Masuk“เปียกขนาดนี้” เขาพูดเสียงต่ำ “ทำไมไม่พกร่มมาด้วย”
ลินอึ้ง “หนูไม่ทันคิดว่าฝนจะตกหนัก… แล้วหนูก็รีบ…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ เสียงหัวเราะดังและหยาบคายก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“เฮ้ยยย สาวน้อยคนนี้เปียกปอนเลยนะ งานเลี้ยงปีใหม่ของภคภูมิมีของขวัญแบบนี้ด้วยเหรอ?”
ผู้ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ในสูทสีน้ำเงินเข้มที่ดูเมามาก เดินโซเซเข้ามาใกล้ แก้ววิสกี้ในมือเขาสั่นเทา
“สวยซ่อนรูปดี… มาส่งเอกสาร ? หรือมาส่งตัว ?” ชายน่ารังเกียจยื่นมือไปจับแขนลินแรง ๆ ดึงเธอเข้าไปใกล้
“ปล่อยค่ะ !” ลินสะดุ้ง รีบดึงแขนกลับ แต่ผู้ชายคนนั้นยิ่งหัวเราะแล้วดึงแรงขึ้น
“อย่าดื้อสิ ฉันเป็นคู่ค้าของบริษัทเธอนะ มา ๆ ฉันจะพาไปเช็ดตัวให้…”
ลินตัวสั่น กลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนเธอคลื่นไส้ ทันใดนั้น ฝ่ามือใหญ่และแข็งแรงอีกข้างก็ยื่นมา ดึงตัวเธอออกจากมือของผู้ชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ธนัชยืนขวางตรงหน้าลิน ร่างสูงของเขาบังเธอไว้หมด
“พอได้แล้ว คุณสุทธิชัย” เสียงของธนัชเรียบกริบ “เธอเป็นเลขานุการของผม ไม่ใช่ของเล่นให้คุณลวนลาม”
ผู้ชายชื่อสุทธิชัยชะงัก มองธนัชด้วยตาเมามัว “เฮ้ย ธนัช… แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง”
“ล้อเล่น ?” ธนัชก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว สายตาคมกริบจ้องตรง “อีกหนึ่งก้าว คุณจะได้ออกจากงานนี้พร้อมกับคดีล่วงละเมิดทางเพศทันที”
สุทธิชัยหน้าเสีย รีบยกมือขึ้นป้อง “โอเค ๆ ผมเมา ขอโทษ”
แล้วเขาก็หันหลังเดินโซเซจากไป ธนัชหันกลับมามองลินทันที สาวร่างเล็กยืนตัวสั่น ริมฝีปากเม้มแน่น แว่นที่เพิ่งใส่กลับไปยังพร่ามัวไปด้วยน้ำฝนและน้ำตาที่เริ่มคลอ
“ไม่เป็นไรนะ” เขาถามเสียงนุ่มลงกว่าปกติมาก
ลินส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ… ขอบคุณที่ช่วยหนู”
ธนัชมองเธออีกครั้ง สายตาเลื่อนลงไปที่เสื้อเชิ้ตที่เปียกติดตัวโดยไม่ตั้งใจ เนินอกที่ยกขึ้นลงตามลมหายใจ ส่วนโค้งเว้าของเอวที่เขาเพิ่งเห็นชัดเจนเป็นครั้งแรก
หัวใจของเขาเต้นรัวแรง ความต้องการที่พุ่งทะยานขึ้นมานั้นรุนแรงจนเขาเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้
“ตามผมมา” เขาพูดเสียงทุ้ม ก่อนจะวางมือบนหลังของเธอเบา ๆ แล้วพาเดินออกจากห้องบอลรูม
ลินเดินตามเขาโดยไม่กล้าถามอะไร รู้สึกเพียงฝ่ามืออุ่นที่วางอยู่บนหลังของเธอผ่านเนื้อผ้าเปียก
ธนัชพาเธอตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวของโรงแรม กดชั้นเพนต์เฮาส์โดยไม่พูดอะไร ภายในลิฟต์ที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงฝนที่ยังกระหน่ำอยู่ด้านนอกและเสียงหายใจของทั้งคู่
ธนัชมองลงไปที่ลินอีกครั้ง
“คุณ…” เขาพูดช้า ๆ “ไม่เคยบอกผมเลยว่าตัวเอง… สวยขนาดนี้”
ลินเงยหน้า มองเขาด้วยดวงตาที่ตื่นตระหนก “คะ ?”
ธนัชยิ้มมุมปากเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในคืนนี้
“คืนนี้… อย่าเพิ่งกลับบ้าน”
เสียงลิฟต์เปิดออกเบา ๆ ทั้งคู่แทบไม่ได้ยิน
ธนัชก้าวออกมาก่อน ลินเดินตามหลังด้วยขาที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย ผมเปียกติดแก้ม แว่นหนาเตอะยังพร่ามัวไปด้วยหยดน้ำฝนที่หลงเหลือ
“เข้ามา” ธนัชพูดเสียงทุ้มต่ำ กดคีย์การ์ดเปิดประตูห้องเพนต์เฮาส์บานใหญ่
ลินก้าวเข้าไปแล้วก็ชะงักค้าง ห้องกว้างจนเธอต้องเงยหน้ามองเพดานสูงลิ่ว
โคมระย้าคริสตัลส่องแสงนวลนุ่ม พื้นหินอ่อนสีเทาเข้มขัดมันวาวสะท้อนเงาร่างของทั้งคู่ ผนังกระจกบานยาวจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่มืดมิด
ฝนยังกระหน่ำลงมาไม่หยุด ไฟจากตึกสูงสองฝั่งแม่น้ำสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับบนผิวน้ำเหมือนดวงดาวที่หล่นลงมา
เธอไม่เคยเห็นห้องแบบนี้มาก่อนในชีวิต
“นี่… นี่ห้องอะไรคะ” ลินถามเสียงแผ่ว มือยังกุมเสื้อคลุมแน่นหลังจากที่ออกมาจากห้องอาบน้ำ เพื่อชำระคราบฝนเปลี่ยนเสื้อผ้า
“เพนต์เฮาส์ของโรงแรม ผมใช้เป็นห้องส่วนตัวเวลามีงานเลี้ยง”
เขาหันมามองเธออีกครั้ง สายตาคมกริบเลื่อนลงไปช้า ๆ ที่เสื้อคลุมบางยังชื้นจากน้ำ ผมหางม้าที่เพิ่งสางด้วยนิ้วมือ ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความร้อนและความอาย
ลินรู้สึกเหมือนถูกจ้องจนผิวหนังร้อนผ่าว
“คุณเปียกขนาดนั้น อาบน้ำเสร็จแล้วสบายขึ้นไหม” เขาถามเสียงนุ่มลงกว่าปกติมาก
“สบายขึ้นค่ะ… ขอบคุณมาก” ลินตอบเร็ว มือยกขึ้นปัดผมที่ยังเปียกหมาด ๆ “แต่… หนูควรกลับแล้วค่ะ ฝนก็ยังตก แต่รถเมล์คงยังมี”
ธนัชเดินตรงไปที่มินิบาร์ เปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำแร่เย็นจัดสองขวด วางลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แล้วหันกลับมามองเธอ
“คืนนี้ฝนตกหนัก รถติดแน่ คุณกลับตอนนี้อาจไม่ปลอดภัย”
เขาพูดจบก็เดินเข้าไปใกล้เธออีกสองก้าว มือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะไหล่เธอเบา ๆ ผ่านเนื้อผ้าเสื้อคลุมบาง
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ของเขาทำให้ลินตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนเธอได้ยินเสียงตัวเอง
“พรุ่งนี้เช้า คุณมาทำงานปกติ” เขาพูดต่อเสียงต่ำ “แต่หลังห้าโมงเย็น ผมต้องการให้คุณอยู่ทำโอทีกับผม”
ลินตาโต “โอที… คะ ?”
“ใช่” ธนัชยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “มีเอกสารชุดใหญ่สำหรับดีลญี่ปุ่น ผมต้องการให้คุณช่วยตรวจและจัดเรียง งานนี้สำคัญ ผมไว้ใจคุณ”
ลินกลืนน้ำลาย “แต่… หนูปกติกลับบ้านหกโมงครึ่งค่ะ แม่ยังรอโอนเงินทุกวัน…”
ธนัชไม่ตอบทันที เขาเพียงมองเธอตรง ๆ ดวงตาคมกริบเหมือนกำลังอ่านความคิดในหัวเธอ
“คืนนี้คุณช่วยผมแล้ว… พรุ่งนี้ก็ช่วยต่อได้ใช่ไหม”
เขาพูดพลางเลื่อนมือลงมาจับข้อศอกเธอเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ดึงเธอให้เดินไปนั่งที่โซฟา ลินนั่งลงอย่างตื่นกลัวเล็กน้อย ขาไขว้กันแน่น มือวางบนตัก
ธนัชนั่งลงข้าง ๆ ห่างจากเธอเพียงหนึ่งศอก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อน ๆ ปนกลิ่นฝนจากเสื้อสูทของเขาลอยมาแตะจมูกเธอ
“ลิน…” เขาพูดช้า ๆ “ไม่เคยบอกผมเลยว่าตัวเองมีผมยาวสวยขนาดนี้”
ลินสะดุ้งเล็กน้อย มือยกขึ้นจับผมหางม้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
“ผม… ผมยาวเหรอคะ? หนูไม่เคยคิดแบบนั้นเลยค่ะ มัดง่าย ๆ ทุกวัน”
ธนัชหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงทุ้มที่ทำให้อกเธอสั่นไหว
“นั่นแหละ… ที่น่าสนใจ”
เขายกมือขึ้นปัดเส้นผมเปียกที่ติดแก้มเธอออกเบา ๆ นิ้วโป้งแตะผิวแก้มของเธอชั่วขณะ สัมผัสนั้นเบาแต่ร้อนแรงจนทำให้ลินตัวสั่น มองเขาด้วยดวงตาที่ตื่นตระหนก
“คุณธนัช… ค่ะ?”
15:00 น. ณ ห้องทำงาน Co-CEO ชั้นสูงสุดหลังจบงานแถลงข่าวอันแสนวุ่นวาย อลิสาและคิรากรก็ปลีกตัวกลับขึ้นมายังห้องทำงานใหม่ที่ถูกออกแบบให้กว้างขวางและหรูหราสมฐานะโต๊ะทำงานไม้มาฮอกกานีตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมหน้าต่างกระจกใสบานยักษ์ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงได้แบบพาโนรามาก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูดังขึ้น อลิสากำลังยืนพิงขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มือบางถือแฟ้มเอกสารรายงานสรุปการควบรวมกิจการ“เข้ามาได้ค่ะ” อลิสาส่งเสียงอนุญาตประตูเปิดออกเพียงครึ่งเดียว เลขาฯ สาวหน้าใหม่วัยใสเดินหอบแฟ้มเอกสารเข้ามาด้วยท่าทีประหม่า เธอเพิ่งมารับตำแหน่งและยังเกร็งกับบารมีของมาดามอลิสาสุด ๆ“เอ่อ... บอสคะ นี่คือเอกสารรายชื่อบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่ต้องเซ็นอนุมัติภายในวันนี้ค่ะ” เลขาฯ สาวรายงานเสียงสั่นนิด ๆ สายตาลอบมองไปรอบ ๆ ห้อง“แล้ว... ท่านประธานคิรากรล่ะคะ เมื่อกี้ดิฉันเห็นท่านเดินเข้ามาพร้อมบอส...”“อ๋อ... คิรากรเขากำลัง... 'จัดการเอกสารสำคัญ' อยู่ใต้โต๊ะน่ะ”อลิสาตอบด้วยน้ำเสียงรา
“เราควบรวมบริษัทของเรากันเถอะครับ...” คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง“ให้ผมได้ดูแลคุณ ในฐานะหุ้นส่วนชีวิต ในฐานะผู้ชายที่รักคุณ... และในฐานะสามี... แต่งงานกับผมนะครับ อลิสา”หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวย อลิสามองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังรอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก เธอพยักหน้าช้า ๆ พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง“ตกลงค่ะ... คิรากร”ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี เขารีบสวมแหวนเพชรลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนจะลุกขึ้นสวมกอดอลิสาไว้แน่น อุ้มเธอหมุนไปรอบ ๆ ด้วยความดีใจราวกับเด็ก ๆ เสียงหัวเราะของทั้งสองคนดังก้องประสานไปกับเสียงคลื่น“แต่จำไว้นะคะ...” อลิสากระซิบข้างหูเขา ขณะที่เขาวางเธอลงบนพื้น“ถึงเราจะแต่งงานกัน หรือควบรวมบริษัทกันแล้ว... แต่ในห้องแดง ฉันก็ยังเป็น 'นายหญิง' ของเธอเหมือนเดิม !”คิรากรหัวเราะร่วน เขากดจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างแสนรัก“แน่นอนครับ... และคืนนี้ ผมก็อยากจะฉลองสถานะใหม่ของเรา ด้วยการแสดงความเคารพต่อว่าที่ภรรยาและน
อลิสาแกล้งวนลูปการทรมานนี้หลายรอบ เธอเร่งเครื่องสั่นให้เขาใกล้เสร็จ แล้วก็หยุดทันที จนกระทั่งคิรากรน้ำตาคลอและตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง“ดีมาก... ทนได้ดี” เธอพูดด้วยน้ำเสียงชม “ตอนนี้... ฉันจะให้รางวัลคุณ”อลิสาลดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเขา เธอปลดตะขอกางเกงขาสั้นของเขา แล้วงัดแก่นกายที่แข็งตึงแดงก่ำออกมา“ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาด” เธอสั่งขณะที่มือเรียวของเธอจับมันไว้ “ถ้าเสียงดังจนคนข้างล่างได้ยิน... ฉันจะไม่ให้คุณเสร็จทั้งคืน”คิรากรพยักหน้ารัว ๆ ดวงตาแดงก่ำจากทั้งความเสียวและความกลัวอลิสาเริ่มรูดรั้งแก่นกายของเขาอย่างรวดเร็วและแน่น เธอมองใบหน้าของเขาที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านที่ถูกกักไว้มานานคิรากรเกร็งตัวสุดชีวิต เขาพยายามกลั้นเสียงร้องลั่นไว้ให้ได้ แต่ร่างกายที่ถูกทรมานมานานจนถึงขีดสุด ทำให้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป“อึก... อื้อออ... อื้มมม ! !”เสียงครางที่ถูกกลั้นไว้ดังอู้อี้ผ่านลูกบอลซิลิโคน ขณะที่ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง น้ำขาวขุ่นกลิ่นคาวพุ่งทะลักออกมาอ
ราวกับรู้ตัวว่าถูกมอง อลิสาหันมาสบตาคิรากร เธอปั้นหน้าเชิด เลิกคิ้วขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำลูกน้องเข้าโซนที่พักไป ทิ้งให้คิรากรต้องลอบกลืนน้ำลาย สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นความเป็น ‘ลูกหมาขี้หึง’ เอาไว้ให้ลึกที่สุด23:00 น. ณ ระเบียงห้องพัก VIP ชั้น 3ค่ำคืนนี้ ทางรีสอร์ตจัดปาร์ตี้ริมหาดให้ทั้งสองบริษัท เสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานและเสียงหัวเราะของพนักงานดังก้องไปทั่วชายหาดอลิสาปลีกตัวกลับขึ้นมาบนห้องพักก่อน เธออาบน้ำชำระล้างคราบทรายและสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดีหญิงสาวเดินถือแก้วค็อกเทลออกมายืนรับลมทะเลที่ระเบียงห้องซึ่งมองลงไปเห็นงานปาร์ตี้ด้านล่างได้อย่างชัดเจนสวบ... แกรก...เสียงบางอย่างดังขึ้นจากระเบียงฝั่งที่ติดกัน อลิสาขมวดคิ้ว ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาดำร่างใหญ่กำลังปีนข้ามแผงกั้นระเบียงกระจกฝ้าที่สูงเกือบสองเมตรข้ามมายังฝั่งของเธอ !“คิรากร ! เธอทำบ้าอะไรเนี่ย !” อลิสากระซิบเสียงหลง รีบวางแก้วค็อกเทลแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวชายหนุ่มกระโดดตุ้บล
แต่สัญชาตญาณของนายหญิงไม่มีวันยอมแพ้ใครง่าย ๆ !ในจังหวะที่คิรากรกำลังหลงมัวเมากับรสจูบและคลายแรงบีบที่ข้อมือของเธอลงเล็กน้อย อลิสาก็ฉวยโอกาสนั้นทันที เธอเผยอปากขึ้น แล้วจงใจ 'กัด' ลงบนริมฝีปากล่างของเขาอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือด !“อั้ก !” คิรากรสะดุ้งสุดตัว เผลอปล่อยมือออกจากข้อมือของเธอพริบตาเดียว อลิสาก็ใช้ทักษะป้องกันตัวที่เคยเรียนมา คว้าคอเสื้อของเขา อาศัยจังหวะที่เขาเสียสมดุล เหวี่ยงร่างสูงใหญ่ของฉลามหนุ่มให้ล้มหงายหลังลงไปกระแทกกับโซฟาตัวกว้างที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง !ตุ้บ ! !คิรากรจุกจนพูดไม่ออก ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวลุกขึ้น อลิสาก็กระโดดตามขึ้นไปขี่คร่อมทับหน้าท้องแกร่งของเขาทันที สองมือบางกดล็อกข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้กับพนักโซฟาเหนือศีรษะ นัยน์ตาสีน้ำตาลวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งโทสะและราคะที่ผสมปนเปกัน“คิดจะกบฏงั้นเหรอ คิรากร...”อลิสาหอบหายใจแรง หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลง เลือดที่มุมปากของเขาทำให้เธอดูอันตรายและงดงามราวกับปีศาจสาว“คิดว่าใช้กำลังแค่นี้ แล้วจะกดผู้หญิงอย่า
เธอยกขาข้างหนึ่งขึ้นวางบนขอบเก้าอี้ที่เขานั่ง มือที่ถือเครื่องสั่นขยับเร็วและแน่นขึ้น ขณะที่สายตายังคงจ้องมองใบหน้าของคิรากรที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน“มันดีกว่าตอนที่เธอทำซะอีก...” อลิสาครางเสียงหวาน “ดูสิว่าฉันเปียกแค่ไหน... โดยที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย”คิรากรดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามขยับสะโพกเพื่อหาที่เสียดสี แต่เชือกที่มัดเขาไว้กับเก้าอี้แน่นเกินไป แก่นกายที่แข็งตึงจนปวดร้าวภายใต้กางเกงสแลคกลับไม่มีทางได้รับการปลดปล่อย เขาทำได้เพียงมองดูนิ้วและเครื่องสั่นของเธอที่กำลังทำหน้าที่แทนเขา“นายหญิง... ขอร้อง... ให้ผม... ให้ผมเลียเถอะครับ... ลิ้นผม... หรือนิ้วผม... ผมจะทำดี... ผมสัญญา... แค่... แค่ให้ผมแตะต้องคุณ... ได้โปรด...”อลิสาไม่ตอบ เพียงแต่เร่งจังหวะมือให้เร็วขึ้น ร่างกายของเธอสั่นเทาและครางเสียงหลงมากขึ้นเรื่อย ๆ“ดูให้ดี... คิรากร...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหอบหายใจ“นี่คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างเธอ... ฉันไม่ต้องการคุณ... ฉันไม่ต้องการใคร... อืมมม...
“กินต่อเถอะ ยังไม่ถึงสองทุ่ม งานยังอีกเยอะ”ลินพยายามก้มหน้ากินข้าวต่อ แต่รสชาติทุกอย่างเหมือนฝุ่นทราย เธอแอบมองเขาผ่านแว่นหนาเตอะ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาของธนัชตอนนี้ดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย… หรือเธอคิดไปเอง ?เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงทั้งคู่นั่งตรวจเอกสารด้วยกันบนโต๊ะประชุมยาว ธนัชอธิบายงานด้วยน้ำเสี
ธนัชถอนมือกลับช้า ๆ แต่สายตายังจ้องเธอไม่วาง“พรุ่งนี้หลังห้าโมง อย่าลืมนะ” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจก มองฝนที่ยังตกหนักลินนั่งนิ่ง มือกุมอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว เธอไม่รู้ว่าคืนนี้คือจุดเริ่มต้นของอะไรแต่ธนัชรู้ดีและเขากำลังเริ่ม “เร่งเร้า” อย่างช้า ๆ โดยที่เธอยังไม่ทันรู้ตัวเขาหั
ลินเดินออกจากห้องประชุมด้วยขาที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย ประตูปิดดังปังเบา ๆ ตามหลังเธอเหมือนคำเตือนครั้งสุดท้ายจากธนัช ภคภูมิ ที่ยังนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาเหมือนรูปปั้นหินอ่อนที่ไม่มีวันยิ้มเธอทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเล็ก ๆ นอกห้อง มือยังกอดแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พิมที
ฝนเมืองกรุงเทพมหานครในตอนเจ็ดโมงครึ่ง แม้ไม่ได้ตกหนัก แต่กลับทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะจนน่ารำคาญใจลินกำลังยืนอยู่หน้าตึกกระจกสูงห้าสิบชั้น มือข้างหนึ่งยกปิดหน้าผากที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เสื้อเชิ้ตสีครีมตัวบางราคาสองร้อยเก้าสิบบาทแนบติดหลังตั้งแต่ลงรถเมล์มา“โอ้ย… สูงเป็นบ้าเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนรีบ







