Masukณ โรงอาหาร
คณะวิศวกรรมศาสตร์
12:15 น.
Part ชาพิ้งค์
ตอนนี้เราทั้งสามคนก็เดินมาถึงโรงอาหารคณะวิศวะแล้ว ก็ยัยริต้าน่ะสิดื้อจะมากินที่นี่ให้ได้
ซึ่งฉันเองก็พึ่งนึกได้ว่าพี่ไฟนอลของฉันก็อยู่คณะนี้เหมือนกันเลยยอมมาด้วยแต่โดยดี คิคิ~ (><)
แต่เมื่อเช้าไม่เห็นเขานี่สิ บวกกับโดนดุจนขวัญกระเจิงด้วย จนลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย
และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวที่ฉันเห็นด้วยกับยัยริต้าที่จะมากินมื้อเที่ยงที่คณะนี้ ทุกวันได้ยิ่งดี...
“โรงอาหารคณะเราก็มีทำไมแกต้องมากินถึงนี่ด้วยยัยริต้า” พิมพ์ดาวเป็นคนบ่นขึ้นมา
เราสามคนต้องเดินข้ามคณะมากิน แต่ก็ยังโชคดีที่มันอยู่ติดกับคณะฉันเลย ทำให้ไม่ต้องเดินไกลมาก
“เอาน่า~ ไป ๆ ฉันจะเฝ้าโต๊ะให้ก่อน” ริต้าดันหลังยัยพิมพ์ดาวให้เดินเข้าไป
“รีบไปรีบมาล่ะ ฉันจะได้ไปซื้อของฉันบ้าง” นั่นคือประโยคหลังจากที่ริต้านั่งลงก้นติดเก้าอี้
“ส่องผู้อีกตามเคย” พิมพ์ดาวพูดลอย ๆ อย่างรู้นิสัยเพื่อนตัวเองดี ฉันก็อดส่ายหัวให้ความรู้ใจนี้ไม่ได้
“งั้นเราไปกันเถอะ บ่ายนี้ฉันว่าจะรีบกลับคอนโดไปงีบสักหน่อย” ฉันหันไปคุยกับพิมพ์ดาว
ฉันไม่ได้มาทำกิจกรรมหนัก ๆ แบบนี้มานานแล้ว ไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเพลียขนาดนี้
ไม่นานหลังจากที่เราสองคนซื้อข้าวซื้อน้ำเสร็จก็ไปเปลี่ยนยัยริต้าไปซื้อข้าวของตัวเองบ้าง
“มาแล้วววว~ ก๋วยเตี๋ยวของโปรด~~” เสียงริต้าดังแทบจะลั่นโรงอาหารอยู่แล้ว ฉันอายเขานะยัยเพื่อนบ้า
“แกจะดังทำไมเนี่ย” ฉันเอ่ยดุเล็กน้อย
“คนมองเต็มเลยเนี่ยยัยริต้า” ฉันหันไปดูรอบ ๆ
“แหะ ๆ ก็คนมันชอบนี่หน่า~” พูดจบนางก็นั่งลงตรงข้ามฉัน ข้างพิมพ์ดาว
“ถ้าครบแล้ว ก็เริ่มแล้วนะคร้า~~”
ยัยพิมพ์พูดจบก็จ้วงข้าวมันไก่เข้าปากทันที เราสองคนได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ ให้กับความน่ารักเหมือนเด็กของพิมพ์ดาว
“หืม~ ถือว่าอร่อยเลยนะเนี่ย” ฉันตักข้าวมันไก่เข้าปากบ้าง
แต่ก็ไม่ละเลยหน้าที่ ที่ถ่อมากินถึงที่นี่ สายตาคู่สวยกวาดมองไปรอบโรงอาหารที่มีผู้คนมากมาย
เพื่อหาใครบางคนที่ไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าปี
“..............??” แต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่มีวี่แววจะเห็นเขาเลยนะ หรือข่าวที่บอกว่าพี่ไฟนอลเรียนคณะนี้จะไม่จริง
“มองหาอะไร?” เป็นริต้าที่ทักขึ้นมาพร้อมกับมองตามฉันไป
“ไม่มีอะไรหรอก”
“แค่มีรุ่นพี่ที่รู้จัก น่าจะเรียนคณะนี้น่ะ” ฉันก้มหน้ากินข้าวต่อ
“ใครอะ! ผู้ชายหรือผู้หญิง” ท่าทีตื่นเต้นนี้มันอะไรกัน บ้าผู้จริงจังมากนะเนี่ย
“ไม่บอกย่ะ~” ฉันตักข้าวเข้าปากไปอีกคำ
“หวงแบบนี้ผู้ชายแน่ ๆ” นางเดาออกมาอย่างรู้ทัน
“กินเข้าเถอะ ฉันอยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว” เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมดแล้วเนี่ย
“ฉันว่าที่นี่กับข้าวอร่อยนะ แต่จะให้เดินมากินทุกวันก็เหนื่อยไปนะยัยต้า” พิมพ์ที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมา
“อาหารท้องหรือจะสู้อาหารตา”
“ดูนั่น!” เราสามคนมองไปตามสายตาของริต้า
“พี่โซล?” ฉันเอ่ยชื่อผู้ชายที่ริต้าเล็งไว้อย่างลืมตัว
“คนนี้อะเหรอพี่โซล!” นางพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
“แสดงว่าคนข้าง ๆ ก็พี่ปริ้นซ์ที่แกพูดถึงเมื่อเช้าป้ะ!!” ฉันพยักหน้าไปตามที่รู้มา
“กรี๊ดดดด!!!” ฉันแอบสะดุ้ง เมื่อเขาทั้งสองคนเดินเข้ามาในโรงอาหาร เสียงกรีดร้องของสาว ๆ หลายคนก็ดังขึ้นอย่างอัตโนมัติ
“หล่อดั่งเทพมาจุติอย่างที่ล่ำลือจริงด้วย~~” พิมพ์ก็เอากับเขาอีกคน ต่างก็มองไปที่พี่เขาทั้งสองคน
ส่วนฉันก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ และมองดูสถานการณ์ไปพราง ๆ และไม่นานเจ้าตัวก็รับรู้ได้ถึงการจับจ้องจากกลุ่มของเรา
“แก ๆ เขาเดินมาที่โต๊ะเราป้ะวะ” ริต้าสะกิดพิมพ์ดาวราวกับว่ามีเรื่องใหญ่มาก ๆ กำลังจะพุ่งเข้ามา
พอฉันเงยหน้าขึ้น พวกพี่เขาก็เดินตรงมาที่โต๊ะเราจริง ๆ ด้วย
“กรี๊ดดด!! ใกล้เข้ามาแล้วแก!” ริต้าถึงกับเก็บอาการไม่อยู่
“มึงรอกูที่โต๊ะก่อน เดี๋ยวกูมา” พี่โซลหันไปบอกพี่ปริ้นซ์มันดังพอที่จะทำให้ฉันได้ยิน หลังจากนั้นก็เดินตรงมาที่โต๊ะของเราสามคน
“เจอกันอีกแล้วนะครับ น้องหมอเมื่อเช้า” เป็นพี่โซลที่ทักฉันก่อน ทำให้คนในโรงอาหารต่างก็มองมาที่โต๊ะเราเป็นตาเดียว
ฉันจะโดนรุมตบมั้ยเนี่ย
“ค...ค่ะ” การถูกจับจ้องจากหลายสายตาทำให้ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยนะ เลิกมองกันได้แล้ว ก็แค่คนคุยกันปกติ
“แก~ หล่อมากกกกกกก” ริต้ากระซิบกับพิมพ์ยกใหญ่ แต่คงเรียกกระซิบไม่ได้ ดังซะขนาดนี้
“พี่มีอะไรรึเปล่าคะ?” ฉันตรงเข้าประเด็นอย่างไม่รอช้า หมอนที่ห้องยังรอฉันกลับไปหนุนอยู่
“พี่จะมาขอโทษอีกครั้งน่ะครับ เรื่องเมื่อเช้า” พี่โซลพูดจบก็ยื่นขนมให้ฉันสองห่อ
“อันนี้แทนคำขอโทษจากพี่”
“ขอบคุณนะคะ แต่หนูไม่ได้คิดมากขนาดนั้นค่ะ พี่ไม่ต้องมาขอโทษแล้วนะคะ” ฉันเด็กกว่าเขานะทำแบบนี้ฉันจะอายุสั้นเอาได้
“เอางั้นก็ได้ครับ งั้นพี่ไปละ” พูดจบเจ้าตัวก็หันหลังเดินไปที่โต๊ะตัวเองทันที
“กรี๊ดดดด!!! เขาชอบแกแน่ ๆ เลย มีขนมมาจีบด้วย~~” ทั้งสองคนรีบเข้ามากระซิบฉันทันทีที่เจ้าตัวเดินห่างไปแล้ว
“ชอบเชิบอะไรล่ะ พี่เขาก็แค่รู้สึกผิด” ฉันตอบไปตามที่คิด
“อะ ฉันให้” ฉันยื่นขนมให้พวกมันสองคน ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ เป้าหมายของฉันคือมาหาพี่ไฟนอล แต่ไม่เจอ!
ดูเหมือนจะต้องสืบใหม่แล้วว่าเขาเรียนคณะไหนกันแน่
หลังจากกินข้าวเที่ยงกันเสร็จ เราทั้งสามคนต่างก็แยกย้ายกันกลับคอนโดใครคอนโดมัน
……………………………
หน้าโรงอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์
12:54 น.
Part ไฟนอล
หลังจากที่อาจารย์ปล่อย ผมก็ตรงไปโรงอาหารคณะทันที ป่านนี้ไอ้สองตัวนั่นรอจนบ่นผมแล้วมั้ง นี่ก็เกือบจะบ่ายโมงแล้ว
เพราะเราสามคน อยู่กันคนละสาขา เวลาเรียนเลยไม่ค่อยตรงกันเท่าไรนัก ยกเว้นตอนเรียนรวมเท่านั้นแหละ
“ไอ้ไฟมาโน่นแล้ว”
“มึงปล่อยพวกกูรอเป็นชั่วโมง” นั่นไงผมว่าไม่ทันขาดคำ ไอ้ปริ้นซ์ก็หันมาบ่นผมทันทีเลย
“พรึ่บ~” หลังจากที่มาถึงผมก็นั่งร่วมโต๊ะกับพวกมันตามปกติ เพราะผมโทรมาบอกให้มันซื้อข้าวให้ เลยไม่ต้องไปซื้อเอง
มาช้าร้านก็ปิดหนีผมหมด ไม่งั้นคงต้องออกไปกินข้างนอก
“จารย์ปล่อยช้าอีกแล้ว?” ไอ้โซลถามขึ้นมา พรางนั่งจิบน้ำไป
“อืม” ผมตอบสั้น ๆ และเลื่อนจานข้าวที่ยังอยู่เต็มมาและเริ่มตักกินทันที หิวจะแย่
“ถึงกูจะเรียนกับเขามาหนึ่งปีเต็ม ๆ”
“นี่คือสิ่งเดียวที่กูไม่ชอบ คือแม่งปล่อยเกือบบ่าย” ผมบ่นอย่างหงุดหงิดเล็ก ๆ
“ดูท่ามึงจะหิวมาก” ไอ้ปริ้นซ์ทัก
“ก็เออดิวะ! ข้าวเช้ากูก็แดกไม่ทัน” เรียนก็เช้า เลิกก็ช้า
“แล้วนี่มึงกินขนมพวกนี้ด้วยรึไง?” ผมเหลือบไปเห็นเค้กช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นข้างไอ้โซล
“พูดแล้วกูก็ขำ ฮ่า ๆๆๆ” ไอ้ปริ้นซ์หัวเราะไม่หยุด
“มึงอย่าแซวกูอีกคนดิวะ ไอ้ปริ้นซ์!” ดูท่ามันน่าจะไปทำเรื่องขายหน้ามาอีกแล้วสินะ
“แล้วสรุปเรื่องอะไร?” พวกมันมัวแต่เถียงกันอยู่นั่นแหละ
“ก็เรื่องน้องหมอปีหนึ่งที่เล่าไปเมื่อเช้านั่นแหละ” ไอ้ปริ้นเป็นคนพูดก่อน
“มันยังรู้สึกผิดอยู่ บวกกับอยากจีบน้องเขาด้วย” ผมฟังไปกินข้าวไปด้วย
“มันเลยซื้อขนมหวานไปขอโทษน้องเขาอีกรอบ”
“ครั้งแรกมันจะเอาไปให้ที่คณะ แต่น้องกับเพื่อนเขามากินที่คณะเราพอดี” ผมนึกภาพตาม
“กูก็อยากรู้ว่ามันอร่อยมั้ยเห็นขายดี เลยซื้อมากินบ้าง” ไอ้โซลยอมรับตามตรง
“สรุปน้องเขาไม่กินสักชิ้น ให้เพื่อนหมดเลย”
“กูนี่ขำท้องแข็ง ฮ่า ๆๆๆๆ” ไอ้ปริ้นซ์พูดขึ้นมาก็หัวเราะอีกครั้ง
“แล้วน้องเขาชื่ออะไร?” ผมถามออกไป
“มึงหยุดเลยไอ้ไฟ” พวกมันสองคนรีบพูดดักทางผมอย่างเร็ว
“ไม่งั้นกูจะไปบอกแม่มึง ให้ไปฟ้องชาพิ้งค์เมียมึงนะเว้ย” ไอ้โซลเอ่ยอย่างผู้ชนะ
“เมียอะไรของมึง” ไม่เจอกันเป็นสิบปี ตั้งแต่ยัยนั่นอยู่อนุบาลซะด้วยซ้ำ
“กูก็แค่อยากรู้จัก คนที่ทำมึงหน้าแตกสองครั้งภายในเวลาครึ่งวันได้” ผมยิ้มมุมปาก
“หึ! เก่ง ชิบหาย” ผมพูดจบก็อดหัวเราะไม่ได้
“เสียดายมึงไม่อยู่ทั้งเช้าทั้งเที่ยง กูเห็นน้อง ๆ มองแล้วอายแทนมันจริง ๆ” ไอ้ปริ้นซ์ขำ
“ตื๊ด ๆๆๆ” ขณะที่เราสามคนกำลังคุยกันไปเรื่อย เพราะภาคบ่ายไม่มีเรียนกันแล้ว โทรศัพท์ก็ถูกโทรเข้ามา ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก
“แม่?” ผมแปลกใจเล็กน้อยที่แม่โทรหา
เพราะตอนปิดเทอมผมก็กลับไปอยู่บ้าน ผมพึ่งกลับมาอยู่คอนโดได้อาทิตย์เดียวเอง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็กดรับสายท่านทันที
“ครับแม่” ผมรับสายไอ้สองตัวก็เงียบลง พวกมันก็ไถโทรศัพท์รอผมกินข้าวไปเงียบ ๆ
“เย็นนี้ว่างรึเปล่าลูก?” เสียงอ่อนโยนของแม่เอ่ยถามอย่างเชื่องช้า
“เย็นนี้ไม่มีอะไรครับ ว่างอยู่” เพราะตรวจงานที่ผับก็ตรวจไปแล้ว วันนี้ว่างตั้งแต่บ่ายเลย
“แม่มีอะไรรึเปล่าครับ?” ผมถามพรางตักข้าวที่เกือบหมดจานเข้าปากไปด้วย
“งั้นเย็นนี้แวะมากินข้าวกับแม่ที่บ้านหน่อยนะลูก”
“ห้ามปฏิเสธแม่เด็ดขาด! วันนี้มีแขกมาบ้าน อย่ามาสายล่ะ” แม่พูดดักผมทุกทางเลย ทำไงได้ล่ะทีนี้
“ครับ ๆ เย็นนี้เดี๋ยวผมไปครับ” ผมตอบตกลงไปอย่างจำยอม เถียงแม่ไปก็ไม่ชนะ แถมวันนี้ว่างด้วยไปหาท่านสักหน่อยก็คงดี
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จแม่ก็วางสายไป
“อิ่มแล้วก็แยกย้าย กูง่วง” ไอ้โซลลุกขึ้น
“กูก็ง่วง!!” ไอ้ปริ้นซ์เสริมขึ้นมา
“เออ กูก็ง่วง”
“งั้นกูไปก่อน” ผมเอ่ยกับพวกมันก่อนจะเดินไปลานจอดรถ ขับกลับคอนโด กว่าจะมื้อเย็นก็อีกหลายชั่วโมง
ระหว่างนี้ก็คงกลับงีบสักหน่อย ยิ่งเมื่อเช้าตื่นเช้าอีกด้วย แล้วต้องมาเรียนยันเกือบบ่าย ผลาญพลังงานชีวิตผมขั้นสุด
..............................
คอนโดชาพิ้งค์
13:05 น.
Part ชาพิ้งค์
ฉันล้มตัวลงนอน เตรียมพร้อมจะหลับกลางวัน มือสองข้างดึงผ้าห่มนุ่นขึ้นมา
“พรึ่บ~~” ตอนนี้ฉันพร้อมที่จะนอนแล้ว แต่ว่าทุกอย่างก็ดับฝันฉันลง เมื่ออยู่ ๆ ก็มีสายโทรเข้ามา
“ตู๊ด ๆๆๆ” นึกว่าใครที่ไหน มี๊นี่เอง
“คร้า~~ มี๊” ฉันกดรับพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนทันที ง่วงมาก
“เย็นนี้ว่างมั้ยลูก” ฉันหันไปดูปฏิทินชีวิตส่วนตัว ว่าต้องทำอะไรมั้ย
“เย็นนี้ว่างค่ะ” ฉันตอบไปตามตรง
“ดีเลย เย็นนี้แม่มีนัดทานข้าวกับป้าจันทร์” กินข้าวกับแม่พี่ไฟนอลเหรอ ฉันดีดตัวขึ้นมานั่งทันที
“พี่ไฟนอลไปมั้ยคะ?”
“ไวเชียวนะยัยแสบเอ้ย~” ฉันรอคำตอบจากแม่ ลุ้นตัวโก่ง
“แม่ก็ไม่รู้ว่าพี่เขาว่างมั้ย” นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้ฉันเงียบลงในเวลาต่อมา
“งั้น...เดี๋ยวเย็นนี้พิ้งค์จะรีบไปบ้านป้าจันทร์เลยนะคะ” กลับมาจากต่างประเทศถือโอกาสไปไหว้ท่านสักหน่อยก็ดี
“โอเค เจอกันที่นั่นลูก ขับรถดี ๆ นะยัยแสบ”
“รับทราบคร้า~~~”
โรงพยาบาลหน้าห้องฉุกเฉินPart ชาพิ้งค์“ฮึก ๆ ยังไม่ออกมาค่ะ” ป้าลูกจันทร์กับลุงเวลส์เดินมาด้วยท่าทีที่รีบร้อน“พ...พิ้งค์ขอโทษนะคะ” พี่ไฟนอลเป็นแบบนี้ก็เพราะเข้ามาช่วยฉัน“พิ้งค์จะขอโทษทำไม ไม่ได้เกี่ยวกับพิ้งค์สักหน่อยลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู“นั่งก่อน ๆ ใจเย็น ๆ ” เป็นท่านทั้งสองที่ต้องมาปลอบฉันแทน “ฮึก ๆๆ พี่ไฟนอล วิ่งเข้ามาผลักพิ้งค์ออก จนทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น” ฉันค่อย ๆ เล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง“ก็ดีแล้ว พี่พิ้งค์ไม่ได้ไปอยู่ในนั้น ไม่งั้นป้ากับลุงก็คงเป็นห่วงมากกว่านี้แน่” ฉันร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม“ไม่ต้องเป็นห่วงไป ถึงมือหมอแล้ว ไฟนอลไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” ฉันเข้าไปกอดป้าจันทร์แน่น“พี่เขารักหนูมากเลยนะลูก” ป้าจันทร์ลูบหัวฉันเบา ๆ“พิ้งค์หายโกรธพี่เขารึยัง?” คำถามของท่านทำให้ฉันกล้าตอบไปอย่างเต็มอก“พิ้งค์หายตั้งนานแล้วค่ะ ฮึก ๆ” ฉันไม่รู้เลยถ้าไม่มีเขาจะเป็นยังไง ป่านนี้ฉันก็คงเป็นคนนอนอยู่ด้านในนั้นแทน“ดีแล้วล่ะ เข้าใจกันก็ดีแล้ว” ลุงเวลส์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น“ชีวิตคู่ก็มีกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ” ฉันโชคดีมากที่มีท่านทั้งสองรักและเอ็นดูเหมือนลูกสาวแท้ ๆ
Sweet Blood clubชั้นบนสุดPart ชาพิ้งค์“แกร็ก~” ภายในห้องนี้ก็เหลือเพียงแค่เราสองคน “โมโหอะไรขนาดนั้นคะ” ฉันเอ่ยออกมาด้วยความโมโหเช่นกัน“ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ออกไป” พี่ไฟนอลตอบกลับเสียงเรียบ เขาพูดทั้งที่หันหลังให้ฉัน“แล้วพี่เป็นอะไร” ฉันถามเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใจเย็นลง ไม่งั้นเราสองคนคงได้ทะเลาะกันหนักกว่านี้แน่“ก็บอกว่าไม่มีอะไร อยากไปนักไม่ใช่เหรอ จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม” คนตัวโตหันมามองฉัน “พี่ไม่รั้งเธอแล้ว เพราะฉะนั้นเธอก็ออกไปได้แล้ว” ฉันมองหน้าเขาอย่างพิจารณา“นี่พี่ดื่มเหรอ พี่เป็นบ้าอะไรเนี่ย” ฉันมองไปรอบห้องที่ตอนนี้มีเศษแก้วเต็มไปหมด แถมมีขวดเหล้าหลายขวดหกเต็มพื้นหลายจุด“ไม่ต้องสนใจ” เขาพูดเสียงเรียบนิ่ง ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขา“พี่ไล่พิ้งค์อีกแล้วนะคะ” เมื่อฉันพูดออกไปแบบนั้น เขาก็ชะงักทันที แต่มันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น“ไม่ได้ไล่” เขาพูดจบก็มองไปทางระเบียงด้านนอกที่มีกระจกใสกั้นอยู่ ภายนอกมีแสงไฟจากตึกในเมืองหลวงหลายดวง“ใจเย็นลงบ้างรึยังคะ” ฉันเอ่ยถามเขาอีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้เขาไม่โวยวายทำลายข้าวของแล้ว“...........” พี่ไฟนอลยังคงยืนหันหลังให้ฉัน และเงียบอยู่
Sweet blood club20:34 น.Part ไฟนอล“มึงเงียบทำไม” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยถามขึ้นมา“พิ้งค์บอกว่าอยากลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีกูดู” ผมพูดออกไปตามจริง ก่อนจะกระดกเหล้าที่มันพึ่งชงให้“มึงก็เลยขับรถมาถึงที่ เพื่อมานั่งมองอยู่ตรงนี้ว่างั้น” ไอ้โซลพูดขึ้นมา ผมก็เลยพยักหน้าตอบเบา ๆ แทน“มึงกลายเป็นคนขี้กลัวไปตั้งแต่เมื่อไร”“เมื่อก่อนมึงอยากได้อะไรก็พุ่งเข้าใส่ตลอด ระวังพวกนั้นจะคาบเด็กมึงไปแดก” ไอ้ปริ้นซ์เอ่ยเตือน“มึงก็รู้ กูทำอะไรไว้บ้าง กูเข้าไปตอนนี้มีแต่พิ้งค์จะเกลียดกู” ผมไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย“พวกนั้นก็มีสิทธิ์ได้แค่มองแหละ รอพิ้งค์หายโกรธกูก่อนเถอะ กูจะซัดหน้าแม่ง” พูดละผมก็หงุดหงิด“ก็เข้าใจว่ามึงเคยเลว” ผมหันขวับไปที่ไอ้โซลทันที“แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามึงก็ชดใช้มาตลอด น้องไม่ใจอ่อนบ้างเหรอ?” มันเอ่ยถามออกมา นั่นทำให้ผมเงียบลงอีกครั้ง“อย่าบอกนะว่าที่มึงทำทั้งหมด น้องไม่รู้อะ?” ไอ้ปริ้นซ์เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา ผมเงียบเป็นคำตอบแทน“มึงแม่ง”“กูก็ว่าอยู่ทำไมน้องยังโกรธมึง” ผมหยิบแก้วขึ้นมาจิบไป พราง ๆ “ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก” ผมมองขึ้นไปหาเธอที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอที่ทุกคนต่างหมายปอง ตอนนี้กลายเป็นว่าผม
คอนโดห้องชาพิ้งค์Part ชาพิ้งค์“แกร็ก~” “!!!!!!” เมื่อเปิดมาก็พบเข้ากับทั้งสามคน กลิ่นเหล้านี่หึ่งเลย“เหม็น! พวกพี่มาทำอะไรกันเนี่ย!” ฉันเอามืดขึ้นมาปิดจมูกทันที กลิ่นเหล้าโคตรจะแรง กินหรืออาบกันมาเนี่ย“ชาพิ้งงงง~~~~” โหพี่โซลเสียงยานเชียว“มาวววววว อาวกลับไม่หวายย~ พรึ่บ!” พูดจบร่างหนาก็ถูกผลักโซเซมาทางฉันทันที“ด..เดี๋ยวก่อนสิ พี่ปริ้นซ์!”“พี่โซล!!” ทั้งสองคนทิ้งพี่ไฟนอลไว้กับฉัน แล้วก็เดินหนีไปเลย แล้วนี่จะเอายังไงเนี่ย“งืม ๆๆๆ” พี่ไฟนอลเมาไม่รู้เรื่อง กลายเป็นคนขี้เมาตั้งแต่เมื่อไหร่Part ไฟนอล“รหัสห้องพี่รหัสอะไรคะ” เธอถามผมทั้งที่ยังพยุงตัวผมอยู่ จริง ๆ ผมไม่ได้เทน้ำหนักไปหมดหรอก ร่างบางจะรับผมไหวได้ยังไง“รหัสห้องอะไรคะ!” เธอถามขึ้นอีกครั้ง ผมแกล้งทำเป็นเฉไฉทันที และหลับต่อเพื่อความเนียนPart ชาพิ้งค์แล้วรหัสเขาที่เปลี่ยนใหม่ ฉันก็ไม่รู้อีก จะทำยังไงล่ะทีนี้ “งั้นพี่ก็นอนตรงนี้แหละค่ะ หายเมาก็ค่อยเข้าห้อง” ฉันวางคนเมาไว้ที่หน้าประตูเตรียมหันหลังกลับเข้าห้องตัวเอง ทว่า....ขากับก้าวต่อไม่ออก“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะพยุงคนเมาเข้าห้องตัวเองไป “ค...ค่อย ๆ เดิ
1 ปีต่อมาวันเปิดเทอมคณะแพทยศาสตร์ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต มีเวลามากมายให้สองคนได้คิดตัดสินใจ คิดทบทวนเรื่องบางอย่าง ความห่างเหินทำให้ทั้งคู่สงบลง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่กลับยังลืมกันไม่ลง ถึงอย่างนั้นอะไรหลาย อย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ ‘เธอ’“บรื้น~” รถคันหรูสองประตูขับมายังลานจอดรถของคณะแพทยศาสตร์อย่างชำนาญทาง“แกร็ก~ปัง!” ประตูเปิดออกโดยร่างบาง เรียวขาสวยกับกระโปรงทรงเอสั้นเพียงคืบเดียวก้าวลงจากรถอย่างมั่นใจ“เชี่ยยย ใครวะมึง สวยชิบหาย” ผมบลอนผสมม่วงยาวสลวย“แก ๆ ดูสิ ทำไมไม่เคยเห็นเลยสวยจัง”“อยู่คณะเดียวกับเราด้วยรึเปล่าอะแก” เหล่านักศึกษาชายหญิงต่างก็ซุบซิบเป็นเสียงเดียวกัน“คิคิ~” คนตัวเล็กหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างได้ใจ พวกนี้นี่คงเป็นน้องปีหนึ่งที่พึ่งเข้ามาใหม่สินะ ก็ไม่แปลกที่จะไม่เคยเห็นฉัน เสียดายจังกลับมาไม่ทันงานรับน้อง..........................................คณะวิศวกรรมศาสตร์โต๊ะหินอ่อนหน้าตึกPart ไฟนอล“ซึมเลยนะมึง” ทันทีที่ไอ้โซลเดินมาก็ทักทายผมตามปกติ ตอนนี้พวกผมอยู่ ปี 3 กันแล้ว และไอ้สองตัวนี่ก็ซ้ำเติมผมไม่เลิกสักที“มันก็ซึมมาตลอดป่าว
ณ สนามบินจุดเช็คอินPart ชาพิ้งค์“..............” ฉันมองไปยังเส้นทางตรงหน้า ที่จะพาฉันให้หนีไปไกลจากที่นี่ได้ เพียงไม่กี่ชั่วโมง“เห้อ~~” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก ขมับทั้งสองข้างปวดตุบ ๆ สองขาก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างไม่ลังเลอีก“ชาพิ้งค์!!” แต่เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งทำให้ฉันต้องหยุดชะงักและหยุดลงในเวลาต่อมา“พี่เวกัส?” ฉันมองพี่รหัสของตัวเองที่วิ่งมาเหงื่อเปียกซึมเสื้อผ้าและใบหน้า“พิ้งค์...จะไปจริง ๆ เหรอ?” น้ำเสียงเขาดูเศร้า ๆ “พิ้งค์ตัดสินใจแล้วค่ะ” ในเมื่อฉันตอบตกลงไปแล้ว ฉันก็ไม่ลังเลอีกต่อไปแล้ว“พี่คงห้ามเธอไม่ได้แล้วสินะ” “ก็คงงั้นมั้งคะ” ฉันยิ้มบาง ๆ มองทะลุไปด้านนอก“แล้วนี่เธอได้บอกใครบ้างรึเปล่าว่าจะไปไหน” คำถามนั้นทำให้ฉันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาเบา ๆ“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” ฉันพูดอย่างปลงตก“แต่เขาดูรักพิ้งค์มากเลยนะ พี่ดูออก” ฉันนิ่งไป“เขาแค่ประชดเท่านั้น ลองคุยดี ๆ กันก่อนมั้ย” ฉันส่ายหัว“เรื่องที่พิ้งค์จะบินไปไหน...” ฉันพูดและเว้นวรรคไว้ ทำให้พี่เวกัสรับรู้ทันที“พี่เข้าใจ พี่จะไม่บอกใคร โดยเฉพาะเขาคนนั้น” คนที่เราต่างก็รู้ว่าคือใคร“ขอโทษนะ สำหรับเรื่องทุก







