เข้าสู่ระบบ>> ปัจจุบัน
บรรยากาศภายในชั้นบริหารของบริษัทเคพี โฮลดิ้ง เต็มไปด้วยความเงียบสงบและกดดัน เสียงแป้นพิมพ์และเสียงกระดาษพลิกไปมาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เล็ดลอดออกมา พนักงานทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะทุกคนรู้ดีว่า คุณธันวา ประธานบริหารผู้เพียบพร้อมและเจ้าระเบียบ ไม่เคยอลุ่มอล่วยให้ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย
มินตรา ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยปักเข็มมหาวิทยาลัย ก้าวออกมาจากลิฟต์ด้วยสองขาที่สั่นเทา ใบหน้าหวานซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด แสงไฟนีออนสว่างจ้าในออฟฟิศยิ่งทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวจนโลกหมุน ผลข้างเคียงจากยาฉุกเฉินสองเข็มรวดที่เขายัดเยียดให้เมื่อเช้ากำลังฤทธิ์ เล่นงานระบบในร่างกายจนกะเพาะอาหารปั่นป่วนและศีรษะหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาหินมาถ่วงไว้ เธอพยายามพาย้อนรอยสังขาร หอบแฟ้มเอกสารรายงานประจำไตรมาสที่ต้องนำส่งห้องประธานตรงไปข้างหน้า ทว่าเข็มนาฬิกาบนผนังกลับชี้ไปที่เวลา 09:03 น.
สายไปสามนาที...เพียงแค่สามนาทีที่เธอต้องแวะเข้าห้องน้ำเพื่ออาเจียนเอาคราบน้ำย่อยออกมา
“ครืด…”
ประตูห้องทำงานใหญ่เปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสรีระเนียบกริบของธันวาที่ก้าวออกมา ใบหน้าคมคายดุจรูปสลักเต็มไปด้วยความราบเรียบ แต่แววตาหลังกรอบแว่นกลับแผ่รังสีเย็นเยียบจนพนักงานรอบๆ ต่างพาเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ สายตาคมกริบคู่เดิมที่เคยโลมเลียและมองเรือนร่างของเธออย่างจาบจ้วงเมื่อกี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับปาดมามองมินตราด้วยความว่างเปล่า... ราวกับมองอากาศธาตุที่ไร้ค่า
"คุณมินตรา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเป็นทางการดังขึ้นขัดความเงียบ ประธานหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ ท่ามกลางสายตาของพนักงานรุ่นพี่นับสิบคนที่เริ่มหันมามองเป็นตาเดียว
"คะ... คุณธัน"
มินตราพยายามรวบรวมสติ กดความอลหม่านในหัว แล้วยกมือไหว้พร้อมเอ่ยตอบเสียงแผ่ว
"ขอโทษค่ะ พอดีมิน..."
"เอกสารนี้กำหนดส่งเวลาเก้านาฬิกาตรง"
ธันวาเอ่ยขัดขึ้นโดยไม่รอฟังคำแก้ตัว น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดและก้องไปทั่วบริเวณ
"คุณเลทไปสามนาที"
"ขอโทษจริงๆ ค่ะ พอดีมินรู้สึกไม่ค่อยสบาย... หน้ามืดนิดหน่อยค่ะ"
เธอพยายามอธิบาย พลางฝืนยิ้มแห้งๆ หวังเพียงความเมตตาหรือเศษเสี้ยวแห่งความห่วงใยในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเงียบงันอันแสนเย็นชา
"ผมไม่ได้ถามถึงสุขภาพของคุณ"
คำพูดดั่งมีดโกนอาบนพยาบาทถูกเอ่ยออกมาจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าบริหารคนนับพัน
"ที่นี่คือบริษัท ไม่ใช่โรงพยาบาล และผมจ่ายเงินจ้างคุณมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเงินมานั่งฟังคำแก้ตัวเรื่องสุขภาพไร้สาระของเด็กฝึกงาน"
คำพูดนั้นสะกดให้พนักงานทั้งชั้นเงียบกริบ มินตราหน้าชาจนไร้ความรู้สึก หยาดน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและจุกแน่นในอก เธอยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางสายตาเวทนาของเพื่อนๆ พี่ๆ พนักงานในบริษัท
“ขอโทษค่ะ จะไม่ให้เกิดขึ้นอีกค่ะ”
"คำขอโทษมันไม่สามารถเอามาชดใช้ความผิดพลาดได้ ผมรับคุณเข้ามาทำงานที่นี่ เพราะเห็นแก่หน้า คุณโปรดปราณ เพื่อนของผมที่ฝากฝังคุณมา" ธันวาเอ่ยต่อเนิบๆ ยิ่งเน้นย้ำสถานะความห่างเหินอย่างใจร้าย
"แต่ถ้าการเป็นเด็กฝาก มันทำให้คุณคิดว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษ จนสามารถละเลยวินัยและไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ได้..."
ชายหนุ่มหยุดเว้นช่วง เลื่อนสายตามองใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาของมินตราอย่างไม่ไยดีสักนิด
"ผมก็พร้อมจะยกเลิกสัญญาการฝึกงานของคุณ แล้วส่งตัวคุณกลับทันที... เพราะคนอย่างผม ไม่ต้องการคนที่ไม่มีประสิทธิภาพมาเกะกะในบริษัท"
มินตรากำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนข้อสีกระดาษขาวซีด คำว่า 'โปรดปราณ' ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง เป็นเพียงฉากหน้าบังตาที่เขาใช้กลบเกลื่อนความสัมพันธ์เน่าหนาของเขากับเธอ ต่อหน้าทุกคน เธอเป็นแค่เด็กฝึกงานที่ถูกเพื่อนสนิทของเขาฝากมาทำงาน ส่วนลับหลัง... เธอคือเมียลับที่เขาเพิ่งเคี่ยวกรำอย่างป่าเถื่อนบนเตียงเมื่อเช้านี้
เขาเห็นเธอนั่งหน้ามืดจนแทบจะล้มพับลงไปต่อหน้าต่อตา เขารู้ดีที่สุดว่าสาเหตุที่เธอป่วยมันมาจากยาที่เขาบังคับให้เธอกิน... แต่เขากลับไม่ถามสักคำ ไม่ห่วงสักนิด แถมยังคอยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอต่อหน้าคนนับสิบได้อย่างเลือดเย็น
"เข้าใจที่ผมพูดไหมครับ... คุณมินตรา"
"ขะ... เข้าใจค่"
มินตราก้มหน้าลงต่ำสุดชีวิต เพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่หยดลงบนปกเสื้อนักศึกษา
"มินขอโทษค่ะ... จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก"
"ดีครับ"
ธันวารับแฟ้มเอกสารไปจากมือสั่นเทาของเธอ โดยไม่แม้แต่จะสัมผัสโดนปลายนิ้วของเด็กสาว
"เคลียร์งานบนโต๊ะให้เสร็จก่อนเที่ยง ถ้าทำไม่ได้ตามมาตรฐาน... คุณก็พิจารณาตัวเองได้เลย"
ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดัง ปัง ทิ้งให้มินตรายืนโงนเงนอยู่ท่ามกลางความอับอายและความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจจนแหลกสลาย... ชัดเจนแล้วว่า ต่อให้เธอจะนอนครางอยู่ใต้ร่างเขา หรือต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็ไม่เคยเห็นเธอเป็น 'คน' ในสายตาเลยสักครั้ง
>> 12.00 น.บรรยากาศในห้องทำงานประธานบริหารอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่ชวนอึดอัด เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบาตัดกับเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่ชี้บอกเวลา 12:00 น. มินตรา เดินถือแฟ้มรายงานที่ปรับแก้และตรวจเช็กอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้วเข้ามาในห้องด้วยก้าวขาที่สั่นเทา อาการหน้ามืดและปวดทิ่มที่ท้องน้อยยังคงเล่นงานเธอไม่หยุดพัก แต่เธอก็ฝืนทนทำจนเสร็จทันเวลาเพื่อไม่ให้เขาหาเรื่องไล่เธอออกได้อีก"งานที่คุณสั่งเรียบร้อยแล้วค่ะ..." มินตราวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ด้วยท่าทางสุภาพและเว้นระยะห่างตามกฎที่เขาตั้งไว้ธันวา ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแฟ้มตรงหน้าด้วยซ้ำ เขาส่งสัญญาณให้เลขาฯ หน้าห้องออกไปพักเที่ยง และทันทีที่เสียงประตูกลอนไฟฟ้าล็อกลงอย่างเป็นทางการ สายตาเรียบเฉยเย็นชาเมื่อเช้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสายตานักล่าที่เต็มไปด้วยความตัณหาและครอบครอง“หมับ!”"อ๊ะ! คุณธัน!"มินตราอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ก็ลุกขึ้นมากระชากแขนเธออย่างแรงจนตัวลอยเข้าไปปะทะกับอกแกร่ง ธันวาไม่พูดพ่ามทำเพลง เขาดันร่างบางของเธอขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีทันที แฟ้มเอก
>> ปัจจุบันบรรยากาศภายในชั้นบริหารของบริษัทเคพี โฮลดิ้ง เต็มไปด้วยความเงียบสงบและกดดัน เสียงแป้นพิมพ์และเสียงกระดาษพลิกไปมาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เล็ดลอดออกมา พนักงานทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะทุกคนรู้ดีว่า คุณธันวา ประธานบริหารผู้เพียบพร้อมและเจ้าระเบียบ ไม่เคยอลุ่มอล่วยให้ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยมินตรา ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยปักเข็มมหาวิทยาลัย ก้าวออกมาจากลิฟต์ด้วยสองขาที่สั่นเทา ใบหน้าหวานซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด แสงไฟนีออนสว่างจ้าในออฟฟิศยิ่งทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวจนโลกหมุน ผลข้างเคียงจากยาฉุกเฉินสองเข็มรวดที่เขายัดเยียดให้เมื่อเช้ากำลังฤทธิ์ เล่นงานระบบในร่างกายจนกะเพาะอาหารปั่นป่วนและศีรษะหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาหินมาถ่วงไว้ เธอพยายามพาย้อนรอยสังขาร หอบแฟ้มเอกสารรายงานประจำไตรมาสที่ต้องนำส่งห้องประธานตรงไปข้างหน้า ทว่าเข็มนาฬิกาบนผนังกลับชี้ไปที่เวลา 09:03 น.สายไปสามนาที...เพียงแค่สามนาทีที่เธอต้องแวะเข้าห้องน้ำเพื่ออาเจียนเอาคราบน้ำย่อยออกมา“ครืด…”ประตูห้องทำงานใหญ่เปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสรีระเนียบกริบของธันวาที่ก้าวออกมา ใบหน้าคมคายดุจรูปสลัก
หลังจากวางสาย มินตรากำเช็คเงินสดในมือแน่น หยาดน้ำตาไหลพรูด้วยความอัปยศอดสู เธอมองหน้าธันวา ชายผู้เป็นคนแรกในชีวิต ชายผู้ใจร้ายที่เหยียบย่ำเธอเมื่อคืน แต่กลับเป็นคนเดียวที่มีเงินต่อชีวิตให้แม่ของเธอในเวลานี้ธันวามองท่าทางดิ้นรนและสายตาที่แหลกสลายของเด็กสาว เขารับรู้ได้ทันทีว่าเงินก้อนนี้มีความสำคัญต่อชีวิตของเธอมากเพียงใด ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นำชุดคลุมอาบน้ำมาสวมอย่างจัดระเบียบ ท่าทางสูงส่ง สุขุม และเปรียบเทียบยังคงเด่นชัด"ขอบคุณสำหรับเงินค่ะ..." มินตราพึมพำเสียงแหบแห้ง "แต่หนูรู้... ว่าเงินจำนวนนี้ มันเกินกว่าค่าเสียหายเมื่อคืน"ธันวาชะงัก เลิ่กลอกมองเธอเล็กน้อย "เธอหมายความว่ายังไง?"มินตรายันกายลุกขึ้นจากเตียง กอดผ้านวมแน่น สบตากับประธานบริหารหนุ่มด้วยสายตาที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดในชีวิต"แม่ของหนูป่วยหนัก... และต้องใช้เงินรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะต้องใช้เวลานานเป็นปี" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "หนูรู้ว่าคุณเป็นคนใหญ่คนโต... เป็นประธานบริหารที่ร่ำรวย คุณจะว่าอะไรไหมคะ ถ้าหนูจะขอเสนอ... ทำ สัญญาลับ กับคุณ""สัญญาลับ?" ธันวาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง คนอย่างเขาไม่จำเป็ฯที่จะต้
>> เช้าวันต่อมาแสงแดดยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาภายในห้องพัก VIP นกน้อยส่งเสียงร้องแผ่วเบาอยู่ด้านนอก บรรยากาศเงียบสงบตัดกับความวุ่นวายเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิงมินตราค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก เปลือกตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งคืน ร่างกายบอบช้ำปวดระบมไปทุกสัดส่วน ความเจ็บเกร็งที่ช่องท้องน้อยเตือนให้รู้ว่าเรื่องราวอัปยศเมื่อคืนไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้าย เธอเคลื่อนกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ผ้านวมผืนหนาเลื่อนหลุดเผยให้เห็นรอยแดงเป็นจุดทั่วซอกคอและแผ่นอก รวมทั้งรอยเลือดสีเข้มแห้งกรังบนผ้านวมข้างกายของเธอ... ร่างสูงใหญ่ของ ธันวา นอนหลับใหลอยู่ ใบหน้าคมคายยามหลับดูสงบนิ่ง เพียบพร้อม และสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยของปีศาจร้ายผู้ป่าเถื่อนเมื่อคืนโดยสิ้นเชิงสติของธันวาเริ่มกลับคืนมาเมื่อแสงแดดแยงตา ชายหนุ่มขยับตัว กระพริบตาช้าๆ คลายอาการปวดหัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และความตึงเครียดของยาที่หมดฤทธิ์ลงแล้ว เขายันกายลุกขึ้นนั่ง สายตาคมกริบปรับโฟกัส มองเห็นเด็กสาวในชุดผ้านวมพันกายที่กำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างๆและเมื่อสายตาของเขาปาดไปเห็น รอยเลือดสีสดบนผ้านวมสีขาว... ความเ
ธันวาถอนริมฝีปากออกชั่วคราว ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินซอกคอหอมกรุ่น ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นที่ยามนี้หยาดยิ้มไปด้วยความตัณหาและมึนเมา จ้องมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยความหวาดกลัว"เงียบซะ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าและสั่นพร่าสั่งการอย่างเฉียบขาด "คิดว่าจะมาโก่งราคาหรือไง? เท่าไหร่ก็ว่ามา... คืนนี้ฉันจ่ายให้เธอเท่าที่เธอต้องการ""คุณพูดเรื่องอะไร!? ปล่อยหนูกลับนะ! หนูไม่ใช่...""อย่าเล่นตัว!" ธันวาสบถเสียงต่ำในคอ สติที่หลุดลอยทำให้เขาอ่านป้ายชื่อพนักงานพลาสติกเล็กๆ ที่ติดอยู่บนอกเสื้อเชิ้ตของเธอผิดเพี้ยนไป "เธอมาทำงานที่นี่... ก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือไง?""ไม่ชะ!....""ปัง!"ยังไม่ทันที่มินตราจะได้เอ่ยแก้ข้อกล่าวหา ธันวาก็ใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือศีรษะ ส่วนมืออีกข้างหมุนลูกบิดประตูห้องพักส่วนตัวชั้นสอง แล้วกระชากร่างบางเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงประตูปิดล็อกกลอนไฟฟ้าดัง ปัง!ภายในห้องพัก VIP เป็นห้องนอนส่วนตัวสุดหรู ตกแต่งด้วยไฟโทนสีส้มสลัว มินตราถูกแรงมหาศาลเหวี่ยงลงไปบนเตียงคิงไซส์นุ่มหนา ร่างบางจุกจนพูดไม่ออก เธอพยายามจะพลิกตัวคลานหนีไปที่ประตู แ
>> 2 ปีก่อนท่ามกลางเสียงดนตรีบีตหนักกระหึ่มที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกตารางนิ้วของ เอ็มไพร์ คลับ ผับหรูระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพมหานคร แสงไฟดิสโก้และสปอตไลท์สีส้มแสดสลับน้ำเงินหมุนวนตัดผ่านความมืดมิด กลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นควันบุหรี่ไฟฟ้าและแอลกอฮอล์ยี่ห้อหรูลอยอบอวลอยู่ในอากาศ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยเหล่านักท่องราตรี ชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมและหญิงสาวในชุดเดรสตัวจิ๋วที่กำลังโยกย้ายเรือนร่างตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนานทว่า สำหรับ มินตรา เด็กสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสองในวัยยี่สิบปีเต็ม สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีความรื่นเริงหรือน่าหลงใหลเลยสักนิดร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อยกับกางเกงยีนส์ขากระดิ่งสีเข้ม ยืนเหน็ดเหนื่อยอยู่บริเวณหลังเคาน์เตอร์บาร์น้ำ ใบหน้าหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ มินตราไม่ใช่นักท่องราตรี และไม่ใช่เด็กสาวใจแตกที่ชอบออกมาเที่ยวกลางคืน เธอเป็นเพียงพนักงานพาร์ตไทม์ตำแหน่งเสิร์ฟน้ำและเช็ดโต๊ะที่ยอมทำงานเลิกตีสองทุกวัน เพื่อแลกกับค่าจ้างวันละไม่กี่ร้อยบาทชีวิตของเด็กสาววัยเพียงยี่สิบปีเต็มไปด้วยความเปราะบางและไร้ที่พึ่ง แม่ของเธอป่วยเป็นโรคไ







