Masuk
กรุงปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
(นี่แกกำลังจะไปขึ้นเครื่องจริงปะเนี่ย!!) เสียงแว้ดๆ จากปลายสายทำให้ฉันที่กำลังเช็กลิสต์สัมภาระเป็นครั้งสุดท้ายถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญ มันจะอะไรนักหนาฮะ ซิดนีย์!! กระดาษในมือถูกวางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงหันไปปรับหน้าจอแล็ปท็อปให้เพื่อนสนิทได้เห็นชัดๆ เต็มสองตาว่ากำลังทำอะไรอยู่ “ชัดไหมมึง -_-” (โอเค้~ นึกว่าจะไม่มางานแต่งเพื่อน ฉันอุตส่าห์ไปขโมยบัตรแดดดี๊รูดชุดเพื่อนเจ้าสาวให้แก) แดดดี๊ที่ว่าคงหมายถึงพี่กัน ว่าที่สามีที่นางอยากได้จนตัวสั่นมาหลายปี ไม่ใช่แดดดี๊ที่หมายถึงอาเซนพ่อแท้ๆ ของมัน “ดีใจด้วยอีกครั้งที่สมหวัง อุตส่าห์เก็บความซิงไว้มัดใจ ทั้งๆ ที่ไม่เหมาะกับคนแรดๆ อย่างแก” ฉันได้ทีด่ามันคืนบ้าง ยัยซิดนีย์มันปากแจ๋ว หลายปีที่ไม่ได้เจอกันคงไม่มีใครเอานางลง หึ! เดี๋ยวแม่จะกลับไปหยุมหัวก่อนลั่นระฆังวิวาห์กันสักแมตช์ (แกพูดถูก ฉันมันอยากได้เขาเป็นผัวจนตัวสั่น ดีกว่าพวกได้คุยแต่ไม่ได้คบแบบแก) มันย้อนฉันค่ะ แถมแรงมากด้วย! “ขืนแกยังด่าฉันอีก ฉันจะฉีกตั๋วทิ้งเดี๋ยวนี้แหละ!” ไม่ต้องกลับกันแล้วเมืองไทย ตายอยู่ที่ฝรั่งเศสเนี่ยแหละ (โอ๊ะๆๆ ยะ อย่านะ ถ้าไม่มีแก ฉันจะแต่งงานอย่างมีความสุขได้ยังไง) น้ำเสียงกระเง้ากระงอดดังออกมาจากอีกฟากเรียกความน่าสงสาร แต่นี่มิรินนะ มิรินที่กอดคอโตมาด้วยกัน ทำไมฉันจะดูมารยาแกไม่ออก “ขนาดคิดถึงฉัน แกยังส่งการ์ดมาก่อนวันงานแค่เดือนเดียวเนอะ” ดีแค่ไหนที่ไม่ใช่ช่วงไฮต์ซีซัน เลยมีตั๋วเหลือกลับบ้าน (อุ๊ปส์!! ซอรี่น้า พอดีว่าช่วงนี้เพิ่งเป็นมัมหมีได้เดือนเศษๆ พอพระอาทิตย์ตกดินปุ๊บก็ง่วงปั๊บ ต้องรีบหนีไปนอนอ้อนผัว) เป็นการขอโทษที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในชีวิตที่เคยเจอมาเลย ให้ตาย... “นี่ก็อีกเรื่อง แกทำฉันตกใจนะที่ท้องก่อนแต่ง อาเซนไม่ยิงหัวพี่กันระเบิดไปแล้วหรือไง?” (โน้ว~ ปะป๊าอนุญาตจ้ะ) เสียงที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงมีจริตจะก้าน ทำเอาภาพของยัยซิดนีย์กำลังนั่งไขว่ห้างแคะเล็บตอบกลับแบบเริ่ดๆ ลอยเข้ามาให้หัว เพื่อนฉันมันเป็นพวกขยันทำตัวให้คนหมั่นไส้ตัวเองได้เก่งจริงๆ (ว่าแต่คุณวิรัลรดีเถอะค่า~ กลับมาเจอหน้าพี่ชายฉันคงไม่มาร้องไห้กลางงานแต่งฉันเนอะ) “เหอะ! ผ่านไปหลายปีแล้ว แกคิดว่าคนอย่างฉันยังรู้สึกอะไรกับพี่แก?” คำพูดที่เปล่งออกไปบ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ตัวของฉัน ฉันย่อมรู้ดีว่าตอนนี้เขามีอิทธิพลกับหัวใจของตนเองขนาดไหน (ค่า~ อย่าให้เห็นว่าแอบกลับไปกินกันอีก ไซซ์พี่ชายฉันไม่ได้หาง่ายๆ นะหล่อน) ไซซ์บ้าไซซ์บออะไร “ถ้าแกยังพูดจาทุเรศๆ แบบนี้ฉันจะไม่ไปงานแต่งแก วันงานฉันจะบินไปส่องผู้ชายที่ภูเก็ต ทิ้งให้แกยิ้มเหงือกแห้งในงานและไม่มีคนซับหน้าให้” (ฉันหมายถึงไซซ์ตัว พี่ฉันตัวโตกล้ามแน่นแข่งกับปูบางแสน ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดก็รู้ว่าแซ่บ) “อ้อ...” (แกหมายถึงไซ์อะไร? แอบไปเห็นจู๋กันตอนไหน?) “โอ๊ย~!! ไอ้บ้า ก็แกพูดให้ฉันคิดไหมล่ะ?” พูดจบก็แอบหลุบตามองพื้นหลบสายตาจับผิดของเพื่อนสนิท (ถ้าแกไม่เคยเห็นจะคิดได้ไง นั่นไง! แกแอบน้ำลายไหล) หลังแขนของฉันยกขึ้นเช็ดมุมปากตนเองอัตโนมัติ ก่อนจะรู้ตัวว่าพลาดถูกซิดนีย์หลอกหลังจากได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กของมันดังออกมา (ฮ่าๆๆ ตลกอะ! แกรีบกลับมาเหอะ ฉันคิดถึง) “เริ่มไม่อยากกลับเพราะแกเนี่ยแหละ!!” เสียทรงหมด ทำไมเพื่อนฉันมันลากไปเรื่องใต้สะดือได้หน้าตายขนาดนี้ (สี่ปีที่ผ่านมา ถึงแกจะไม่เคยบอกเหตุผลว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับพี่โล แต่ฉันจะเข้าข้างแกเสมอนะ) “อือ ถ้าฉันเป็นพี่ชายแก แล้วมาได้ยินแบบนี้ก็คงสบายใจ” (เอ๊า! คนกำลังจะสร้างซีนซึ้ง ให้ตาย...รีบกลับมาเลย อย่าลืมน้ำหอมของว่าที่สามีฉันนะ) ฉันหัวเราะกับท่าทีเหมือนเด็กๆ ของเพื่อน ไม่อยากเชื่อเลยว่านังตัวแสบที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้กำลังจะแต่งงาน แถมว่าที่เจ้าบ่าวยังเป็นบอดีการ์ดที่ครอบครัวเลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอย่างพี่กันภัย ผิดกับฉันที่ครอบครัวเราทั้งสองฝ่ายมั่นใจว่ายังไงก็ได้แต่งงานกัน ตอนนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะกลับไปมองหน้าพ่อแม่ของพวกเขายังไง หลังจากซิดนีย์ยอมวางสายเพื่อให้ฉันได้ตั้งสติเช็กสัมภาระลำพัง โทรศัพท์ซึ่งวางทิ้งไว้ข้างกระเป๋าสะพายบนโต๊ะก็มีเสียงแจ้งเตือนข้อความแบบเฉพาะหมายเลขที่ตนเองเป็นคนตั้งเอาไว้ เราเลิกกันไปเมื่อสี่ปีก่อน แต่สองปีที่แล้ว...เขาเพิ่งติดต่อกลับมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉันย้ายมาเรียนที่ฝรั่งเศส ‘Have a safe flight and lemme know when you land, sweetie. from Oslo’ (เดินทางปลอดภัย ถึงแล้วบอกพี่ด้วยนะครับที่รัก จาก ออสโล) ปึก! ฉันปิดมือถือแล้วโยนมันเข้าไปนอนในกระเป๋าอย่างไม่แยแส มันเป็นแบบนี้มาตลอดสองปี สองปีที่ฉันปล่อยให้เขาส่งข้อความมาหาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่เคยตอบกลับ ช่วงแรกๆ ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาเอาเบอร์ติดต่อของฉันมาจากไหน ทั้งเค้นถามจากซิดนีย์นางก็ยืนกรานว่าไม่ได้เป็นคนให้แน่นอน แต่ช่างเหอะ ที่ไม่ตอบกลับไม่ใช่เพราะว่าโกรธอย่างเดียว แต่เพราะฉันเลือกแล้วว่าจะไม่กลับไปอยู่ในวังวนความสัมพันธ์แบบเดิมอีก ความสัมพันธ์แบบหมากับเจ้าของ แน่นอนว่าฉันเป็นหมา วิ่งตามเขาไม่เคยหยุดตั้งแต่จำความได้กระทั่งอายุสิบแปด ถ้าวันนั้นฉันไม่ไปเห็นอะไรดีๆ เข้า ก็คงนั่งโง่ให้มาเฟียอย่างเขาปั่นหัวเล่นฆ่าเวลาอยู่อย่างนั้น เจอกันอีกครั้งจะแสดงให้มันรู้กันไปเลย ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว!!เมื่อถึงวัยที่ลูกชายทั้งสองเข้าโรงเรียน มิรินกับออสโลก็มีเวลาใช้ชีวิตฉันสามีภรรยามากขึ้น ภายหลังจากไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้า เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาส่วนตัวของคนทั้งสอง อย่างเช่นในเช้าวันนี้ ทั้งคู่ตัดสินใจออกมาเดตกันที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และโชคดีที่วันนี้เป็นวันปกติคนจึงมีเพียงประปรายไม่สร้างความอึดอัดใจให้กับมาเฟียโลกส่วนตัวสูง มิรินจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่มิรินอยากไปสวนสนุกกันสองคน แต่ออสโลไม่อยากเสียเวลาต่อคิวนั่งเครื่องเล่นและเดินเบียดเสียดผู้คน สามีของเธอแก้ปัญหาด้วยการให้ลูกน้องโทรไปติดต่อเช่าสวนสนุกเพื่อเล่นกันสองต่อสอง จะบ้า วังเวงเหมือนผีจะหลอก คนตัวเล็กเดินจูงมือสามีเดินดูปลาไปตามอุโมงค์ทางเดินใต้สมุทรที่ทอดเป็นแนวยาว น่าแปลกที่เขารู้จักปลาหลายชนิดโดยเฉพาะตระกูลฉลาม “เธอรู้จักฉลามเยอะดีจัง” “ป๊าชอบฉลาม เค้าถูกพามาดูฉลามตั้งแต่เด็ก ฟังเรื่องเกี่ยวกับฉลามไม่รู้กี่ร้อยรอบ” เขาตอบทั้งที่มือยังจับโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายปลาไปฝากลูกไม่หยุด เมื่อก่อนโทรศัพท์ของมาเฟียใหญ่อย่างออสโลมีแค่เธอกับแพทริเซีย แต่ตอนนี้พื้นที่ในคลาวด์ของเขาถูกแบ่งให้ลูกน้อยทั้งสองเพิ่มเข้ามา นอกจากน
เขาถูกลูกชายคนเล็กโกรธอย่างไม่ต้องสงสัย ผ่านไปสามวันหลังจากตัดผมให้ลูก ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน น้องพีร์เป็นต้องกอดอกเชิดหน้าใส่พร้อมกับส่งเสียง ‘หงึกๆ’ ใส่เป็นการแสดงออกว่าโกรธพ่อนิสัยส่วนนี้ลูกได้เมียมาเต็มๆ เรื่องขี้งอน งอนเก่งต้องยกให้ทั้งแม่ทั้งลูกจริงๆต่างจากน้องไพร์มที่มีปู่เป็นไอดอล ลูกจึงพยายามคีพลุคท่าทางสุขุมเหมือนปู่ตลอดเวลาวันนี้ครอบครัวของเขามีนัดดูโรงเรียนให้ลูกชายคนโต แม้ตั้งใจจะให้ลูกทั้งสองคนเรียนที่เดียวกับหลานๆ ลูกของน้องสาว แต่ถึงอย่างนั้นออสโลก็ให้สิทธิ์ลูกชายเป็นคนตัดสินใจน้องไพร์มอายุสามขวบครึ่ง ทั้งตนและภรรยาเห็นพ้องต้องกันว่าวัยสี่ขวบคือวัยที่เหมาะแก่การเรียนชั้นอนุบาล ต่างจากบ้านของซิดนีย์ที่ส่งลูกสาวคนโตเข้าเรียนอนุบาลตั้งแต่สามขวบ“ความจริงเราน่าจะให้พี่ไพร์มเข้าเรียนพร้อมจีนี่นะคะ มีอะไรจะได้ดูแลกัน” แม้จีนี่จะเกิดก่อนไพร์มสองเดือน ทว่าหลานสาวคนนั้นกลับมีความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุไปมาก น่าจะเป็นพี่พึ่งให้กับลูกชายที่ดูนุ่มนิ่มของตนเองได้“มะ ไม่เอา ไพร์มไม่ชอบจีนี่” ลูกชายซึ่งนั่งบนเบาะคาร์ซีตโพล่งขึ้น เมื่อได้ยินว่ามารดาอยากให้เข้าเรียนพร้อมลูกพี่ลู
สองปีต่อมามาเฟียหนุ่มยืนเช็ดอุปกรณ์ตัดผมเด็กแต่เช้าด้วยสีหน้าสุดเซ็ง เนื่องจากเมื่อคืนในจังหวะที่กำลังจะเคลิ้มหลับนั้น ภรรยาสาวตัวน้อยกลับสะกิดจนต้องรีบลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างมีความหวัง ออสโลในวัยสามสิบนึกว่าจะจัดกิจกรรมเข้าจังหวะกับเธอขา หลังจากห่างหายไปนานนับตั้งแต่อุ้มท้องน้องพีร์ลูกชายคนเล็กแต่คำพูดเสียงออดเสียงหวานที่เอื้อนเอ่ยออกมา ทำเอาคุณพ่อลูกสองอย่างเขานอนตาค้างจนเช้า‘ผมน้องพีร์ยาวแล้ว ปะป๊าตัดผมให้ลูกหน่อยสิคะ’น้องพีร์ได้นิสัยหวงตัวมาจากเขาเต็มๆ โดยเฉพาะส่วนหัว นอกจากมิรินและเขาลูกไม่ยอมให้ใครจับ แม้แต่น้องไพร์มผู้เป็นพี่ชายก็ไม่ได้สิทธิ์นั้นสี่เดือนก่อนออสโลตัดผมลูกด้วยตนเองเป็นครั้งแรก น้องพีร์โกรธพ่อจนไม่ยอมให้เขาอุ้มเป็นอาทิตย์ คราวนี้เมียจ๋ากลับสั่งให้เขาตัดผมลูกอีกด้วยการอ้างเหตุผลที่ว่า‘ไม่อยากถูกลูกโกรธ’คนที่รับบทโจรจึงเป็นคุณพ่อตัวโตอย่างช่วยไม่ได้“หน้าหงิกแต่เช้าเลยนะคะ ปะป๊าสุดหล่อ”ตัวต้นเรื่องเดินเข้ามาสวมกอดออดอ้อนในขณะที่มาเฟียหนุ่มนำเครื่องตัดผมออกมาเช็กให้แน่ใจว่าปลอดภัยกับเด็กเล็ก แม้เขาจะเคยตัดผมให้กับทั้งน้องไพร์มและน้องพีร์มาแล้ว แต่คนเป็
ชีวิตคู่เข้าสู่ปีที่สองอย่างลงตัว ลูกชายตัวน้อยคลอดออกมาแข็งแรงแถมยังจ้ำม่ำน่าเอ็นดูจนต้องรีบกลับบ้านไปกัดแขนป้อมๆ นั่นทุกวันน้องไพร์มเป็นเด็กเลี้ยงง่าย อายุแค่หนึ่งขวบแต่รู้ความและเชื่อฟังปะป๊าอย่างเขาที่สุดปกติหากต้องเข้ามานั่งทำงานในออฟฟิศ มาเฟียหนุ่มจะเปิดกล้องส่องแมวเอาไว้คอยดูลูกชาย บางทีก็แอบเปิดไมค์เรียกชื่อลูกให้เด็กน้อยมองหาต้นตอของเสียงเป็นการกลั่นแกล้งเบาๆ แลกกับการถูกภรรยาขาดุเสียงแหลมแต่วันนี้การประชุมยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงสายเถียงกันไม่จบไม่สิ้นจนต้องต่อช่วงบ่าย กว่าจะได้ออกจากห้องประชุมก็เกือบบ่ายสาม ออสโลถือว่าวันนี้เขาทำงานเต็มที่แล้ว และอีกสองชั่วโมงจะถึงเวลาเลิกงานตามปกติกลับบ้านดีกว่าเท้าที่เพิ่งก้าวเข้าห้องทำงานตนเองหมุนกลับแล้วเดินออกไปด้านนอก เห็นลูกน้องที่เข้ามาช่วยงานจิปาถะหลังจากกันภัยถูกแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านการเงินกำลังยืนเหม่อหลังออกจากห้องประชุม ก็รีบกวักมือเรียกให้เข้ามาหา“นที ขนมลูกกูอยู่ไหน” เขาถามถึงของฝากที่ต้องมีให้ลูกชายทุกวันหากออกจากบ้านลูกน้องหนุ่มทำหน้าตาเลิ่กลั่กชั่วครู่ ตั้งสติได้จึงรีบวิ่งไปหยิบจากตู้เย็นใน Pantry Room มาถื
หลายเดือนต่อมาพิธีวิวาห์ผ่านพ้นไปได้อย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นการเกี่ยวดองระหว่างสองตระกูลทรงอิทธิพล การแต่งงานของสองทายาทธุรกิจใหญ่เป็นข่าวในหน้าข่าวเศรษฐกิจหลายวัน แถมยังมีนักข่าวคอยดักทำข่าวของทั้งคู่ จนคนรักความเป็นส่วนตัวอย่างออสโลหงุดหงิดไปหลายวันแม้จะอยากบินไปใช้เวลาส่วนตัวลำพังขนาดไหน แต่ความหวานชื่นที่ตระเตรียมแพลนเอาไว้ก็ต้องหยุดชะงักชั่วคราว เพราะนอกจากออสโลที่เพิ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งผู้บริหารจนไม่อาจแบ่งเวลาพาภรรยาสาวตัวน้อยไปฮันนีมูนด้วยกันได้ มิรินยังเริ่มมามีอาการแพ้ท้องหนักหลังผ่านเข้าเดือนที่สี่จนไม่สามารถออกจากบ้านได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ยังมีความสุขในการใช้ชีวิตในแต่ละวันร่วมกัน กินข้าวด้วยกันครบสามมื้อ เข้านอนและตื่นพร้อมกันจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันเช้านี้ก็เช่นกัน ทันทีที่มือหนากดปิดนาฬิกาปลุก ภรรยาตัวน้อยก็ค่อยๆ พยุงท้องตนเองซึ่งเริ่มขยายใหญ่ขึ้นมานั่งบนเตียงพร้อมกัน สภาพของมิรินงัวเงียตาแทบปิด แต่ถึงอย่างนั้นออสโลก็ยังเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ ที่ได้เห็นทุกวัน“อรุณสวัสดิ์ค่ะปะป๊า” ใบหน้าหวานยื่นหน้าเข้าประทับจูบลงบนแก้มสากเช่นทุกครั้งมิรินตั้งใจจะ
“น้องตีมิรินทำไม” คนเพิ่งมาถึงขมวดคิ้วยุ่ง ออสโลดุน้องสาวทางสีหน้าและแววตาชัดเจน “ถ้าโดนหลานขึ้นมาทำไง?”“โอ๊ย~! ประสาท! ผลักหัวเบาๆ มันจะไปสะเทือนถึงท้องได้ยังไงล่ะ อย่าเวอร์” ซิดนีย์พรูลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด จากนั้นจึงคว้าน้ำขึ้นมาจิบแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมมารับกันไวนักล่ะ บอกว่าจะมาตอนบ่ายสองไม่ใช่หรือไง”“งานเสร็จเร็ว” มาเฟียหนุ่มตอบคำถามของน้องสาวส่งๆ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจแฟนสาวของตนเอง โดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาทักทายอีกสองสาวที่นั่งร่วมโต๊ะ “เวียนหัวหรือเปล่าคะ? เค้าให้นิดทำยำแซลมอนกรอบที่ตัวเองอยากกินเอาไว้แล้ว เราจะกลับกันกี่โมงดี?”คำพูดของเขาถูกใจคนแพ้ท้องอย่างเธอนัก มิรินเผยรอยยิ้มหวานทันทีที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายให้สาวใช้ที่บ้านทำเมนูที่อยากกินเอาไว้ให้ ทั้งที่เธอเพิ่งจะบอกเขาก่อนนอนเมื่อคืน“กลับตอนนี้?” ออสโลเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของแฟนสาว ยกแขนให้เธอเกาะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อนกลับบ้านพร้อมกัน“เดี๋ยว~” ทว่าเสียงของไข่หวานกลับเรียกว่าที่น้องเขยเอาไว้ มิหนำซ้ำยังคว้าแขนน้องสาวตนเองเอาไว้แน่น “มิรินสั่งอาหารไปตั้งเยอะ ต้องอยู่ช่วยกันกินก่อน”ซิดนีย์ที่ได้ฟังก็รีบพยั







