LOGIN“เอาล่ะ! ถึงแล้ว เลิกกลัวได้แล้ว”
.
กำปั้นหนาทุบเข้ากับฝาผนังด้านข้าง และเพียงชั่วเสี้ยวอึดใจทุกอย่างรอบตัวก็สว่างโพลงขึ้น กลายเป็นภาพของห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์อันทันสมัย สายไฟระโยงระยางหน้าจอสถานะต่าง ๆ กระพริบวูบวาบราวกับห้องแล็บของคณะวิทย์ มีการจัดสรรเป็นโซนเป็นล็อคอย่างดี มีห้องนั่งเล่น , ห้องน้ำ , ห้องทำงาน , ห้องครัว ทำให้แพรวถึงกับต้องยืนอึ้งอยู่พักใหญ่
.
เธอปล่อยมือออกจากพ่อแล้วลองมองกลับไปข้างหลังดู ทำให้พบว่าก็ยังคงมืดตึดตื๋ออยู่เหมือนเดิม มิหนำซ้ำพอลองก้าวเท้าตามเข้ามาโดยพลัน จู่ ๆ ประตูอัตโนมัติก็เลื่อนเข้ามาปิดให้เองราวกับเซเว่นอีเลฟเว่น ดีที่ไม่มีเสียงติ๊งหน่อง แต่แค่นี้ก็ถือว่ามากพอแล้วที่จะทำให้เธอสับสน เรียนตามตรงว่าบริเวณดังกล่าวเหมือนกับห้องใต้ดินที่มีระบบการถ่ายเทอากาศเป็นอย่างดี อย่าว่าแต่โควิดเลยลึกขนาดนี้แม้แต่ขีปนาวุธก็ทำอะไรบังเกอร์นี้ไม่ได้
.
“ใช่! บังเกอร์! ที่นี่เหมือนบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยอะไรแนวนั้นไม่มีผิด! นี่พ่อแอบสร้างไว้เหรอคะ?!”
หญิงสาวเปล่งวาจาขึ้นถาม
.
ในขณะที่ลุงกลับเดินตรงเข้าไปยังส่วนที่กั้นไว้เป็นห้องนั่งเล่น พร้อมกับกวักมือเรียก
.
“ทำเป็นลืมไปได้โถ่เอ๊ย นี่น่ะคือห้องแล็บของเราไงนุช”
“พวกเราเคยทำงานให้บริษัท AP แต่ก็ต้องถูกไล่ออกเพราะเหตุอันไม่คาดฝัน เธอเลยนำโปรเจคที่ค้างอยู่กลับมาสานต่อที่นี่ แล้วก็ปิดทุกอย่างไว้เป็นความลับจำไม่ได้เหรอ?”
“แต่ก็ช่างมันเถอะ! มาสิ! มานั่งพักตรงนี้ก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย อุตส่าห์กลับมาทั้งทีเดี๋ยวฉันจะเข้าไปเอาผ้าเช็ดตัวมาให้นะ”
.
“อะ.. เอิ่ม.. ม.. ค่ะ”
แพรวรับลูกสวมรอย ด้วยความสัตย์จริงว่าเธอเองก็สงสัยอยู่ว่าพ่อของพีดื่มอะไรเข้าไปถึงได้เพี้ยนหนักเหลือเกิน แต่ครานั้นเธอก็ไม่ได้คิดว่าพ่อโกหกหรอก เพราะหลักฐานก็เห็นอยู่ทนโท่ โถงใต้ดินแบ่งพื้นที่ 70% เป็นห้องแล็บ มีโต๊ะวางของ , มีหลอดแก้วสำหรับใส่สารเคมี , บิกเกอร์ , ตะเกียงแอลกอฮอล์ , แล้วก็มีหน้าจอแสดงค่าต่าง ๆ ที่แพรวเองก็ไม่เข้าใจ ส่วนบริเวณที่เป็นโซนสำหรับพักผ่อนก็กินพื้นที่รวมกันแค่ 30% จากโถงใต้ดินทั้งหมดเท่านั้น
.
ซึ่งพอเอามารวมเข้ากับชุดข้อมูลที่พีเคยบอก ว่าพ่อของเขาเคยเป็นทีมนักวิจัยของบริษัท AP มาก่อนทุกอย่างก็ลงล็อคพอดี แพรวจำสติกเกอร์องค์กรที่แปะอยู่หลังรถกระบะบุโรทั่งที่จอดอยู่ข้างบนได้ เพียงแต่เธอไม่คิดมาก่อนว่าพ่อของพีจะยังทำงานแบบลับ ๆ และซ่อนทุกอย่างไว้ใต้ดินตรงนี้อยู่
.
เธอจุ่มก้นลงบนโซฟา พยายามกวาดสายตามองรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์
.
“(ไป ๆ มา ๆ ดันไม่อยากจะหนีแฮะ ที่นี่น่าสนใจมากอย่างกับในหนังสายลับแหนะ กลับขึ้นไปเล่าให้ใครฟังคงไม่มีใครเชื่อ แล้วก็ไม่แน่ว่าบางทีไอ้บ้านไม้ผุ ๆ พัง ๆ ข้างบนก็อาจจะเป็นแค่ตัวหลอก มันอาจะเป็นแค่พร็อบเอาไว้ตบตาผู้คนทั้งที่ความจริงแล้ว พ่ออีพีอาจจะไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ข้างบนเลยก็ได้ ใต้ดินตรงนี้ต่างหากที่เป็นที่อยู่อาศัยหลัก)”
.
“(แล้วไหนจะเรื่องราวของแม่ที่ชื่อว่านุชอีก พีไม่เคยพูดถึงแม่ให้เราฟังเลยนี่นา ตายห่าล่ะ! นี่ฉันกลายเป็นเรดี้ขี้เสือกแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันควรจะมานั่งรับรู้เรื่องอะไรเหล่านี้ไหม พีก็ปลอดภัยแล้ว แล้วยาคุมฉุกเฉินของฉันล่ะเรื่องตัวเองยังไม่เคลียร์เลยนะแพรว!?)”
.
หล่อนพรั่นพรึงกับตัวเองในใจ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าพอสถานการณ์ภายนอกเริ่มปลอดภัยในหัวก็เลยฟุ้งซ่าน เดชะบุญที่คุณลุงแกเดินโซเซออกมาจากห้องพักพอดี แถมไม่ได้มามือเปล่า ผ้าขนหนูที่ว่าจะไปเอาก็ไม่ได้เอามา แต่ดันมาพร้อมกับสมุดบันทึกไดอารี่แล้วก็อัลบั้มรูปแทน
.
“อั๊ก.. ก.. ก อึก.. ก.. ก นุชจ๋านี่คือบันทึกที่ฉันจดไว้ แล้วก็รูปภาพของพีลูกรักของเรา ฉันจดทุกอย่างเอาไว้เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะกลับมา.. อึก.. ก.. ก.. ก”
“แล้ววันนี้ก็มาถึง.. อั๊ก.. ก.. ก.. ก”
สะอึกเป็นพัก ๆ น้ำเสียงตะกุกตะกัก ประหนึ่งว่าที่เข้าไปในห้องนั้นได้กระดกเติมลงท้องไปอีกกลม
.
แพรวก็เลยรู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะอาจดูไม่เข้าท่าไปหน่อยหากเธอจะผิดมารยาทอ่านอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น เธอก็เลยพยายามที่จะเลี่ยง
.
“เอ่อ.. คือพ่อคะหนูไม่ใช่คุณนุชค่ะ.. หนูชื่อแพรวเป็นเพื่อนของพี.. หนูแค่..”
.
“อ๊อ! ผ้าเช็ดตัวใช่ไหม?! อั๊ยย่ะ! ลืมไปซะสนิทเลยฉันต้องไปเอาผ้าเช็ดตัวให้เธอนี่ รออีกแป๊บนะ!”
.
พ่องมึงตาย! “อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา” เห็นทีจะเป็นสำนวนไทยที่เข้าใกล้กับสิ่งนี้เป็นที่สุด เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะแทนที่แกจะเดินย้อนกลับไปที่ห้องเหมือนเก่า แกกลับดันเดินโซซัดโซเซเข้าไปในครัวซะอย่างงั้น ไปยืนคุยกับตู้เย็นต่ออีกสักพัก แล้วถึงได้เปิดมันออกมาจนเห็นเป็นไอเย็นโพยพุ่ง ไหนล่ะผ้าเช็ดตัว? พูดอะไรไปเหมือนสมองจะจำไม่ได้ ตอนนี้พ่อของพีก็เลยกลายเป็นไอ้แก่ขี้เหล้า มากกว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสายตาของเพื่อนลูก
.
“คออ่อนดื่มเหล้าแดง.. คอทองแดงกินเหล้าขาว.. คอเด็กสาวดื่มน้ำโค้ก.. อืม.. ม.. ม.. เธอจะดื่มอะไรดีล่ะนุช?”
สะบัดหน้าหันมาถาม ดวงตาแดงก่ำแต่ยังคงแฝงไปด้วยความหวังดี
.
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ..”
แพรวตอบแกมยิ้มแห้ง
.
ด้วยเพราะเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าลุงขึ้เมาก็แค่แกล้งถามไปส่ง ๆ จะเป็นไปได้ยังไงก็ในเมื่อตู้เย็นทั้งตู้แม่งมีแต่ขวดเบียร์เต็มไปหมด สาบานได้ว่าแพรวนี่คิดถึงพีขึ้นมาเลย ทักษะขี้เมาของเขาแทบไม่ต้องสืบก็รู้ว่าคงถ่ายทอดมาทางรหัสพันธุกรรม
.
พ่อของกระเทยหนุ่มตัวดำกินเหล้าต่างน้ำ ความเมาที่แผ่ซ่านน่าจะทำให้เขาลืมภรรยาที่จากกันไปนานแสนนานลงได้ แกก็เลยมีแต่ดื่มแล้วก็ดื่ม ขวดพร้อมแก้วพร้อม ลีโอเหน็บรักแร้ขวา ช้างเหน็บรักแร้ซ้าย ปากคาบแก้วเดินย่องแย่งเอามาวางลงตรงโต๊ะไม้เล็ก ๆ ด้านหน้าโซฟาเบื้องหน้าแพรว
.
“ตรึม!!!”
ดั่งเหมือนจงใจกระแทก แต่เปล่าหรอกไม่ได้เจตนาดูหมิ่นดูแคลนอะไรทั้งสิ้น พ่อก็แค่เมาจนกะน้ำหนักมือตัวเองไม่ถูก
.
“เบียร์เย็น ๆ จะทำให้เราอุ่นขึ้น แอนติบอดี้ในร่างกายมีค่าเป็นเบสเมื่อทำการควบแน่นกับกรดอะซิติกที่ทรานซิสชั่นออกมาจากแอลกอฮอล์ นั่นจะทำให้เธอรู้สึกดี~ ฟิน~ เหมือนถึงจุดสุดยอด~ อัก.. ก.. ก.. อึก.. ก.. ก.. นี่คือของขวัญต้อนรับการกลับบ้านจากฉัน~ โอเคมั้ย~!”
.
“จ๊อก.. ก.. ก.. ก..”
จัดแจงรินเบียร์ใส่แก้วให้เรียบร้อย พลางยื่นส่งให้แพรวเองกับมือ
.
ฝั่งหญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ เจอสำนวนคำพูดแบบนักวิทย์เข้าไป ถึงจะรู้ว่ามีลูกมั่วตบตาอยู่บ้างแต่แพรวก็ไม่อยากที่จะขัดน้ำใจ ดื่มพอเป็นมารยาทหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง พ่อคงไม่มอมเธอหรอก เพราะดูลักษณะแล้วอีกไม่นานคงจะเป็นเขาเองต่างหากที่น่าจะตกเป็นภาระของเธอ ขี้คร้านฟื้นสติขึ้นมาจะหาว่าแพรวบุกรุกเอาสิไม่ว่า
.
“อึก.. ก.. ก.. ก ๆ ๆ”
.
“อ่าาา~ หวานมากค่ะพ่อ”
“แล้วพ่อล่ะคะไม่เอาสักหน่อยเหรอ?”
.
นี่สิคนจริง! หล่อนท้ากลับราวกับอยากวัดรอยเท้า
.
“จุ ๆ ๆ นู๊ชชชช นุช!.. นุช!.. นุช!.. นุช!”
“เธอนี่ช่างไม่รู้อะไรเลย จากไปนานจำไลฟ์สไตล์ฉันไม่ได้ซะแล้ว อืม.. ม.. ม.. , อัก.. ก.. ก.. ก”
“แฮ่มมม.. แก้วน่ะมันใช้กับฉันไม่เคยพอหรอก..ก..ก คนดี~!”
.
จบประโยคดังกล่าวสีหน้าแพรวก็ถึงกับเปลี่ยนสี เธอวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะข้างกันกับสมุดไดอารี่และอัลบั้มรูป พลันจ้องมองการกระทำของพ่อพีแบบไม่วางตา
.
ชายรุ่นใหญ่ผมสีดอกเลากระเสือกกระสนตัวเองกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เขาเดินอ้อมโต๊ะตัวใหญ่ที่มีไว้ใช้ทานอาหาร พลันค่อย ๆ สอดมือเข้าไปยังช่องว่างด้านหลังระหว่างผนังกับตู้เย็น ก่อนจะได้ออกมาเป็นเสาเหล็กเล็ก ๆ ที่มีตะขออยู่ส่วนปลายด้านบน แล้วก็มีล้อสำหรับเลื่อนอยู่ด้านล่าง ใช่แล้ว! มันก็คือเสาให้น้ำเกลือที่เราเคยเห็นตามโรงพยาบาลนั่นแหละ แต่ของเหลวที่อยู่ในถุงกลับไม่ใช่น้ำเกลือหรือวิตามิน , ไม่ใช่เลือด , ไม่ใช่ยา , แต่เป็นเหล้าล้วน ๆ
.
“เอี๊ยดดดดดด..!”
เสียงลากล้อดังลากยาว พ่อจัดแจงจอดมันไว้ที่ข้างโต๊ะกินข้าว เหยียบเก้าอี้ขึ้นไปเทสุราเติมลงไปในถุงให้ล้นทะลัก ตามติดมาด้วยการไล่ลมสายยางแล้วก็ตรวจเช็คว่าเข็มแหลมพอหรือไม่
.
“ไง.. เริ่มจำได้แล้วใช่ไหม?”
นั่งลงบนเก้าอี้ กดหน้าลงต่ำจ้องเขม็งเข้ามาในแววตาแพรวที่ทั้งเลิ่กลักแล้วก็หวาดกลัว
.
.
“จึก!!!”
เข็มแหลมทิ่มลงมาบนท้องแขน ปล่อยกระแสสุราไหลธารเข้าสู่กระแสโลหิต แล้วพ่อก็กลับมาฟินอีกครั้ง
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







