LOGIN@สนามบินอู่ตะเภา
สองวันต่อมา…
10:30 น.
“เดี๋ยวกูไปเอารถ แล้วเข้าไปเช็กอินเลยนะ” ไอ้หมอไวน์สะกิดบอกผมขณะเดินมาถึงหน้าเกตเวย์
“อือ”
“มึงจะเอาไรเพิ่มก็พิมพ์มา” ไอ้วาโยเสริม ก่อนพวกมันจะพากันเดินแยกไปอีกทางด้วยความสดใสร่าเริง ไม่เข้าใจว่าจะร้องตามกันมาทำห่าอะไร ดีนะ…ที่ไอ้น้องชายสามตัวนั่นไม่ว่าง ไม่งั้นนะ...เตรียมปวดหัวรอเลย
ผมถอนหายใจแรงด้วยความเอือมระอา ก่อนจะควักมือถือออกมาต่อสายหาลูกน้องคนสนิท
ไม่นานมันก็รับสาย
[รออยู่หน้าสนามบินแล้วครับ]
การโทรสิ้นสุดโดยไม่มีการตอบกลับจากผม หลังจากรู้ตำแหน่งที่อยู่ชัดเจน ปลายเท้าขยับก้าวตรงดิ่งไปยังประตูทางออกทันที
ตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามาทำงานกับพีพีเอ็นเต็มตัว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่บริษัทจัดขึ้น
ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติ ความจริงผมก็ได้ยินผ่านหูอยู่บ้าง ตั้งแต่เรื่องที่ผมเข้าบริษัททุกวัน หรือแม้แต่เรื่องที่ผมสั่งเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง ที่เดิมทีมันไม่ค่อยสะดวกนัก
แต่ก็ทำได้แค่พูดนั่นแหละ ไม่มี
จังหวะนี้ผมรีบก้าวเท้ายาวเพื่อไปเก็บกระเป๋าน้อยที่พื้นใส่ไว้ในแจ็คเก็ตตัวเองและเดินปกติไปทางโซนของบอร์ดบริหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ไม่นานไอ้เตก็วิ่งตามมาจนทัน และใช่ว่ามันจะจบ“แล้วนายไปมีสัมพันธไมตรีกับสัตว์โลกตอนไหน เมื่อก่อนยังเห็นไล่เตะหมาอยู่เลย”ใช้ชีวิตว่าลำบากแล้วนะ เสือกมาเจอไอ้พวกที่อยู่ห้อมล้อมความจำดีกันทั้งนั้นแต่ละตัว…จดจำไว้เป็นสตอรี่เลยมั่งอะไรที่ทำเหี้ยๆ ไว้เนี่ย จำเก่งเหลือเกิน“กูเคยทำแบบนั้น?” ผมแสร้งเป็นจำไม่ได้“ฮั่นแน่ เถียงไม่ได้ ละแกล้งความจำเสื่อมขึ้นมาทันที” ไอ้เตทักท้วงอย่างรู้ทัน แต่ใครสน นั่นมันเมื่อก่อน กาลเวลาเปลี่ยน คนเรามันก็เปลี่ยน…เปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วยนะผมยังคงหลุดยิ้มได้ทุกครั้งที่คิดถึงความสุขเดียวที่มี“แต่ตอนนี้กูรู้สึกว่าเริ่มชอบหมาขึ้นมาแล้ววะ”พูดจบผมเลื่อนมือขึ้นตบไหล่ไอ้คนที่ขมวดคิ้วเป็นปมจนยากจะแก้สองสามที ก่อนจะเดินต่อด้วยความสบายใจ[Part Plernta]
นอกจากนี้ผมยังแอบเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากมันในบางมุม คล้ายกับคนที่ถือไพ่เหนือกว่า หรือว่ามันรู้อะไร“หลังจากจบกิจกรรมบริษัท เขามีไรต่อ” ผมเริ่มประเด็นใหม่ หลังจากที่ปล่อยให้บรรยากาศภายในรถเงียบไปนานหลายนาทีสำคัญคือผมทนต่อสถานการณ์ที่แสนอึดอัดไม่ไหว เพราะไอ้เตแม่งเอาแต่ปรายตามองผมไม่หยุด เหมือนมันจะพอรู้อะไรบ้างแล้วแหละ“ก็ฟรีสไตล์ มีปาร์ตี้ริมสระ แล้วก็มีบางกลุ่มออกไปตี้ข้างนอก”“...” ผมแค่พยักหน้ารับ ไม่ได้ตอบอะไรความจริงหมาน้อยบอกไว้ชัดเจนแล้วว่าจะอยู่กับกลุ่มปาร์ตี้ริมสระ ซึ่งผมก็ขัดไม่ได้ การออกข้างนอกไปกับใครก็ไม่รู้อาจเป็นเรื่องที่แย่กว่า เพราะผมไม่สามารถที่จะตามติดเธอได้ มันเสี่ยงเกินไปและการที่ผมจะปรากฏตัวในปาร์ตี้ของกลุ่มพนักงาน ดูเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ไม่มีบอร์ดบริหารคนไหนเขาทำกัน“เออ ผมล็อกห้องไว้ให้แล้วนะ” ไอ้เตพูดขึ้นในตอนที่เลี้ยวรถเข้าที่หมาย“กูไม่นอนนี่” การอยู่ที่นี่ยิ่งทำอะไรลำบากเข้าไปใหญ่ เพราะงั้นการเปิดพูลวิลล่าอีกหลังใกล้ๆ เป็นอะไรที่เหมาะส
@สนามบินอู่ตะเภาสองวันต่อมา…10:30 น.“เดี๋ยวกูไปเอารถ แล้วเข้าไปเช็กอินเลยนะ” ไอ้หมอไวน์สะกิดบอกผมขณะเดินมาถึงหน้าเกตเวย์“อือ”“มึงจะเอาไรเพิ่มก็พิมพ์มา” ไอ้วาโยเสริม ก่อนพวกมันจะพากันเดินแยกไปอีกทางด้วยความสดใสร่าเริง ไม่เข้าใจว่าจะร้องตามกันมาทำห่าอะไร ดีนะ…ที่ไอ้น้องชายสามตัวนั่นไม่ว่าง ไม่งั้นนะ...เตรียมปวดหัวรอเลยผมถอนหายใจแรงด้วยความเอือมระอา ก่อนจะควักมือถือออกมาต่อสายหาลูกน้องคนสนิทไม่นานมันก็รับสาย[รออยู่หน้าสนามบินแล้วครับ]การโทรสิ้นสุดโดยไม่มีการตอบกลับจากผม หลังจากรู้ตำแหน่งที่อยู่ชัดเจน ปลายเท้าขยับก้าวตรงดิ่งไปยังประตูทางออกทันทีตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามาทำงานกับพีพีเอ็นเต็มตัว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่บริษัทจัดขึ้นซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติ ความจริงผมก็ได้ยินผ่านหูอยู่บ้าง ตั้งแต่เรื่องที่ผมเข้าบริษัททุกวัน หรือแม้แต่เรื่องที่ผมสั่งเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง ที่เดิมทีมันไม่ค่อยสะดวกนักแต่ก็ทำได้แค่พูดนั่นแหละ ไม่มี
ผมง้างแก้วเปล่าขึ้นทันที เตรียมพร้อมจะปล่อยไปที่หัวมันตอนไหนก็ได้จนในที่สุด…“เออๆ ไปก็ได้” คนถูกไล่ลุกออกไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ และพอมันกำลังจะดึงปิดประตู ผมไม่ลืมส่งสัญญาณมือให้มันกดล็อกด้วยนี่สิที่เรียกว่าโล่งของจริง…สายตาผมลากกลับมาโฟกัสคนตัวเล็กข้างๆ ทันทีพอไม่ได้ใกล้หลายวัน ก็มีความรู้สึกเกิดขึ้นมากมาย หลักๆ ก็คิดถึงนั่นแหละ“ทำไมช้า ไปไหนกันมา” ผมถามขณะยกมือวางบนหัว ออกแรงโยกไปมาด้วยความเอ็นดูผมสะดุ้งเฮือกตอนถูกปาค้อนอันใหญ่ใส่ ขมวดคิ้วคิดย้อนไปว่าทำอะไรผิดอีกว่ะวินาทีต่อมาเธอยื่นหน้าเข้าใกล้ เพื่อสูดดมตามเนื้อตัว ก่อนจะดึงตัวขึ้นตั้งตรง ขยับริมฝีปากถาม“สูบอะไรขนาดนี้ ไหนบอกไม่ค่อยได้สูบแล้วไง”“ฉันไม่ได้สูบ” ผมปฏิเสธ พลางจับเสื้อตัวเองขึ้นดม ซึ่งมันก็กลิ่นแรงจริงๆ นั่นแหละไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น“ไม่เนียนค่ะ”“งั้นพิสูจน์” แต่ใครจะยอมรับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อคนตัวเล็กย่นคิ้วมองผมด
“หือ จะรีบไปไหน” ไอ้วาโยหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ก่อนมันจะออกแรงดึงให้ผมนั่งลงที่เดิมผมตวัดตามองพร้อมส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความหงุดหงิดและไม่ใช่แค่นั้นมันยังชะโงกหน้าไปส่งสัญญาณให้ว่าที่น้องสะใภ้พาตัวแปรสำคัญเข้ามาอีกด้วยปรากฏรอยยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์แทบจะพร้อมกันในตอนที่สองสาวเดินมาหยุดยืนข้างโซฟาไอ้วาโยยังออกแรงลากผมขยับเข้าไปใกล้มัน เพื่อให้มีที่เหลือเพียงพอสำหรับอีกหนึ่งคนก่อนที่มิณจะดันไหล่เพื่อนสนิทนั่งลงข้างผมตามสเต็ปแบบไม่ต้องรอคำสั่ง เหมือนพวกมันสื่อสารกันด้วยจิตวิญญาณได้ และมิณก็พาตัวเองไปนั่งข้างว่าที่สามีอย่างสบายใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมสะบัดมือออกจากไอ้เพื่อนเวรเกลียดการทำงานเป็นทีมของพวกแม่งนี่ซะจริงผมถอนหายใจแรงพลางโคลงศีรษะไปมาพร้อมรับชะตากรรมตัวเอง เตรียมตบหน้าผากรอเลย หายนะ…หายนะชัดๆ“ไง หายดีแล้วเหรอ” เสียงทักทายจากไอ้หมอไวน์ ส่งผลให้คนตัวเล็กข้างๆ ผม สะดุ้งเล็กน้อย“คะ…ค่ะ หายแล้ว” อาการประหม่าถูกแสดงออกมาเด่นชัด แน่นอนว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาสำห
[Part Peerakan]19:30 น.@Sosay Pub ผมชะงักเล็กน้อยในตอนที่เปิดประตูห้องประจำเข้ามาแล้วเห็นเพื่อนตัวเองนั่งก้มหน้ากดหน้าจอสี่เหลี่ยมกันครบทีม ขาดก็แต่ไอ้เจ้าของผับคนเดียว ข้อมือถูกยกขึ้นเพื่อดูเวลาเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คิ้วหนาเลื่อนเข้าหากันด้วยความสงสัยทันที ปกติเวลานี้ต้องเหลือแค่ไอ้หมอคนเดียวนะ ส่วนไอ้พวกที่มีเมีย ไม่เคยเห็นโผล่หัวมาเวลานี้สักทีแล้ววันนี้มันเกิดอาเพศอะไรขึ้นตอนนี้ไม่มีใครสนใจผมสักคน เพราะกำลังจริงจังกับโลกออน์ไลน์ในมือถือตัวเองอยู่“ทำไมวันนี้รวมตัวกันเร็วจังวะ” ผมเอ่ยถามขณะทิ้งตัวลงนั่งข้างไอ้วาโย ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นไอ้แม็กซ์กับไอ้หมอไวน์ โซฟาตัวเล็กที่ตั้งปิดซ้ายและขวา เป็นที่ของไอ้ยูตะและไอ้ธาม ตามลำดับ“เมียไม่อยู่” ไอ้แม็กซ์ตอบทั้งที่ยังก้มหน้าพลางขยับนิ้วรัวลงหน้าจอ“แล้วมึง?” คราวนี้ผมหันมาหาไอ้คนข้างๆ ที่มีลักษณะไม่ต่างกัน ง่ายๆ คือทุกคนในที่นี้อยู่ในท่าทางเดียวกันหมด“ก็ไปอยู่กับเมียไอ้ห่านั่นแหละ” ไอ้ห่านั่





![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

