เข้าสู่ระบบหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในลิฟต์ มุ่งหน้าสู่ชั้นผู้บริหารอันเป็นจุดหมาย
ติ๊ง!
สัญญาณเตือนบอกว่าลิฟต์มาถึงชั้นที่ต้องการ ประตูเหล็กเปิดออก ร่างระหงก้าวเท้าออกมาอย่างมั่นคง
บนชั้นนี้ประกอบไปด้วยพนักงานหลายส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของแผนกเลขาฯ และมีห้องทำงานของท่านประธานใหญ่ รองประธาน รวมถึงผู้จัดการใหญ่ ตั้งเรียงรายอยู่ ส่วนห้องอื่นๆ ก็เป็นของผู้บริหารระดับสูง
มัทนาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์บนชั้นนั้นเพื่อสอบถามข้อมูล
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมัทนา เป็นพนักงานฝ่ายบัญชีที่เพิ่งมาใหม่ค่ะ"
"ฝ่ายบัญชี?" พนักงานสาวที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ทวนคำ ก่อนจะหันไปสบตากับเพื่อนร่วมงานอย่างงงๆ แล้วซุบซิบกันว่าเด็กบัญชีจะขึ้นมาทำไมบนชั้นผู้บริหาร
นั่นไงล่ะ.. ว่าแล้วเชียว มัทนาคิดในใจ พนักงานที่บอกให้เธอขึ้นมาคงจะจำสับสนแน่ๆ
"ถ้างั้นฉันต้องไปรายงานตัวที่ไหนเหรอคะ"
"คุณเป็นพนักงานใหม่เหรอ" อีกฝ่ายถามเสียงเข้ม
"ใช่ค่ะ"
"คุณจะสุ่มสี่สุ่มห้าขึ้นมาบนชั้นผู้บริหารแบบนี้ไม่ได้นะ แล้วนี่ใครปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาเนี่ย?"
พนักงานแถวนั้นต่างพากันกระซิบกระซาบและมองมาที่เธอราวกับเป็นตัวประหลาด แต่ใบหน้าสวยหวานยังคงนิ่งสนิท ในขณะที่มัทนากำลังจะหมุนตัวกลับลงไปที่ห้องฝ่ายบุคคล เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งก็ดังรั้งมาจากทางด้านหลัง
"สวัสดีครับคุณมัทนา"
หญิงสาวหันกลับไปตามเสียง ก่อนจะยกมือไหว้ทักทาย "สวัสดีค่ะ" เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร แต่ดูจากภูมิฐานแล้วคงตำแหน่งใหญ่โตไม่น้อย
"ผมชื่อสินธุนะครับ เป็นผู้ช่วยของท่านประธาน"
คำแนะนำตัวนั้นทำให้พนักงานรอบข้างที่แอบมองอยู่พากันตาโต ซุบซิบกันว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมคุณสินธุถึงได้ลงมือออกมาต้อนรับด้วยตัวเองขนาดนี้
ซึ่งแท้จริงแล้ว.. ทั้งหมดนี้มันเป็นแผนการของคีรินอยู่แล้วที่ปล่อยให้เธอเดินเข้ามาถามเอง โดยไม่ได้แจ้งพนักงานคนไหนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะมีคนที่ชื่อมัทนาขึ้นมา
"โต๊ะทำงานของคุณอยู่ทางด้านโน้นครับ"
มัทนามองตามมือที่ผู้ช่วยหนุ่มผายเชิญ ไม่ใช่แค่เธอหรอก แทบทุกคนในชั้นนั้นต่างก็มองตามไปเป็นตาเดียว
มันเป็นมุมหนึ่งของชั้นผู้บริหาร.. มุมอับที่แทบไม่มีใครอยากไปอยู่เพราะเครื่องปรับอากาศส่งไปไม่ค่อยถึง แถมยังเป็นพื้นที่สำหรับวางของเก่า แต่เมื่อวานนี้กลับมีฝ่ายจัดซื้อขนเอกสารขึ้นมาจัดวางกองไว้บนโต๊ะจนท่วมหัว หลายคนต่างสงสัยว่ามันคือเอกสารอะไร และวันนี้ความจริงก็กระจ่างแจ้งแล้วว่า มันคือมุมทำงานของพนักงานใหม่คนนี้ ..แต่คำถามคือ ทำไมต้องให้เธอขึ้นมาทำที่ชั้นผู้บริหาร?
"ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ" มัทนาถามขึ้น เพราะเธอเองก็สงสัยไม่ต่างจากคนอื่นๆ
"ถามมาได้เลยครับ ระหว่างนี้ก็เดินไปที่โต๊ะทำงานก่อนแล้วกัน" สินธุผายมือพาเธอเดินนำไป มัทนาจึงเอ่ยปากถามทันทีว่า ทำไมเธอถึงต้องขึ้นมาทำงานบนชั้นนี้ แทนที่จะไปประจำอยู่ที่แผนกบัญชีชั้นล่าง
"เรื่องนั้น... อีกไม่นานคุณก็คงจะรู้คำตอบเองครับ มีคำถามใหม่ไหมครับ"
คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ยิ่งทำให้หญิงสาวสมองตื้อเข้าไปใหญ่
"แล้วฉันต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้างคะ" ในเมื่อเขาเปิดทางให้ถามคำถามใหม่ เธอก็เลยเลือกถามเรื่องงานแทน
"คุณเห็นกองเอกสารพวกนี้ไหมครับ ลองดูนะว่าคุณจะทำอะไรกับพวกมันได้บ้าง"
"หือ?" มัทนาอุทานพลันหันไปมองกองเอกสารท่วมหัวตรงหน้าอีกรอบ กองเป็นภูเขาเลากาขนาดนี้ จะให้เธอทำอะไรกับมันล่ะเนี่ย?
แต่ในเมื่อรับงานมาแล้ว หญิงสาวจึงหยิบเอกสารขึ้นมาดูฉบับหนึ่งเพื่อตรวจสอบดูว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
พอกระดาษแผ่นแรกระบุว่าเป็นเอกสารบัญชีของเมื่อสามปีที่แล้ว เธอจึงหยิบอีกเล่มที่ติดกิ๊บสีต่างกันขึ้นมาดู
อันนี้ห้าปีที่แล้ว...
เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเอกสารพวกนี้คงเป็นเอกสารเก่าในแต่ละปี แต่จะให้เธอคัดแยกงั้นเหรอ? ดูจากกิ๊บสีที่ติดไว้ มันก็ถูกคัดแยกไว้ตามปี พ.ศ. เรียบร้อยแล้วนี่นา
พอเธอเงยหน้าขึ้นจากกองงานเพื่อจะเอ่ยปากถามผู้ช่วยหนุ่ม อีกฝ่ายกลับอันตรธานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาว่าเขาแอบไปยืนอยู่มุมไหนหรือเปล่า แต่ก็ว่างเปล่า
อะไรของเขาเนี่ย?
มัทนาคิดในใจอย่างอ่อนใจ ก่อนจะวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะที่ระเกะระกะไปด้วยตั้งกระดาษ แม้แต่บนพื้นรอบๆ เก้าอี้ที่เธอนั่งก็ยังมีเอกสารวางกองอยู่เต็มไปหมด สงสัยนี่คงเป็นเอกสารตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเลยมั้ง
เธอเหลือบมองพนักงานที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เผื่อจะเข้าไปเอ่ยปากถามอะไรได้บ้าง แต่อีกฝ่ายกลับส่งสายตาไม่เป็นมิตรกลับมาทันที
หลังจากนั่งพลิกดูเอกสารอยู่ที่โต๊ะได้ไม่นาน หญิงสาวจึงตัดสินใจหยิบเอกสารขึ้นมาสองสามฉบับ แล้วเดินตรงไปยังหน้าห้องทำงานของประธานบริหาร
"สวัสดีค่ะ...?" มัทนากล่าวทักทายเลขาฯ หน้าห้อง แต่พออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา หญิงสาวก็รู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้อย่างประหลาด..เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน
"มีอะไรคะ" เลขาฯ สาวถามเสียงเรียบ
"คุณพอจะทราบไหมคะว่าเอกสารกองพวกนี้ บอสจะให้ฉันทำอะไรกับมัน"
"ฉันก็ยังไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่บอสสั่งให้คนเตรียมเอกสารพวกนี้ไว้ให้คุณตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วค่ะ"
เตรียมไว้ให้เธอ... ตั้งแต่เมื่อวานงั้นเหรอ?
"ฉันขอเข้าพบเจ้านายของคุณหน่อยได้ไหมคะ"
"ได้ค่ะ" เลขาฯ สาวลุกขึ้นเดินไปเคาะประตูห้องทำงานบอสที่เธอนั่งเฝ้าอยู่
ก๊อกๆ "บอสคะ"
ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกโดยสินธุที่ประจำการอยู่ด้านในอยู่แล้ว
"คุณมัทนาขอเข้าพบบอสค่ะ" เลขาฯ รายงาน
"เชิญครับ" สินธุเปิดประตูออกกว้าง เพื่อให้มัทนาเดินแทรกตัวเข้าไปด้านใน
ห้องทำงานห้องนี้กว้างขวางและโอ่อ่ามาก โต๊ะทำงานตัวใหญ่ของท่านประธานตั้งตระหง่านอยู่อีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ตรงกับประตูเสียทีเดียว ทำให้เมื่อเข้ามาแล้วเธอต้องเดินอ้อมวนไปอีกทาง
หญิงสาวที่หอบเอกสารพะรุงพะรังมาด้วยในทีแรก เดินเข้ามาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม..
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าใกล้โต๊ะของผู้บริหารระดับสูงที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างด้วยความช็อก ร่างกายพลันแข็งทื่อ จนเอกสารในมือร่วงหล่นกระจายเต็มพื้นเสียนี่!
"น้องใบหม่อน... เป็นลูกสาวของพี่สาวฉันเองค่ะ ตอนนั้นพี่สาวคิดจะไปทำแท้ง แต่ฉันขอร้องไว้ ยอมให้พี่คลอดแกออกมาแล้วฉันจะเป็นคนเลี้ยงดูในฐานะแม่เอง..." พูดได้แค่นั้นเธอก็สะอึกสะอื้นไห้ มือหนาเอื้อมมาลูบเรือนผมของเธออย่างอ่อนโยน"คุณเก่งมากเลยนะน้ำชา""ฉันสงสารหลานค่ะ อยากให้แกได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก ฉันเลยยอมแบกรับคำว่าแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วทำงานหาเงินสร้างอนาคตให้แก""หลังจากนี้ไป... คุณไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกแล้วนะ ภาระหน้าที่ทั้งหมดนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีคนนี้เอง" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจุมพิตหน้าผากมนเนิ่นนาน"ขอบคุณมากนะคะคุณธันวา แต่ตราบใดที่ฉันยังไหว ฉันก็ยังอยากทำงานต่อนะคะ""นี่คุณถามผมหรือยัง ว่าผมจะยอมให้คุณออกไปทำงานต่อไหม"น้ำชาเงียบไปนิด... จะให้เธออยู่บ้านเกาะเขากินเฉย ๆ ได้ยังไงล่ะ "แล้ว... เรื่องเมื่อเช้า ท่านประธานเล่าให้คุณฟังหมดแล้วใช่ไหมคะ""คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ ผมกับคีรินจัดการกัลยาเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอส่งฟ้องศาล""ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเลยเหรอคะ?!" เธอตกใจ แค่เธอหกล้มเนี่ยนะ"กัลยาคิดไม่ซื่อ วางแผนจะเล่นงานทั้งบริษัทของผมและของไอ้คีรินมันน
"ผู้หญิงพวกนั้นมีอะไรดีนักหนา ฉันไม่เข้าใจผู้ชายอย่างพวกคุณสองคนเลยจริง ๆ... ตาต่ำ!""หึ!" ธันวาตวัดสายตาคมกริบมองผู้หญิงที่หลงคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น "ถ้าอย่างคุณมัทนากับคุณน้ำชาเรียกว่าต่ำ... ผู้หญิงอย่างคุณก็คงจมปลักอยู่ในโคลนตมแล้วมั้งครับ"คีรินปรายตามองอย่างพึงพอใจ ไม่คิดว่าฝีปากของไอ้คู่แข่งคนนี้จะจัดจ้านถึงใจได้ขนาดนี้ ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน"พาตัวออกไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลยครับ" คีรินออกคำสั่งเสียงเฉียบ"อะไรกันคะ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด พวกคุณต่างหากที่จงใจเซ็นสัญญาทับซ้อนกันเอง!""คุณลองเอาเวลานี้ไปปรึกษาทนายดูดีกว่านะ ว่าไอ้สิ่งที่คุณทำลงไป มันจะต้องเข้าไปนอนในคุกกี่ปี" คีรินตัดบทอย่างตัดรำคาญ เขาไม่คิดเลยว่าจะเคยรู้จักกับคนพรรค์นี้ สมัยเด็ก ๆ กัลยาก็ไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจขนาดนี้ หรือเพราะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนเหลิง... แต่ก็คงไม่ใช่หรอก สันดานคนมันต้องมาจากกมลสันดานของตัวเองล้วน ๆฝ่ายกฎหมายและ รปภ. ตรงเข้าคุมตัว กัลยาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ จึงถูกลากตัวออกไปจากห้องทำงาน ท่าม
เวลาที่กัลยารอคอยก็มาถึง ในวันต่อมาหญิงสาวถือแฟ้มสัญญาฉบับนั้นบุกมาหาคีรินถึงบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่เธอเดินเชิดหน้าตรงดิ่งเข้ามาในห้องทำงานของท่านประธานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มิหนำซ้ำยังไม่คิดจะบอกกล่าวเลขาฯ หน้าห้อง ถือวิสาสะเคาะประตูแล้วผลักเข้าไปทันทีน้ำชาที่พยายามรีบผุดลุกขึ้นตามไปขวางแต่ก็ไม่ทัน จึงรีบก้าวเท้าตามเข้าไปห้ามปรามเสียงแข็ง "คุณกัลยาคะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ มันผิดกฎระเบียบของบริษัท!""อีกไม่นาน... กฎระเบียบของบริษัทนี้ ฉันก็จะเป็นคนตั้งมันขึ้นมาใหม่เอง!"ว่าแล้วกัลยาก็ใช้ฝ่ามือผลักร่างของน้ำชาให้ออกไปพ้นทางอย่างแรง จนร่างบางเซถลาล้มพับลงไปกับพื้น รองเท้าส้นสูงคู่สวยรับแรงกระแทกไม่ไหวจนส้นหักสะบั้นมัทนาที่อยู่ในห้องเตรียมเครื่องดื่มได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบวิ่งออกมาดู ทันเห็นสินธุผู้ช่วยกำลังรีบก้มลงประคองน้ำชาให้ลุกขึ้นพอดี"คุณน้ำชาเป็นอะไรมากไหมคะ!" มัทนาถลันเข้าไปถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นน้ำชาหน้าซีดเผือด เอามือกุมท้องน้อยของตัวเองไว้แน่น"เจ็บ... น้ำชาเจ็บท้องค่ะคุณมัท""ฉันไม่ได้ผลักแรงอะไรเลยนะยะ! อย่ามาแกล้งสำออยทำเป็นล้มหน่อยเลย!" กัลยาตะคอกใส่เสียงแหลม
ในบ่ายวันนั้นเอง สายเรียกเข้าสายหนึ่งต่อตรงเข้ามาหาคีรินจากเบอร์ของธันวา คู่แข่งทางธุรกิจเบอร์หนึ่งของเขา ประเด็นที่อีกฝ่ายโทรมาในวันนี้ กลับไม่ใช่เรื่องการห้ำหั่นทางผลประโยชน์แต่อย่างใด"บอสจะรับสายนี้ไหมครับ" สินธุเอ่ยถามผู้เป็นนายก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้>>{"ว่ามา"} คีรินรับเครื่องมาแนบหูแล้วกรอกเสียงเรียบลงไป{"เรื่องคุณกัลยา"}พอได้ยินชื่อที่หลุดออกมาจากปลายสาย คีรินก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง "อืม" สั้น ๆ ในลำคอเพื่อหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร{"ผู้หญิงคนนั้นชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว"}ประโยคเดือดดาลที่หลุดจากปากธันวาทำเอาคีรินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ นึกสงสัยอยู่ในใจว่ากัลยาไปก่อเรื่องอะไรไว้ ถึงทำให้ศัตรูหัวใจอย่างมันหัวร้อนจนต้องต่อสายตรงมาเคลียร์กับเขาถึงที่>>{"ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่"}จากนั้นธันวาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่ากัลยาเล่นตุกติกและล้ำเส้นความสัมพันธ์ของเขาอย่างไร คีรินฟังแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นความรู้สึกทึ่งปนคาดไม่ถึงเสียมากกว่า... ไอ้ธันวามันก็มีมุมร้อนรนและออกตัวปกป้องผู้หญิงของมันขนาดนี้เหมือนก
"ถ้าคุณยังไม่เลิกส่งสายตาหวานเชื่อมมองหน้าผมอยู่แบบนี้นะ... ผมจะไม่ยอมรอให้ถึงคืนนี้จริง ๆ ด้วย"ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาหมายจะประกบปากจูบอีกรอบ น้ำชาจึงรีบใช้สองมือดันหน้าเขาออกห่างแล้วผุดลุกขึ้นนั่งทันที"ฉันหิวข้าวแล้วค่ะ! จะรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้แหละ!" หญิงสาวรีบคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างไว ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนหัวเราะด้วยความเอ็นดูอยู่บนเตียงหลังทานมื้อค่ำเสร็จ น้ำชาก็ออกมายืนรับลมชมบรรยากาศอันแสนเงียบสงบยามค่ำคืนของขุนเขาพอมองทอดสายตาออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นแสงไฟสีส้มระยิบระยับจากตัวเมืองส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนผืนฟ้ากว้างก็พร่างพราวไปด้วยดวงดารานับล้านดวงที่ส่องแสงระยับตา"ถ้าคุณชอบ... ไว้พวกเราแวะมาเที่ยวที่นี่กันบ่อย ๆ ก็ได้นะ"เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นชิดแผ่นหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นของผ้าห่มผืนนุ่มที่ถูกนำมาคลุมไหล่บางไว้ ก่อนที่สองแขนแกร่งจะกอดร่างเธอไว้แนบอก "ข้างนอกนี้อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว อย่าออกมายืนตากลมหนาวนานนักสิครับ""ทำไมคุณถึงดีกับฉันขนาดนี้คะ" หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นสบตากับคนที่กอดเธอจากทางด้านหลังธันวาโน้มใบหน้
"คุณแม่กับคุณลุงคืนดีกันแล้วใช่ไหมคะ" น้องใบหม่อนที่นอนมองตาแป๋วอยู่บนเตียงเอ่ยถามเสียงใส"คุณแม่ของเราเขาเป็นคนขี้น้อยใจ หนูต้องช่วยคุณลุงดูแลคุณแม่ให้ดี ๆ นะครับ" ชายหนุ่มหันไปส่งยิ้มให้เด็กน้อย แต่สองแขนแกร่งก็ยังคงโอบกอดร่างบางของแม่เด็กไว้แน่นไม่ยอมปล่อยและในค่ำคืนนั้น เขาก็ยังคงนอนกอดเธอไว้บนโซฟาเบดแคบ ๆ ตัวเดิม แม้ใจจะโหยหาอยากจะฟัดร่างนุ่มนี้แทบขาดใจ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ทำได้เพียงแค่จูบเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากคุณหมอเข้ามาตรวจดูอาการจนแน่ใจแล้ว ก็อนุญาตให้น้องใบหม่อนออกจากโรงพยาบาลได้ธันวาขับรถพาสองแม่ลูกแวะกลับมาเก็บเสื้อผ้าที่บ้านพักของน้ำชาก่อน ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่นว่าจะให้เธอกับลูกย้ายไปพักฟื้นที่คฤหาสน์ของเขาสักระยะ เพื่อจะได้มีคนคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งครั้งนี้น้ำชายอมพยักหน้าตกลงแต่โดยดีในเมื่อผู้ชายคนนี้ดีกับเธอถึงขนาดนี้ ทำไมเธอจะต้องยอมปล่อยมือเปิดทางให้ผู้หญิงหน้าด้านคนอื่นมาแย่งเขาไปด้วยล่ะ จากเหตุการณ์เมื่อวานมันชัดเจนแล้วว่ากัลยาจ้องจะฉกเขาไปจากอกเธอ... ไม่มีวันเสียหรอก!ทันทีที่รถแล่นมาถึงคฤหาสน์ธนากรณ์ ธัญญ่าก็รีบสาวเท้าออกมารับขวัญหลานตัวน้อย
แล้วเราต้องเริ่มต้นจัดการชีวิตยังไงก่อนดีเนี่ย...มัทนาได้แต่คิดอย่างว้าวุ่นใจอยู่ภายในห้องนอน เธอยังไม่ทันได้จัดระเบียบชีวิตหรือเตรียมความพร้อมอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนแรกเข้าใจว่าจะเริ่มงานในสัปดาห์หน้า ซึ่งคิดว่ายังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกตั้งสองสามวัน แต่คำสั่งด่วนที่ให้ไปรายงานตัววันพรุ่
"แม่ครับ.."เสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นพร้อมแรงสะกิดเบา ๆ ที่ต้นแขน ดึงสติของมัทนาให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดอันแสนขมขื่น"มีอะไรครับคนเก่ง" หญิงสาวก้มลงถามลูกชายตัวน้อยในอ้อมแขน"ถึงบ้านแล้วครับแม่"มัทนาเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกหน้ารถ ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือบ้านจัดสรรหลังย่อม ร่มรื่นซึ่งเป็นที่พักพิง
จังหวะนั้น สายตาของมัทนาก็ประสานเข้ากับดวงตาคมเข้มคู่หนึ่งที่กำลังมองตรงมาพอดี "ฉันว่าเรากลับกันดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันจะแจ้งกับอาจารย์ในไลน์กลุ่มว่าไม่สะดวกอยู่ต่อ" มัทนาเอ่ยเสียงสั่น เธอไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเขาได้อีกต่อไปแล้ว ในใจมีแต่ความหวาดกลัว กลัวเหลือเกินว่าความลับเรื่องลูกชายจะถูกเปิ
มัทนาคิดว่าตัวเองตาฝาดไป.. แต่ต่อให้เธอจะกระพริบตาซ้ำ ๆ อีกกี่ครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังคงเป็นคนเดิม คีริน.. อดีตสามีที่อันตรธานหายไปจากชีวิตของเธอนานกว่าสามปี ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนตั้งตัวไม่ทัน ตอนที่เห็นเขายืนอยู่ไม่ไกลนั







