Masukชานระเบียงหน้าบ้านยังคงเปิดรับ แม้จะเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวแต่บ้านของพีหลังนี้ก็มีพื้นที่สำหรับรับแขกที่มากในระดับที่น่าพอใจ มันไม่กว้างหรือแคบเกินไปแต่ก็มีข้อดีตรงที่โควิดยังกัดกินเข้ามาไม่ถึงตรงนี้ ฝนที่เริ่มตกหนักบวกกับลมที่พัดรุนแรงถูกหลังคาเสริมเหล็กด้านบนขวางกั้นเอาไว้หมด ด้วยความบริสุทธิ์ใจจากมุมมองภายนอก แพรวเห็นหยดน้ำเป็นสายธารหลากลงมาตามร่องกระเบื้องมุงหลังคา ก่อนจะหยดลงมาเป็นสายตกกระทบชิ่งลงดินเกิดเป็นควันฟดฟู่
.
“ฟู่~~~~!”
.
“อ๊ายยย! ถ้าโดนเข้าไปผิวเราเป็นรอยแน่!”
นักศึกษาสาวคิดในใจ พลันเบี่ยงตัวตะแคงข้างกระโจนขึ้นไปเหยียบบนชานระเบียงที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด
.
โดยลืมไปซะสนิทว่าพื้นดังกล่าวเป็นไม้ ลำพังแค่ก้าวขึ้นไปเหยียบเบา ๆ เหมือนตอนแรก ไม้ระแนงที่รับน้ำหนักตัวก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเลือนลั่นแล้ว แต่นี่เล่นกระโดดขึ้นไปแบบโครม ๆ โถมน้ำหนักตัว คิดเหรอว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบเดียวกัน
.
“แอ๊ดดดดดด!!! , เอี๊ยดดดดดดด! , แอ๊ดดดดดดด!!!”
.
“ชิบหายแล้ว!”
ดวงหน้าสะบัดปอยผมเปียก ๆ กระพรือสลวยก่อนจะมองไปในทิศเบื้องขวา ณ ตำแหน่งที่ห่างจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ราว 2 - 3 เมตร แน่นอนว่ามันคือจุดที่พ่อของพีเคยนอนขวางอยู่ล่าสุด เป็นวงกบประตูที่เปรียบเสมือนทางเข้าออกทางเดียวของบ้านไม้หลังนี้
.
และตอนนี้พ่อของพีก็ยังคงนอนขวางอยู่แบบนั้น ต่างกันแค่ดวงตาของแกที่สว่างโพลงขึ้นมา เพราะเสียงฝีเท้าอันก้องดังเมื่อครู่
.
“หืม..ม..ม..เสียงอะไรเอะอะ?”
.
เปลือกตาเผยอขึ้นสะลึมสะลือ ภาพที่เบลอเริ่มชัดเจนขึ้นจนเห็นเป็นเรือนร่างของผู้หญิงที่แสนจะคุ้นเคย ทรวดทรงองเอวเว้าได้รูป หน้าอกนูนเด่นเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล บวกกับฝนที่ทำให้เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกชุ่มจนกลายเป็นชุดแนบเนื้อสุดเซ็กซี่ มีหรือที่พ่อจะทนนอนต่อไปไหว แกประกบฝ่ามือสองข้างแนบเข้ากับวงกบ พลางพยุงตัวเองลุงขึ้นนั่งขัดสมาธิ ต่อด้วยการขยี้ตาถี่ยิบเพื่อพิสูจน์ทราบและพิจารณา
.
“เฮ้!”
“เธอไม่ใช่แม่หนู Grab food คนเดิมแล้วนี่?”
“ตอนนั้นผมไม่ได้ยาวแบบนี้.. แล้วใบหน้าก็..”
“แบบ.. บ.. ?”
.
ป้องสายตาจ้องเขม็งเพ่งอีกที พ่อเหมือนจะคลับคล้ายคลับคลากึ่งคาใจ กระทั่งมีฟ้าผ่าฉาดใหญ่แฉลบฟาดลงมาอีกเปรี๊ยง!
.
“โครมมมมมมมม!!!!”
.
“ว๊ายยยยย!!! , กรี๊ดดดดดดดด!!!”
.
ดันกลายเป็นแพรวที่แผดเสียงกรี๊ดออกมาแบบลืมตัว กรี๊ดไม่กรี๊ดเปล่ายังหลับหูหลับตากระโดดพรวด ๆ เข้ามาด้านหน้า โดยไม่ทันคิดว่าตอนนี้มีลุงขี้เมากำลังวางแผนจะปล้ำตัวเองอยู่ ซึ่งพอมารู้ตัวอีกทีก็ไม่ทันซะแล้วหลังทั้งสองเผชิญหน้ากัน!
.
“อะ.. เอิ่ม.. พ่อคะคือ.. หนูขอหลบฝนหน่อยนะคะ”
ประนมมือจรดหน้าผากพยายามก้มตัวให้ต่ำ ปิดบังนวลนมที่เปียกจนเกือบโป๊ แถมยังตีหน้ายิ้มเฝื่อนให้เหมือนกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีภาพความเซ็กซี่ใด ๆ
.
ทว่าคนเป็นพ่อนี่สิที่เปลี่ยนท่าทีไปเลย ไม่หรอก! แกไม่ได้หื่นอย่างที่แพรวคิดสักนิด กลับกันเพราะจู่ ๆ บุคลิกแกก็สุภาพขึ้นมาซะเฉย ๆ หลังจากที่ได้จ้องมองใบหน้ากับทรงผมของเธอคนงามอยู่นานสองนาน ก่อนจะอุทานขึ้นว่า
.
“นุช?!”
“นี่นุชนี่? นุชใช่ไหม?”
.
“หืม.. เปล่าค่ะหนูแพรวเพื่อนของพีค่ะพ่อ”
.
“ไม่จริง! เธอคือนุชเมียรักของฉัน กลับมาหาฉันแล้วใช่ไหมที่รัก ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน~!”
.
“ไม่ใช่ค่ะ.. หนูแค่จะมาขอหลบฝนเฉย ๆ ลุงจำคนผิดแล้ววว!”
.
แพรวเริ่มสืบเท้าหนีสุภาพห่าเหวอะไรล่ะ คิดไว้แล้วเชียวว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์คงทำให้ไว้ใจใครไม่ได้ ลุงก็ยังเป็นลุงแกคงยังเมาอยู่สติสตังค์เลยเลอะเลือนจนจำคนนั้นคนนี้สลับกันไปทั่ว มิหนำซ้ำยังเร่งฝีเท้าตาเหลือกตาลานเข้ามาหา
.
“มา ๆ ๆ เข้ามาในบ้านก่อน เดี๋ยวฉันหาน้ำหาท่าให้กินเปลี่ยนชุดเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ในที่สุดเธอก็กลับมาหาฉันจนได้ ฉันไม่โกรธไม่เคืองอะไรเธอแล้วล่ะนุช”
ร่ายยาวเป็นฉาก ๆ พูดเองเออเองแบบไม่แคร์คนฟัง แถมยังเดินไปคว้าแขนแพรวให้เดินเข้ามาในบ้านแบบไม่มีทีท่าว่าจะบังคับขู่เข็ญเหมือนตอนแรกที่ได้พบกันเลย
.
บางทีพ่อของพีอาจจะคิดว่าแพรวเป็นคนอื่นไปแล้ว แพรวได้ยินเต็มสองหูว่าเธอถูกเรียกว่า “นุช” ซึ่งเป็นชื่อของคุณแม่ของพี ที่ทิ้งพีไปตั้งแต่ตอนที่เขายังอายุเพียงแค่ 5 ขวบ
.
“เอ่อ.. อ.. อ.. อ.. ลุงคะ.. คือหนูไม่ใช่?”
.
“ไม่ใช่อะไรเล่า! เข้ามาก่อนเถอะฝนตกน่ะข้างนอกมันอันตราย พีโตเป็นหนุ่มแล้วด้วยนะ เป็นเด็กที่เรียนเก่งมากเลย ถ้าเธอได้เห็นเขาล่ะก็เธอต้องภูมิใจในตัวเขาแน่ ๆ ฉันน่ะเล่าเรื่องเธอให้เขาฟังทุกวันเลย..”
.
รังสีความอำมหื่นหายไปหมดสิ้น แม้จะได้กลิ่นแอลกอฮอล์อยู่คละคลุ้งแต่แพรวก็สัมผัสได้ว่า ชายแก่ผมสีดอกเลารายนี้ไม่มีทีท่าที่จะข่มขืนเธอเหมือนตอนที่เห็นเธอเป็น Grab อีกต่อไป ท่าทางของเขากลายเป็นคนแก่ใจดีที่พร้อมจะเทคแคร์คนที่ชื่อนุชแบบหมดหัวใจ แล้วก็น่าจะดีกว่าไหม? ถ้าเธอจะสวมรอยปล่อยเลยตามเลยไปสักพัก เพื่อประวิงเวลาให้ฝนหยุดตกแล้วค่อยหาทางหนีทางอื่น
.
"สัก 10 นาที นานประมาณนี้อย่างน้อยพีก็น่าจะมาถึง หรือไม่ก็ต้องเป็นพวกเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ถึงตอนนั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องห่วง”
แพรวคิดในใจแล้วก็ไม่ขัดขวางอะไรอีกต่อไปด้วย กลับกลายเป็นตัวเธอซะอีกที่เดินตามคุณลุงเข้าไปในบ้านต้อย ๆ ประหนึ่งนักศึกษาสาวที่เต็มใจขึ้นโรงแรมไปนอนกับอาเสี่ย ก่อนที่ต่อมาประตูหน้าบ้านจะปิดงับลง
.
“ตรึมมมม!!!”
.
มืดอย่างกับหลับตา สาบานได้ว่าพ้นระยะหนึ่งฝ่ามือตรงหน้าแพรวก็มองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว มือถูกจูงไปช้า ๆ ระหว่างนั้นก็สัมผัสได้ว่าพื้นที่เหยียบอยู่มันเริ่มกลายเป็นสโลปที่เฉียงองศาลงไปเรื่อย ๆ จนคล้ายกับเดินจมลงไปในดิน ผนังแคบจนผิดวิสัย บางจังหวะที่เดินอยู่ไหล่ยังครูดเข้ากับผนังจนต้องเผลอตกใจสะดุ้ง
.
นี่มันบ้านอะไรกันเนี่ยะ! มันลึกลับซะจนไม่เหมือนกับบ้านคนที่มองเข้ามาจากภายนอก พีไม่เคยบอกเรื่องนี้กับแพรวมาก่อนและบางทีนี่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่เขาพยายามร้องเตือนเธออยู่ตลอดว่า “อย่าเข้าไปในนั้น” , “อย่าเข้าไปเจอกับพ่อ” สสารสองสิ่งนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายปริศนา มันเร้นลับจนทำให้ผู้หญิงตัวบาง ๆ จวนจะเป็นบ้าตายอยู่รำไร แพรวกลัวจริงเธอไม่ได้แสดง อากาศเริ่มเย็นลงทุกที มิหนำซ้ำเสียงฝนตกกับเสียงฟ้าร้องที่ดังแสนดังก็กลับเบาลงกลายเป็นเงียบเชียบ
.
“พ่อคะ.. พ่อ.. อ.. อ..”
หญิงสาวกระซิบ
.
“อะไรรึ?”
.
“ฮือ.. หนูกลัว..ว..ว..ว..”
.
“ชู่ววว~! กลัวทำไม นี่คือบ้านที่เราลงมือสร้างด้วยกันไงนุชจำไม่ได้เหรอ?”
.
เสียงพ่อเย็นเฉียบจนน่าขนลุก แพรวแทบไม่ปริปากอะไรเลยหลังจากนั้นได้แต่เฝ้าภาวนาว่าอย่าให้ตัวเองคิดผิด ทั้งที่ถ้านับกันจริง ๆ แล้วเธอเองก็คิดผิดมาไม่ต่ำกว่า 3 - 4 หน มือเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใจเต้นเร็วเหลือเชื่อ อันเป็นผลมาจากการเดินที่ยาวนาน และจนป่านนี้ก็ยังมองไม่เห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์แม้แต่นิดเดียว
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







