LOGINลินเดินออกจากห้องประชุมด้วยขาที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย ประตูปิดดังปังเบา ๆ ตามหลังเธอเหมือนคำเตือนครั้งสุดท้ายจากธนัช ภคภูมิ ที่ยังนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาเหมือนรูปปั้นหินอ่อนที่ไม่มีวันยิ้ม
เธอทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเล็ก ๆ นอกห้อง มือยังกอดแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พิมที่นั่งข้าง ๆ หันมามองด้วยสายตาเป็นห่วง
“ยังไม่เป็นไรใช่ไหมลิน ?” พิมถามเสียงเบา “วันแรกก็เจอแบบนี้แหละ… อย่าไปคิดมากนะ เขาดุกับทุกคนเหมือนกัน”
ลินพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นออกมาได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แห้งเหี่ยว
“ไม่เป็นไรค่ะพี่… แค่หนู… หนูอาจจะไม่เหมาะกับงานนี้จริง ๆ”
เธอพูดพลางก้มลงมองเสื้อเชิ้ตที่ยังเปื้อนคราบกาแฟเล็กน้อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ กลิ่นอเมริกาโน่ติดจมูกเธอจนน่าจะฝังลึกไปถึงวันพรุ่งนี้
ชีวิตในกรุงเทพฯ มันเร็วและโหดร้ายเกินไปสำหรับสาวสุโขทัยที่เพิ่งย้ายมาสามเดือน
ทุกเช้าเธอต้องตื่นตีห้าเพื่อขึ้นรถเมล์สองต่อ ทุกเย็นต้องรีบกลับคอนโดราคาถูกย่านรังสิตเพื่อโอนเงินให้แม่ที่กำลังรักษามะเร็งระยะต้น
แต่คืนนี้… มันยังไม่จบเมื่อโทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นมาพอดี ลินสะดุ้งก่อนกดรับสาย
“ลิน” เสียงธนัชดังขึ้นจากปลายสาย เรียบแต่หนักแน่นเหมือนเคย คำสั่งที่เธอไม่มีทางปฏิเสธ
“คืนนี้มีงานเลี้ยงปีใหม่บริษัทที่โรงแรมแกรนด์ ริเวอร์ไซด์ ห้าดาว เอกสารชุดสำหรับคู่ค้าญี่ปุ่นยังไม่เสร็จใช่ไหม”
ลินกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “เสร็จแล้วค่ะ… แต่หนูยังไม่ได้พิมพ์เป็นชุดสมุดเล่ม”
“ดี” เขาตอบสั้น “คุณเอาเอกสารชุดนั้นไปส่งที่งานเลี้ยงเดี๋ยวนี้ ผมต้องการให้คู่ค้าดูก่อนเจรจา พรุ่งนี้เช้าแปดโมง อย่าทำพลาด”
“คะ… แต่ตอนนี้ห้าโมงครึ่งแล้วค่ะ ฝนก็เริ่มตก…”
“คุณมีเวลาหนึ่งชั่วโมง” เขาตัดบท “ถ้าทำไม่ได้ ผมจะหาคนอื่น”
ลินกัดริมฝีปากแน่น “ได้ค่ะ… หนูไปเดี๋ยวนี้”
เสียงเงียบปลายทำให้รู้ว่าเขาตัดสายไปแล้ว เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาว พิมที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ส่ายหน้า
“งานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทเราแรงมากเลยนะลิน โรงแรมห้าดาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคนมาร่วมเป็นร้อย ซีอีโอใหญ่ ๆ จากบริษัทอื่นก็มาเยอะ ระวังตัวด้วย”
ลินยิ้มฝืด “หนูแค่ไปส่งเอกสารค่ะพี่ ไม่ได้ไปงานเลี้ยง”
เธอรีบจัดเอกสารใส่แฟ้มหนังสีน้ำตาล แล้วคว้ากระเป๋าผ้าใบเก่า ๆ วิ่งลงลิฟต์ทันที
เมื่อก้าวออกจากตึก ฝนที่เคยตกปรอย ๆ กลับกระหน่ำลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมฆดำทะมึนปกคลุมฟ้ากรุงเทพฯ ทั้งเมือง กลิ่นฝนปนควันรถและกลิ่นยางเปียกโชยขึ้นเต็มจมูก
เธอไม่มีร่มจึงวิ่งฝ่าฝนที่หนักและเย็นเฉียบไปยังป้ายรถเมล์ รองเท้าคัทชูที่กัดส้นเท้าตั้งแต่เช้าตอนนี้ยิ่งบาดเจ็บหนักขึ้นทุกก้าว
รถติดยาวเป็นหางยาว ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวแล้วก็ยังไม่ขยับ ลินยืนรอใต้ป้ายรถเมล์ที่รั่วซึม น้ำฝนไหลย้อยลงมาจากหลังคาเปียกเสื้อผ้าเธอจนชุ่ม ผมหางม้าที่มัดเรียบร้อยตั้งแต่เช้าตอนนี้ยุ่งเหยิง เปียกสยายติดแก้มและคอ
“โอ๊ยยย… ทำไมฝนต้องตกหนักขนาดนี้ด้วย” เธอพึมพำกับตัวเอง มือกุมแฟ้มแน่นพยายามกันน้ำฝนไม่ให้ซึมเข้าไป
สี่สิบนาทีต่อมาจึงเห็นรถเมล์ ลินโหนตัวขึ้นรถที่แน่นขนัด กลิ่นตัวคนเปียกฝนปนกลิ่นอาหารจากร้านข้างทางลอยคละคลุ้ง
เธอนั่งชิดหน้าต่าง มองวิวเมืองที่พร่ามัวไปด้วยฝน ใจคิดถึงบ้านที่สุโขทัย คิดถึงแม่ที่กำลังนอนรอโอนเงินเดือนนี้ คิดถึงพ่อที่ยังติดเหล้าแต่เธอไม่เคยเลิกหวัง
เมื่อลงจากรถที่หน้าทางเข้าโรงแรมแกรนด์ ริเวอร์ไซด์ เวลาเกือบเจ็ดโมงแล้ว ฝนยังไม่หยุด
ลินวิ่งฝ่าเม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนฟ้าจะถล่มโลก แฟ้มในมือเธอเปียกชุ่มไปครึ่งหนึ่ง เสื้อเชิ้ตสีครีมที่บางเบาติดเนื้อแนบสนิทกับผิว กระโปรงยาวเปียกหนักจนยึดติดกับขา
เธอผลักประตูทางเข้าอาคารใหญ่ของโรงแรม กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกไม้สดและน้ำหอมราคาแพงลอยอบอวล ภายในหรูหราเกินบรรยาย โคมไฟระย้าคริสตัลสะท้อนแสงระยิบระยับ พื้นหินอ่อนขัดมันวาว พนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีครีมยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ
แต่เธอ… ดูเหมือนคนแปลกหน้าที่หลงเข้ามาในโลกที่ไม่ใช่ของเธอ
เธอเดินก้มหน้าไปยังห้องบอลรูมใหญ่ที่จัดงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท ภคภูมิ พร็อพเพอร์ตี้ เสียงดนตรีคลาสสิกเบา ๆ ดังลอยมาไกล ๆ เสียงหัวเราะและบทสนทนาของคนชั้นสูงปะปนกัน
ลินหยุดยืนหน้าประตูบานใหญ่ ใจเต้นแรง
“ส่งเอกสาร… แค่ส่งเอกสาร… แล้วกลับบ้าน” เธอพูดกับตัวเองราวกับจะปลอบใจ
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวเข้าไป ฝนที่ยังตกหนักจากด้านนอกทำให้เธอต้องเช็ดน้ำฝนที่ไหลย้อยลงมาจากผมและใบหน้า แว่นหนาเตอะของเธอพร่ามัว เธอถอดแว่นออกเช็ดด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา
และในวินาทีนั้นเอง…
ธนัช ภคภูมิ ที่ยืนคุยกับคู่ค้าญี่ปุ่นอยู่ใกล้ระเบียงกระจก มองเห็นเธอ
ชายหนุ่มหยุดพูดกลางคัน ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่สาวตัวเล็กที่ยืนเปียกปอนตรงประตู
ผมที่ปกติมัดหางม้าอย่างเรียบร้อย ตอนนี้สยายเปียกติดแก้ม ริมฝีปากแดงระเรื่อเพราะความหนาวและความอับอาย เสื้อเชิ้ตที่เปียกติดตัวเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน กระโปรงยาวที่เปียกหนักยึดติดกับสะโพกและต้นขา…
เป็นครั้งแรกที่ธนัช ภคภูมิ รู้สึกถึง “ความสวย” ที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์เลขานุการแสนเชยของเธอ
และเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความหึงหวงที่พุ่งทะยานขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
หึงหวง และ… ต้องการ
“คุณธนัช ?” คู่ค้าชาวญี่ปุ่นเรียกเบา ๆ เมื่อเห็นเขาหยุดพูดกลางคัน
ธนัชไม่ตอบ เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะข้าง ๆ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางเข้า ก้าวยาว ๆ ที่เร็วและหนักแน่น
ลินยังไม่ทันรู้ตัว เธอกำลังก้มหน้าเช็ดน้ำฝนจากใบหน้าด้วยหลังมือ มืออีกข้างยังกุมแฟ้มเอกสารที่เปียกชุ่มไว้แน่น
“ลิน” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นตรงหน้า
ลินสะดุ้งสุดตัว มองขึ้นไปแล้วก็ชะงัก ธนัชยืนอยู่ตรงนั้น สูทสีเทาเข้มยังเรียบกริบ ไม่มีรอยยับแม้แต่เส้นเดียว ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชา ดวงตาจ้องมองเธอเขม็งจนเธอรู้สึกเหมือนถูกจับตัว
“คุณ… คุณธนัช” ลินพูดเสียงสั่น มือยกแฟ้มขึ้นบังอกโดยไม่รู้ตัว “เอกสาร… เอกสารชุดสำหรับคู่ค้าญี่ปุ่นค่ะ หนู… หนูเอามาส่งตามที่สั่ง”
เธอพยายามยื่นแฟ้มให้ แต่ธนัชไม่รับ เขายื่นมือไปจับข้อมือเธอแทน สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ของเขาทำให้ลินตัวแข็งทื่อ
15:00 น. ณ ห้องทำงาน Co-CEO ชั้นสูงสุดหลังจบงานแถลงข่าวอันแสนวุ่นวาย อลิสาและคิรากรก็ปลีกตัวกลับขึ้นมายังห้องทำงานใหม่ที่ถูกออกแบบให้กว้างขวางและหรูหราสมฐานะโต๊ะทำงานไม้มาฮอกกานีตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมหน้าต่างกระจกใสบานยักษ์ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงได้แบบพาโนรามาก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูดังขึ้น อลิสากำลังยืนพิงขอบโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มือบางถือแฟ้มเอกสารรายงานสรุปการควบรวมกิจการ“เข้ามาได้ค่ะ” อลิสาส่งเสียงอนุญาตประตูเปิดออกเพียงครึ่งเดียว เลขาฯ สาวหน้าใหม่วัยใสเดินหอบแฟ้มเอกสารเข้ามาด้วยท่าทีประหม่า เธอเพิ่งมารับตำแหน่งและยังเกร็งกับบารมีของมาดามอลิสาสุด ๆ“เอ่อ... บอสคะ นี่คือเอกสารรายชื่อบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่ต้องเซ็นอนุมัติภายในวันนี้ค่ะ” เลขาฯ สาวรายงานเสียงสั่นนิด ๆ สายตาลอบมองไปรอบ ๆ ห้อง“แล้ว... ท่านประธานคิรากรล่ะคะ เมื่อกี้ดิฉันเห็นท่านเดินเข้ามาพร้อมบอส...”“อ๋อ... คิรากรเขากำลัง... 'จัดการเอกสารสำคัญ' อยู่ใต้โต๊ะน่ะ”อลิสาตอบด้วยน้ำเสียงรา
“เราควบรวมบริษัทของเรากันเถอะครับ...” คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง“ให้ผมได้ดูแลคุณ ในฐานะหุ้นส่วนชีวิต ในฐานะผู้ชายที่รักคุณ... และในฐานะสามี... แต่งงานกับผมนะครับ อลิสา”หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวย อลิสามองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังรอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก เธอพยักหน้าช้า ๆ พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง“ตกลงค่ะ... คิรากร”ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี เขารีบสวมแหวนเพชรลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนจะลุกขึ้นสวมกอดอลิสาไว้แน่น อุ้มเธอหมุนไปรอบ ๆ ด้วยความดีใจราวกับเด็ก ๆ เสียงหัวเราะของทั้งสองคนดังก้องประสานไปกับเสียงคลื่น“แต่จำไว้นะคะ...” อลิสากระซิบข้างหูเขา ขณะที่เขาวางเธอลงบนพื้น“ถึงเราจะแต่งงานกัน หรือควบรวมบริษัทกันแล้ว... แต่ในห้องแดง ฉันก็ยังเป็น 'นายหญิง' ของเธอเหมือนเดิม !”คิรากรหัวเราะร่วน เขากดจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างแสนรัก“แน่นอนครับ... และคืนนี้ ผมก็อยากจะฉลองสถานะใหม่ของเรา ด้วยการแสดงความเคารพต่อว่าที่ภรรยาและน
อลิสาแกล้งวนลูปการทรมานนี้หลายรอบ เธอเร่งเครื่องสั่นให้เขาใกล้เสร็จ แล้วก็หยุดทันที จนกระทั่งคิรากรน้ำตาคลอและตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง“ดีมาก... ทนได้ดี” เธอพูดด้วยน้ำเสียงชม “ตอนนี้... ฉันจะให้รางวัลคุณ”อลิสาลดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเขา เธอปลดตะขอกางเกงขาสั้นของเขา แล้วงัดแก่นกายที่แข็งตึงแดงก่ำออกมา“ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาด” เธอสั่งขณะที่มือเรียวของเธอจับมันไว้ “ถ้าเสียงดังจนคนข้างล่างได้ยิน... ฉันจะไม่ให้คุณเสร็จทั้งคืน”คิรากรพยักหน้ารัว ๆ ดวงตาแดงก่ำจากทั้งความเสียวและความกลัวอลิสาเริ่มรูดรั้งแก่นกายของเขาอย่างรวดเร็วและแน่น เธอมองใบหน้าของเขาที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านที่ถูกกักไว้มานานคิรากรเกร็งตัวสุดชีวิต เขาพยายามกลั้นเสียงร้องลั่นไว้ให้ได้ แต่ร่างกายที่ถูกทรมานมานานจนถึงขีดสุด ทำให้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป“อึก... อื้อออ... อื้มมม ! !”เสียงครางที่ถูกกลั้นไว้ดังอู้อี้ผ่านลูกบอลซิลิโคน ขณะที่ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง น้ำขาวขุ่นกลิ่นคาวพุ่งทะลักออกมาอ
ราวกับรู้ตัวว่าถูกมอง อลิสาหันมาสบตาคิรากร เธอปั้นหน้าเชิด เลิกคิ้วขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำลูกน้องเข้าโซนที่พักไป ทิ้งให้คิรากรต้องลอบกลืนน้ำลาย สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นความเป็น ‘ลูกหมาขี้หึง’ เอาไว้ให้ลึกที่สุด23:00 น. ณ ระเบียงห้องพัก VIP ชั้น 3ค่ำคืนนี้ ทางรีสอร์ตจัดปาร์ตี้ริมหาดให้ทั้งสองบริษัท เสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานและเสียงหัวเราะของพนักงานดังก้องไปทั่วชายหาดอลิสาปลีกตัวกลับขึ้นมาบนห้องพักก่อน เธออาบน้ำชำระล้างคราบทรายและสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดีหญิงสาวเดินถือแก้วค็อกเทลออกมายืนรับลมทะเลที่ระเบียงห้องซึ่งมองลงไปเห็นงานปาร์ตี้ด้านล่างได้อย่างชัดเจนสวบ... แกรก...เสียงบางอย่างดังขึ้นจากระเบียงฝั่งที่ติดกัน อลิสาขมวดคิ้ว ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาดำร่างใหญ่กำลังปีนข้ามแผงกั้นระเบียงกระจกฝ้าที่สูงเกือบสองเมตรข้ามมายังฝั่งของเธอ !“คิรากร ! เธอทำบ้าอะไรเนี่ย !” อลิสากระซิบเสียงหลง รีบวางแก้วค็อกเทลแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวชายหนุ่มกระโดดตุ้บล
แต่สัญชาตญาณของนายหญิงไม่มีวันยอมแพ้ใครง่าย ๆ !ในจังหวะที่คิรากรกำลังหลงมัวเมากับรสจูบและคลายแรงบีบที่ข้อมือของเธอลงเล็กน้อย อลิสาก็ฉวยโอกาสนั้นทันที เธอเผยอปากขึ้น แล้วจงใจ 'กัด' ลงบนริมฝีปากล่างของเขาอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือด !“อั้ก !” คิรากรสะดุ้งสุดตัว เผลอปล่อยมือออกจากข้อมือของเธอพริบตาเดียว อลิสาก็ใช้ทักษะป้องกันตัวที่เคยเรียนมา คว้าคอเสื้อของเขา อาศัยจังหวะที่เขาเสียสมดุล เหวี่ยงร่างสูงใหญ่ของฉลามหนุ่มให้ล้มหงายหลังลงไปกระแทกกับโซฟาตัวกว้างที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง !ตุ้บ ! !คิรากรจุกจนพูดไม่ออก ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวลุกขึ้น อลิสาก็กระโดดตามขึ้นไปขี่คร่อมทับหน้าท้องแกร่งของเขาทันที สองมือบางกดล็อกข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้กับพนักโซฟาเหนือศีรษะ นัยน์ตาสีน้ำตาลวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งโทสะและราคะที่ผสมปนเปกัน“คิดจะกบฏงั้นเหรอ คิรากร...”อลิสาหอบหายใจแรง หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลง เลือดที่มุมปากของเขาทำให้เธอดูอันตรายและงดงามราวกับปีศาจสาว“คิดว่าใช้กำลังแค่นี้ แล้วจะกดผู้หญิงอย่า
เธอยกขาข้างหนึ่งขึ้นวางบนขอบเก้าอี้ที่เขานั่ง มือที่ถือเครื่องสั่นขยับเร็วและแน่นขึ้น ขณะที่สายตายังคงจ้องมองใบหน้าของคิรากรที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน“มันดีกว่าตอนที่เธอทำซะอีก...” อลิสาครางเสียงหวาน “ดูสิว่าฉันเปียกแค่ไหน... โดยที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย”คิรากรดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามขยับสะโพกเพื่อหาที่เสียดสี แต่เชือกที่มัดเขาไว้กับเก้าอี้แน่นเกินไป แก่นกายที่แข็งตึงจนปวดร้าวภายใต้กางเกงสแลคกลับไม่มีทางได้รับการปลดปล่อย เขาทำได้เพียงมองดูนิ้วและเครื่องสั่นของเธอที่กำลังทำหน้าที่แทนเขา“นายหญิง... ขอร้อง... ให้ผม... ให้ผมเลียเถอะครับ... ลิ้นผม... หรือนิ้วผม... ผมจะทำดี... ผมสัญญา... แค่... แค่ให้ผมแตะต้องคุณ... ได้โปรด...”อลิสาไม่ตอบ เพียงแต่เร่งจังหวะมือให้เร็วขึ้น ร่างกายของเธอสั่นเทาและครางเสียงหลงมากขึ้นเรื่อย ๆ“ดูให้ดี... คิรากร...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหอบหายใจ“นี่คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างเธอ... ฉันไม่ต้องการคุณ... ฉันไม่ต้องการใคร... อืมมม...
“กินต่อเถอะ ยังไม่ถึงสองทุ่ม งานยังอีกเยอะ”ลินพยายามก้มหน้ากินข้าวต่อ แต่รสชาติทุกอย่างเหมือนฝุ่นทราย เธอแอบมองเขาผ่านแว่นหนาเตอะ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาของธนัชตอนนี้ดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย… หรือเธอคิดไปเอง ?เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงทั้งคู่นั่งตรวจเอกสารด้วยกันบนโต๊ะประชุมยาว ธนัชอธิบายงานด้วยน้ำเสี
ธนัชถอนมือกลับช้า ๆ แต่สายตายังจ้องเธอไม่วาง“พรุ่งนี้หลังห้าโมง อย่าลืมนะ” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจก มองฝนที่ยังตกหนักลินนั่งนิ่ง มือกุมอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว เธอไม่รู้ว่าคืนนี้คือจุดเริ่มต้นของอะไรแต่ธนัชรู้ดีและเขากำลังเริ่ม “เร่งเร้า” อย่างช้า ๆ โดยที่เธอยังไม่ทันรู้ตัวเขาหั
“เปียกขนาดนี้” เขาพูดเสียงต่ำ “ทำไมไม่พกร่มมาด้วย”ลินอึ้ง “หนูไม่ทันคิดว่าฝนจะตกหนัก… แล้วหนูก็รีบ…”ก่อนที่เธอจะพูดจบ เสียงหัวเราะดังและหยาบคายก็ดังขึ้นจากด้านข้าง“เฮ้ยยย สาวน้อยคนนี้เปียกปอนเลยนะ งานเลี้ยงปีใหม่ของภคภูมิมีของขวัญแบบนี้ด้วยเหรอ?”ผู้ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ในสูทสีน้ำเงินเข้มที่ดูเมามา
ฝนเมืองกรุงเทพมหานครในตอนเจ็ดโมงครึ่ง แม้ไม่ได้ตกหนัก แต่กลับทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะจนน่ารำคาญใจลินกำลังยืนอยู่หน้าตึกกระจกสูงห้าสิบชั้น มือข้างหนึ่งยกปิดหน้าผากที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เสื้อเชิ้ตสีครีมตัวบางราคาสองร้อยเก้าสิบบาทแนบติดหลังตั้งแต่ลงรถเมล์มา“โอ้ย… สูงเป็นบ้าเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนรีบ







