Se connecterแสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลับขอบฟ้า เปลี่ยนสีท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ข้าวหอมเดินทอดน่องเข้าไปในซอยลัดหลังมหาวิทยาลัย ในมือหิ้วถุงพลาสติกที่บรรจุกล่องขนมไทยที่เหลือจากการขายวันนี้ เธอตั้งใจจะเอาไปให้ป้าแม่บ้านที่หอพัก แต่ลึกๆ ในใจกลับนึกถึงใบหน้ากวนประสาทของ 'นายวิศวะคอมฯ' คนเมื่อกลางวัน
‘T. AKARADECHPHOKIN... ปากกาบ้าอะไรด้ามละเกือบหมื่น ขี้เก๊กชะมัด’ เธอคิดพลางลูบปากกาสีดำในกระเป๋ากระโปรง
พลันหูของเธอก็แว่วได้ยินเสียงตะโกนห้วนๆ และเสียงดังโครมครามมาจากทางตันข้างโกดังเก่าท้ายซอย ข้าวหอมชะงักเท้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
“ผมบอกว่าไม่เซ็น... ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?”
เสียงนั้น! ข้าวหอมจำได้แม่น ทุ้ม ต่ำ และนิ่งสนิทเหมือนน้ำแข็งที่กำลังจะเชือดเฉือนทุกอย่าง เธอค่อยๆ ย่องไปแอบหลังกองลังไม้เก่าๆ หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก
ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบลืมหายใจ ธันวาคม ในชุดเสื้อช็อปตัวเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้อยู่กับนิก รอบตัวเขามีชายชุดสูทสีดำห้าคนยืนล้อมหน้าล้อมหลัง หนึ่งในนั้นถือเอกสารบางอย่างไว้ ส่วนธันวาคมยืนพิงรถสปอร์ตสีดำคันหรูด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้าน
“คุณธันวาครับ ท่าน ส.จ. สั่งมาว่าที่ดินตรงนี้ต้องเป็นของเราเพื่อทำจุดพักรถโลจิสติกส์สายใหม่ ท่านกำชับว่าต้องให้คุณเซ็นมอบอำนาจแทนท่านในฐานะกรรมการบริษัท” ชายชุดสูทคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งบังคับ
“แล้วพ่อเคยถามเจ้าของที่ดินเขาไหมว่าเขาอยากขายหรือเปล่า?” ธันวาคมแค่นยิ้มเย็น “หรือแค่เห็นว่าเขาลำบาก เลยจะไปกดราคาเขามาทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองเหมือนทุกที”
“นั่นมันเรื่องของธุรกิจครับคุณธันวา หน้าที่ของคุณคือเซ็น อย่าให้พวกผมต้องลำบากใจเลยครับ”
“ถ้าลำบากใจนัก... ก็ลาออกไปซะ” ธันวาคมยืดตัวตรง ดวงตาภายใต้แว่นดำคมกริบจนคนมองต้องถอยกรูด “กลับไปบอกพ่อผมว่า ถ้าอยากได้ที่ดินผืนนี้ ให้เขามาคุยแบบโปร่งใส ไม่ใช่ส่งพวกสุนัขรับใช้มาขู่ชาวบ้านแบบนี้”
“คุณธันวา!” หนึ่งในชายฉกรรจ์เริ่มหมดความอดทน เขาขยับเข้าหาธันวาคมพร้อมกับยกวิทยุสื่อสารขึ้น
แกรก!
เสียงรองเท้าผ้าใบของข้าวหอมเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งดังก้องไปทั่วซอยที่เงียบสงัด
“ใครน่ะ!” ชายชุดสูทหันขวับมาทางกองลังไม้ทันที
ข้าวหอมหน้าซีดเผือด เธอรีบถอยหลังจนเสียหลักล้มลง ถุงขนมไทยในมือร่วงกระจายลงพื้น “อ๊ะ!”
“เห้ย! มีคนแอบฟังว่ะ ไปจับมันมา!”
ธันวาคมตาโตขึ้นชั่วครู่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขารีบก้าวเข้าไปขวางชายชุดสูทคนแรกที่พุ่งตัวออกมา “หยุด! อย่าแตะต้องเธอ!”
ผัวะ!
หมัดหนักๆ ของธันวาคมกระแทกเข้าที่ใบหน้าของชายชุดสูทจนหน้าหงาย การปะทะกันเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้าวหอมตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น มองภาพชายคนหนึ่งที่เธอเพิ่งด่าว่า 'ขี้เก๊ก' กำลังสู้กับชายฉกรรจ์สามคนด้วยตัวเปล่า
ธันวาคมไม่ได้เก่งแค่เรื่องคอมพิวเตอร์ ท่วงท่าการหลบหลีกและการออกหมัดของเขาดูเหมือนคนที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่า ทำให้เขาถูกผลักกระแทกเข้ากับขอบรถสปอร์ตจนเลือดกบปาก
“พี่ธัน! ระวัง!” ข้าวหอมตะโกนลั่นเมื่อเห็นชายอีกคนกำลังจะคว้าไม้หน้าสามแถวนั้นขึ้นมา
ธันวาคมอาศัยจังหวะที่ชายคนนั้นเผลอเตะตัดขาจนล้มลง แล้วรีบวิ่งมาคว้าข้อมือข้าวหอมที่พยายามจะลุกขึ้น
“หนีไปที่รถ! เร็ว!”
เขาพาเธอกระชากเปิดประตูรถสปอร์ตแล้วดันเธอเข้าไปในที่นั่งข้างคนขับ ก่อนที่เขาจะรีบอ้อมไปฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงสนั่นหวั่นไหวแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้กลุ่มชายชุดสูทยืนด่าทออยู่เบื้องหลัง
ภายในรถสปอร์ตที่เงียบสนิท มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศ ข้าวหอมยังคงหอบหายใจรัว มือสองข้างกุมสายเข็มขัดนิรภัยแน่นจนนิ้วขาวซีด
“คุณ... คุณเป็นใครกันแน่?” เธอถามเสียงสั่น พลางเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายที่กำลังขับรถด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือหนึ่งใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก
“ก็แค่... นักศึกษาที่เธอเพิ่งด่าว่าปากเสียเมื่อตอนกลางวันไง” ธันวาคมตอบเสียงนิ่ง แต่คราวนี้มันดูอ่อนแรงลงเล็กน้อย
“นักศึกษาบ้าอะไรมีบอดี้การ์ดมารุมซ้อม! แล้วพวกนั้นเรียกคุณว่า 'คุณธันวา' เรียกพ่อคุณว่า 'ท่าน ส.จ.'...” ข้าวหอมชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณคือลูกชายของ ส.จ. ทรงยศ จริงๆ ใช่ไหม?”
ธันวาคมเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เออ... รู้แล้วก็เงียบไว้ด้วย ถ้าไม่อยากเดือดร้อน”
“ฉันไม่น่าหาเรื่องคุณเลยจริงๆ...” ข้าวหอมพึมพำพลางก้มมองมือตัวเองที่สั่นไม่หยุด “แล้วคุณ... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
ธันวาคมไม่ตอบ แต่เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นรูป ข้าวหอมสังเกตเห็นว่าที่แขนเสื้อช็อปสีน้ำเงินของเขา มีรอยเลือดวงใหญ่ซึมออกมาจนเสื้อเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
“พี่ธัน! แขนพี่เลือดออก!”
“ไกลหัวใจน่า... เรื่องปกติ”
“ปกติบ้าอะไร! เลือดไหลขนาดนั้น จอดรถเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ข้าวหอมสั่งเสียงแข็ง คราวนี้เธอไม่กลัวเขาแล้ว “จอด! ฉันบอกให้จอดไง!”
ธันวาคมจำใจตบไฟเลี้ยวแล้วจอดรถข้างทางใต้แสงไฟถนนที่สลัว ข้าวหอมรีบเอื้อมมือไปจับแขนเขาเพื่อขอดูแผล แต่เขากลับชักแขนหนี
“อย่ามายุ่ง... เดี๋ยวเสื้อเธอเปื้อน”
“เปื้อนก็ซักได้ค่ะ! แต่ถ้าพี่ติดเชื้อตายไป ใครจะคืนปากกาฉัน!” เธออ้างเหตุผลมั่วซั่วพลางดึงแขนเขามาดูจนได้ รอยแผลถูกของแข็งเกี่ยวจนเป็นทางยาวลึก เลือดไหลอาบจนน่ากลัว
ข้าวหอมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบค้นกระเป๋าเป้ของตัวเอง เธอหยิบขวดน้ำดื่มที่ยังไม่ได้เปิด และผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่แม่ปักให้
“เจ็บหน่อยนะ... อดทนหน่อย” เธอพูดเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด
เธค่อยๆ เทน้ำล้างแผลให้เขาอย่างเบามือ ธันวาคมมองการกระทำของยัยเด็กบัญชีนิ่งๆ แสงไฟข้างทางที่ส่องลงมากระทบใบหน้าของเธอ ทำให้เขาเห็นความกังวลและความตั้งใจในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
“ทำไมไม่ปล่อยให้พวกนั้นจับตัวเธอไปล่ะ?” เขาถามขึ้นมาดื้อๆ “ถ้าเธอหนีไปคนเดียวแต่แรก เธอก็ไม่ต้องมาเสี่ยงตายกับผม”
“ฉันไม่ใช่คนใจดำขนาดนั้นนะ!” ข้าวหอมตอกกลับขณะใช้ผ้าเช็ดหน้าพันรอบแผลให้เขา “ถึงพี่จะขี้เก๊ก ปากเสีย และหลงตัวเอง แต่พี่ก็เป็นลูกค้าที่ร้านฉัน... แล้วอีกอย่าง พี่ช่วยฉันไว้ก่อนนี่นา”
“ฉันแค่ไม่อยากให้ 'บั๊ก' ในระบบมันเพิ่มขึ้นแค่นั้นแหละ” ธันวาคมพึมพำคำศัพท์คอมพิวเตอร์ที่เธอไม่เข้าใจ
“พูดเรื่องอะไรของพี่เนี่ย... อะ เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ไปหาหมอด้วยนะ ท่าทางแผลจะลึกพอสมควร”
ข้าวหอมผละออกมานั่งที่เดิม บรรยากาศในรถกลับมาอึดอัดอีกครั้ง ธันวาคมมองผ้าเช็ดหน้าที่พันอยู่ที่แขนเสื้อช็อปของเขา มันดูขัดกับลุคโหดๆ ของเขาอย่างสิ้นเชิง
“ขอบใจ...” เขาพูดเบามากจนแทบไม่ได้ยิน
“คะ? เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะ?” ข้าวหอมแกล้งถาม
“บอกว่าขอบใจ! หูหนวกหรือไงยัยเตี้ย!” ธันวาคมตวาดกลับแก้เขิน ก่อนจะออกรถอีกครั้ง “หอพักเธออยู่ไหน?”
“ไม่ต้องส่งที่หอค่ะ ส่งแค่ปากซอยมหาวิทยาลัยก็พอ ฉันเดินเข้าเองได้”
“อย่ามาอวดเก่ง... ซอยนั้นมันเปลี่ยว ถ้าพวกเมื่อกี้มันดักรอกลางทาง เธอจะทำยังไง?” ธันวาคมถามเสียงดุ “บอกทางมา อย่าให้ผมต้องเสียเวลา”
ข้าวหอมยอมบอกทางแต่โดยดี ตลอดทางเธอกับเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แต่ทุกครั้งที่รถติดไฟแดง เธอจะแอบมองเสี้ยวหน้าของเขาที่ดูเคร่งเครียดตลอดเวลา
‘ลูกชายผู้มีอิทธิพล... ทำไมถึงดูโดดเดี่ยวขนาดนี้กันนะ’
เมื่อรถมาจอดหน้าหอพักสตรีที่ดูค่อนข้างเก่าแต่สะอาด ข้าวหอมเปิดประตูลงจากรถแล้วหันกลับมามองเขา
“พี่ธัน... เรื่องวันนี้ ขอบคุณนะคะที่ช่วยไว้”
ธันวาคมพยักหน้าเล็กน้อย “อืม... แล้วปากกาฉันล่ะ?”
ข้าวหอมล้วงปากกาออกมาส่งคืนให้เขา “อะ... คืนให้ค่ะ ของแพงขนาดนี้ คราวหลังอย่าลืมไว้ที่ร้านข้าวแกงอีกล่ะ”
เขารับปากกามาแล้วมองหน้าเธอครู่หนึ่ง “ข้าวหอม...”
“คะ?”
“วันหลัง... ไม่ต้องตื่นมาทำขนมตั้งแต่ตีสี่หรอก มันอันตราย”
ข้าวหอมอึ้งไป “พี่รู้ได้ไงว่าฉันตื่นตีสี่?”
“ผมบอกแล้วไง... อัลกอริทึมของผมแม่นยำเสมอ” เขาพูดพร้อมกับกระตุกยิ้มที่มุมปากซึ่งคราวนี้มันดูละมุนกว่าทุกครั้ง “ฝันดีนะ... ยัยเด็กบัญชี”
รถสปอร์ตพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้ข้าวหอมยืนอึ้งอยู่หน้าหอพัก หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ มือที่ยังเปื้อนคราบเลือดของเขาเล็กน้อยเผลอไปแตะที่แก้มตัวเองที่ร้อนผ่าว
“อัลกอริทึมบ้าอะไรของพี่... ทำเอาใจฉันรวนไปหมดแล้วเนี่ย!”
บทที่ 6 หกเดือนหลังการลบข้อมูลหกเดือนต่อมา...ณ ตึกสำนักงานใหญ่ของ Akaradech Logistics อาคารกระจกสูงระฟ้าใจกลางสุขุมวิท บรรยากาศภายในห้องประชุมชั้นสูงสุดเคร่งเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ บรรดาบอร์ดบริหารนั่งตัวลีบเมื่อเผชิญหน้ากับประธานบริหารคนใหม่ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทนคุณหญิงดารินชั่วคราวธันวาคม ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าของเขาดูโตขึ้นและเย็นชาขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แว่นสายตากรอบบางสีเงินไม่ได้ช่วยให้ดวงตาคมกริบคู่นั้นดูอ่อนโยนลงเลยแม้แต่น้อย"รายงานผลประกอบการไตรมาสที่สอง... ทำไมตัวเลขกำไรสุทธิถึงติดลบ 5%?" เสียงทุ้มต่ำของธันวาคมดังขึ้น เรียบแต่ทรงพลังจนไม่มีใครกล้าสบตา"คือ... ระบบการกระจายสินค้าใหม่ที่เราซื้อมาจากต่างประเทศมันมีปัญหาเรื่องการจัดเส้นทางครับคุณธันวา" หนุ่มใหญ่หัวหน้าแผนกไอทีตอบเสียงสั่นธันวาคมแสยะยิ้ม หมุนไอแพดในมือไปทางที่ประชุม "ระบบราคา 50 ล้านที่พวกคุณอนุมัติซื้อมา มันฉลาดน้อยกว่าโปรแกรมที่เด็กปี 1 เขียนในวิชาแล็บเสียอีก... ผมสั่งให้ยกเลิกสัญญาเจ้านั้นซะ แล้วใช้ระบบ 'Mali-Node' ที่ผมเขียนขึ้นมาแทน""แต่คุณธันวาครับ... ระบบนั้นมันเป็นของบริษัทโนเนมที่เร
บทที่ 5 แขกไม่ได้รับเชิญบรรยากาศยามบ่ายที่ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” วันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ ไม่ใช่เพราะไม่มีลูกค้า แต่เป็นเพราะรถตู้ Alphard สีดำสนิทที่ติดฟิล์มมืดทึบจอดขวางหน้าร้าน พร้อมชายชุดสูทสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ราวกับจะประกาศอาณาเขต ข้าวหอมที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ถึงกับมือสั่นเมื่อเห็นสตรีวัยกลางคนก้าวลงจากรถคุณหญิงดาริน อัครเดชโภคิน ปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีแชมเปญหรูหรา เครื่องเพชรที่ลำคอและข้อมือล้อแสงแดดจนดูแสบตา เธอเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีเหยียดๆ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าลูกไม้ปิดจมูกราวกับรังเกียจกลิ่นควันไฟ“แม่มะลิวรรณ วรโชติเมธี อยู่ไหม?” น้ำเสียงที่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจดังก้องร้านแม่มะลิที่กำลังยกหม้อแกงอยู่หลังร้านรีบวางมือแล้วเดินออกมา ใบหน้าของแม่ซีดเผือดทันทีที่เห็นแขกผู้มาเยือน “คุณหญิง... คุณหญิงดาริน”“ดีที่ยังจำฉันได้ มะลิวรรณ” คุณหญิงดารินนั่งลงบนม้านั่งไม้เก่าๆ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าปูรองก่อน “ฉันมาที่นี่เพื่อจัดการเรื่อง ‘บั๊ก’ ที่ลูกชายฉันสร้างขึ้น... ซึ่งฉันหมายถึงลูกสาวของเธอ”ข้าวหอมก้าวออกมายืนข้างแม่ทันที ดวงตากลมโตจ้องมองคุณหญิงดารินอย่างไม่ลดละ “คุณหญิงมีธุระอะไร
บทที่ 4 ความลับใต้แสงไฟตึกคอมฯแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์นับสิบจอสว่างวาบอยู่ในห้องปฏิบัติการชั้นบนสุดของตึกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ห้องนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ ธันวาคม ได้รับอนุญาตจากคณบดีให้ใช้เป็นห้องวิจัยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ แต่วันนี้มันกลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะลิและแป้งเด็กเข้ามาเจือปน“พี่ธัน... ทำไมต้องให้ฉันมาที่นี่ตอนสามทุ่มด้วยคะ? พรุ่งนี้ฉันมีสอบควิซวิชาบัญชีเบื้องต้นนะ!”ข้าวหอม บ่นอุบพลางวางถุงใส่น้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยสายไฟและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เธออยู่ในชุดลำลองกางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืดตัวโคร่ง ดูขัดกับบรรยากาศไฮเทคของห้องนี้อย่างสิ้นเชิงธันวาคมไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอที่โค้ดนับพันบรรทัดกำลังรันอย่างบ้าคลั่ง เขาถอดแว่นสายตาออกมาวางพาดไว้บนโต๊ะ เผยให้เห็นนัยน์ตาคมที่ดูเหนื่อยล้าแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น“ก็เพราะเธอกำลังจะสอบไง... ผมถึงให้มาที่นี่” เขาหมุนเก้าอี้กลับมามองหน้าเธอ “ผมสร้างโปรแกรมจำลองงบการเงินและกระแสเงินสดมาให้เธอฝึกทำ จะได้ไม่ต้องไปนั่งท่องจำสูตรโง่ๆ ในตำรา”“พี่เขียนโปรแกรมติวบัญชีให้ฉันเหรอ?” ข้าวหอมเลิกคิ้ว เดินเข้าไปชะโงกหน้ามองจ
บทที่ 3 เจ้าหญิงแห่งร้านข้าวแกงกับนายโลจิสติกส์เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” กลิ่นหอมของพะโล้และผัดเผ็ดปลาดุกโชยไปทั่วบริเวณ ข้าวหอมอยู่ในชุดนักศึกษาเตรียมไปเรียนคาบเช้า แต่ยังคงทำหน้าที่ช่วยแม่ตักแกงใส่ถุงด้วยความขะมักเขม้นบรึ๋น!เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังที่คุ้นหูหยุดกึกที่หน้าร้าน ไม่ใช่รถสปอร์ตคันเมื่อคืน แต่เป็นบิ๊กไบค์คันโตสีดำดุดัน ร่างสูงในเสื้อช็อปวิศวะสีน้ำเงินเข้มก้าวลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกออกเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่วันนี้สวมแว่นสายตาดูละมุนกว่าปกติเล็กน้อย... ถ้าไม่นับพลาสเตอร์ยาที่แปะอยู่บนโหนกแก้มและมุมปาก“พี่ธัน!” ข้าวหอมอุทานเบาๆ จนแม่มะลิที่อยู่หลังร้านชะเง้อหน้าออกมาดู“ใครน่ะลูก? เพื่อนเหรอ?” แม่มะลิถามพลางยิ้มใจดี“เอ่อ... ลูกค้าค่ะแม่” ข้าวหอมตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะหันไปสบตากับคนตัวสูงที่เดินดุ่มๆ เข้ามาหยุดหน้าเคาน์เตอร์ “มาทำไมคะ? ติดใจคั่วกลิ้งหรือติดใจโดนรุมซ้อม?”ธันวาคมไม่ตอบ แต่เขากลับวาง iPad Pro รุ่นล่าสุดลงบนโต๊ะไม้ แล้วหันไปยกมือไหว้แม่มะลิอย่างนอบน้อมจนข้าวหอมอ้าปากค้าง ‘บทจะสุภาพก็ทำได้นี่นา!’“สวัสดีครับแม่ ผมธันวาคม เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของข
บทที่ 2 รอยเลือดบนเสื้อช็อปแสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลับขอบฟ้า เปลี่ยนสีท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ข้าวหอมเดินทอดน่องเข้าไปในซอยลัดหลังมหาวิทยาลัย ในมือหิ้วถุงพลาสติกที่บรรจุกล่องขนมไทยที่เหลือจากการขายวันนี้ เธอตั้งใจจะเอาไปให้ป้าแม่บ้านที่หอพัก แต่ลึกๆ ในใจกลับนึกถึงใบหน้ากวนประสาทของ 'นายวิศวะคอมฯ' คนเมื่อกลางวัน‘T. AKARADECHPHOKIN... ปากกาบ้าอะไรด้ามละเกือบหมื่น ขี้เก๊กชะมัด’ เธอคิดพลางลูบปากกาสีดำในกระเป๋ากระโปรงพลันหูของเธอก็แว่วได้ยินเสียงตะโกนห้วนๆ และเสียงดังโครมครามมาจากทางตันข้างโกดังเก่าท้ายซอย ข้าวหอมชะงักเท้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด“ผมบอกว่าไม่เซ็น... ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?”เสียงนั้น! ข้าวหอมจำได้แม่น ทุ้ม ต่ำ และนิ่งสนิทเหมือนน้ำแข็งที่กำลังจะเชือดเฉือนทุกอย่าง เธอค่อยๆ ย่องไปแอบหลังกองลังไม้เก่าๆ หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอกภาพที่เห็นทำให้เธอแทบลืมหายใจ ธันวาคม ในชุดเสื้อช็อปตัวเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้อยู่กับนิก รอบตัวเขามีชายชุดสูทสีดำห้าคนยืนล้อมหน้าล้อมหลัง หนึ่งในนั้นถือเอกสารบางอย่างไว้ ส่วนธันวาคมยืนพิงรถส
บทที่ 1 อัลกอริทึมที่ผิดพลาดกลิ่นเครื่องแกงใต้คั่วจนได้ที่โชยฟุ้งไปตามลม ปะทะกับจมูกของเหล่าบรรดานิสิตที่เดินผ่านไปมาในซอยข้างมหาวิทยาลัย ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” เป็นตึกแถวไม้เก่าสองคูหาที่ดูธรรมดาแต่กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะในช่วงพักเที่ยงแบบนี้“คั่วกลิ้งหมูราดข้าว เพิ่มไข่ดาวไม่สุกได้แล้วค่ะ! ถุงละ 50 บาทค่ะพี่”กลิ่นประทุม หรือ ข้าวหอม ในชุดนักศึกษาปี 1 ที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง สวมผ้ากันเปื้อนสีหวานทับกระโปรงพลีท มือหนึ่งถือจาน อีกมือตักแกงด้วยความคล่องแคล่ว ใบหน้าจิ้มลิ้มมีหยดเหงื่อซึมตามไรผม แต่ดวงตากลมโตนั้นยังคงทอประกายสดใสตึก... ตึก... ตึก...เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะหนักแน่นที่หน้าร้าน พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายในชุดเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มขบวนใหญ่ นำโดยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีความกดดันออกมาจนนิสิตคนอื่นๆ รอบข้างต้องรีบขยับที่ให้เขาสูงโดดเด่น ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลัก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสีดำดูเย็นชาและอ่านยาก ธันวาคม อัครเดชโภคิน หรือ ธัน เฮดว้ากคณะวิศวะคอมฯ ปี 2 ผู้เป็นความหวังและขั้วอำนาจใหม่ของตระกูลอัครเดชโภคิน“ไอ้







