม่รู้วะไอ้วิน กูฝากเนื้อฝากตัวกับมึงตอนนี้ทันไหมวะ" นนท์รีบประจบพลางยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย
"หึ....มึงหยุดเลย....น้องเหรอ...น้อง (ไม่แท้) กูไม่นับว่าเป็นน้อง" ผมแค่นหัวเราะในลำคอพลางปรายตามองเพื่อน
"มึงหมายความว่าไง?" คินถามขึ้น แววตาที่เคยนิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง
"มึงถามแบบนี้ก็ดีแล้ว...กูจะพูดกับมึงตรงๆ เลยนะ...ว่ากูเองก็ชอบเอยเหมือนกัน ชอบมากและจริงจังไม่ต่างอะไรกับมึง" ผมประกาศกร้าวออกไปเพื่อให้ทุกอย่างชัดเจน
"ไอ้วิน...." คินเรียกชื่อผมเสียงต่ำ
ผมกับไอ้คินจ้องหน้ากันอยู่นาน บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันตาเห็น จนไอ้นนท์ต้องพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดจนแทบจะระเบิดได้
"มึงสองคนชอบผู้หญิงคนเดียวกันเหรอวะ" นนท์ถามเสียงแผ่ว
"ตายๆ ..มิตรภาพกู..จะพังก็วันนี้แหละ" นทีบ่นพึมพำอย่างกลัดกลุ้ม
"ถ้ามึงบอกว่าชอบ...งั้นมึงกับกูก็คงต้องเป็นคู่แข่งกันแล้วล่ะ" คินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงท้าทาย
"ได้...มึงกับกูมาดูกัน..ว่าใครจะได้หัวใจของเอิงเอย" ผมรับคำท้านั้นโดยไม่ลังเล
ผมกับไอ้คินประกาศตัวอย่างชัดเจนต่อหน้ากลุ่มเพื่อนว่าชอบเอิงเอยเหมือนกัน เราจึงตกลงกันว่าจะจีบเอิงเอยแข่งกันอย่างแฟร์ๆ โดยมีข้อแม้สำคัญว่าหากคนใดคนหนึ่งแพ้ ห้ามทำลายมิตรภาพระหว่างเพื่อนเด็ดขาด...เราจะยินดีให้กับคนที่ชนะ และยอมรับความจริงอย่างลูกผู้ชาย