로그인เมื่อ "อัลกอริทึม" ของลูกชายนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ดันไปประมวลผลพลาดจนตกหลุมรัก "ลูกสาวร้านข้าวแกง" ที่มีดีแค่สูตรลับพริกแกงและความขยัน การคำนวณที่ว่าแม่นยำยังต้องพ่ายให้กับหัวใจที่คอยแต่จะหาเรื่องไปกินข้าวแกงทุกวัน!
더 보기กลิ่นเครื่องแกงใต้คั่วจนได้ที่โชยฟุ้งไปตามลม ปะทะกับจมูกของเหล่าบรรดานิสิตที่เดินผ่านไปมาในซอยข้างมหาวิทยาลัย ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” เป็นตึกแถวไม้เก่าสองคูหาที่ดูธรรมดาแต่กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะในช่วงพักเที่ยงแบบนี้
“คั่วกลิ้งหมูราดข้าว เพิ่มไข่ดาวไม่สุกได้แล้วค่ะ! ถุงละ 50 บาทค่ะพี่”
กลิ่นประทุม หรือ ข้าวหอม ในชุดนักศึกษาปี 1 ที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง สวมผ้ากันเปื้อนสีหวานทับกระโปรงพลีท มือหนึ่งถือจาน อีกมือตักแกงด้วยความคล่องแคล่ว ใบหน้าจิ้มลิ้มมีหยดเหงื่อซึมตามไรผม แต่ดวงตากลมโตนั้นยังคงทอประกายสดใส
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะหนักแน่นที่หน้าร้าน พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายในชุดเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มขบวนใหญ่ นำโดยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีความกดดันออกมาจนนิสิตคนอื่นๆ รอบข้างต้องรีบขยับที่ให้
เขาสูงโดดเด่น ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลัก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสีดำดูเย็นชาและอ่านยาก ธันวาคม อัครเดชโภคิน หรือ ธัน เฮดว้ากคณะวิศวะคอมฯ ปี 2 ผู้เป็นความหวังและขั้วอำนาจใหม่ของตระกูลอัครเดชโภคิน
“ไอ้ธัน ร้านนี้แหละที่ไอ้นิกบอกว่าเด็ด พริกแกงตำเอง แม่ค้าน่ารัก” นรินทร์ หรือ นิก เพื่อนสนิทคนละขั้วเอ่ยพร้อมยิ้มกะล่อน
ธันวาคมไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่ปรายตมองสภาพร้านที่ดู ‘ธรรมดา’ เกินกว่าชีวิตของทายาทนักการเมืองและเจ้าของธุรกิจอสังหาฯ จะเคยสัมผัส เขาเดินไปหยุดที่หน้าตู้กระจกจ้องมองถาดอาหารตรงหน้าเหมือนกำลังวิเคราะห์โค้ดคอมพิวเตอร์
“รับอะไรดีคะ... พี่วิศวะ?” ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นถาม ทันทีที่สบตากับดวงตาคมคู่นั้น หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ‘หล่อ... แต่หน้าดุอย่างกับจะมาทวงหนี้’
ธันวาคมไม่ตอบในทันที เขาหยิบแบงก์พันออกมาวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างถือดี
“เอาคั่วกลิ้ง... ราดข้าว สองที่” เสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทสั่งการ
“รอสักครู่นะคะ” ข้าวหอมรับเงินมาแล้วหันไปตักอาหารอย่างรวดเร็ว “คั่วกลิ้งร้านหนูเผ็ดนะคะ พี่กินเผ็ดได้ใช่ไหม?”
“ถามแปลกๆ น้อง” นิกสอดขึ้นยิ้มๆ “ไอ้ธันมันพวกฮาร์ดคอร์ กินอะไรก็ต้องสุด โค้ดก็ต้องเป๊ะ แกงก็ต้องเผ็ด”
ธันวาคมไม่ได้สนใจคำหยอกล้อของเพื่อน สายตาของเขาเลื่อนไปมองถาดใส่ขนมหวานข้างๆ ที่มีขนมสีทองอร่ามวางเรียงราย “นั่นขนมอะไร?”
“ทองหยิบค่ะ ฉันทำเองเมื่อเช้า รับไปลองชิมไหมคะ?” ข้าวหอมนำเสนอพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ทำให้ผู้ชายครึ่งร้านแทบละลาย
แต่ไม่ใช่กับธันวาคม... เขามองมันด้วยสายตาว่างเปล่า “หวานไป... ไม่ชอบ”
รอยยิ้มของข้าวหอมชะงักค้าง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะวางจานข้าวลงตรงหน้าเขาแรงกว่าปกติเล็กน้อยจนเสียงจานกระทบโต๊ะดัง ปึก!
“ถ้าไม่ชอบหวาน ก็ไม่จำเป็นต้องกินค่ะ แต่คั่วกลิ้งนี่เผ็ดนะคะ เผ็ดเหมือนปากคนแถวนี้เลยค่ะ... เชิญค่ะ!”
กลุ่มนิสิตวิศวะที่ตามมาถึงกับเงียบกริบ นิกอ้าปากค้าง ไม่เคยมีใครกล้า ‘จิก’ เพื่อนเขาตรงๆ ขนาดนี้มาก่อน
ธันวาคมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหนากระตุกยิ้มที่มองไม่ออกว่าเป็นความพอใจหรือโมโห “ทอนเงินด้วย... ยัยเด็กบัญชี”
“ทราบแล้วค่ะ... ท่าน สส. น้อย” ข้าวหอมตอกกลับพลางหยิบเงินทอนใส่ถาดกระแทกไปข้างหน้าเขา “เงินทอนเก้าร้อยบาทเป๊ะ ตรวจสอบได้นะคะ เผื่ออัลกอริทึมสมองพี่จะประมวลผลช้า”
ธันวาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั่นครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนหน้าห่างจากข้าวหอมเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยมาเตะจมูกเธอจนตั้งตัวไม่ติด
“อัลกอริทึมของผมแม่นยำเสมอ... รวมถึงการประมวลผลว่าเธอกำลังพยายาม ‘เรียกร้องความสนใจ’ จากผมด้วยหรือเปล่า?”
“พี่ธัน!” ข้าวหอมหน้าร้อนวูบ “หลงตัวเองไปหน่อยมั้งคะ ฉันทำมาค้าขายค่ะ ไม่ได้ทำอาชีพดักควายแถวตึกวิศวะ!”
“ไอ้ธัน... พอแล้วๆ น้องเขาหน้าแดงหมดแล้ว” นิกรีบเข้ามาแทรกกลางก่อนที่สงครามจะปะทุไปมากกว่านี้ “ไปกินเถอะ เดี๋ยวข้าวเย็นหมด”
ธันวาคมยอมผละออกมาแต่โดยดี เขาหยิบเงินทอนใส่กระเป๋าเสื้อช็อปแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมร้านโดยไม่ละสายตาไปจากร่างเล็กที่ยืนกัดปากตัวเองด้วยความเคือง
“ไอ้ธัน มึงไปหาเรื่องน้องเขาทำไมวะ” นิกถามขณะตักข้าวเข้าปาก “แต่เออ... คั่วกลิ้งแม่มเด็ดจริงว่ะ เผ็ดร้อนถึงใจ”
ธันวาคมตักแกงเข้าปากช้าๆ ความเผ็ดร้อนที่ซึมลึกเข้าไปในลิ้นทำให้เขาชะงัก รสชาติมันซับซ้อนและกลมกล่อมอย่างเหลือเชื่อ มันไม่ใช่แค่เผ็ด แต่มันมีความใส่ใจซ่อนอยู่ในนั้น... เหมือนยัยเด็กหน้าหวานนั่น
“รสชาติ... ไม่เลว” เขากระซิบเบาๆ
“แค่นั้นเหรอ?” นิกเลิกคิ้ว “กูเห็นมึงจ้องน้องเขาเหมือนจะกินหัว หรือจริงๆ อยากกินอย่างอื่น?”
ธันวาคมไม่ได้ตอบ เขาเหลือบมองข้าวหอมที่กำลังหัวเราะร่าเริงอยู่กับลูกค้าโต๊ะอื่น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเธอ ความคล่องแคล่ว และความสดใสนั่นมันเหมือน ‘บั๊ก’ ที่โผล่เข้ามาในระบบที่เย็นชาและแห้งแล้งของเขา
ทันใดนั้นเอง... โทรศัพท์เครื่องหรูของธันวาคมสั่นครืด เขากดรับสายด้วยสีหน้าที่กลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง
“ครับพ่อ... ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องไปงานเย็นนี้... ไม่ต้องส่งคนมาคุม ผมจัดการตัวเองได้”
เขากดวางสายด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่ต้องกลับไปสวมหน้ากาก ‘ลูกชายสส.’ ทำให้รสชาติอาหารที่เคยอร่อยดรอปลงไปทันที
“นิก... เช็คบิล”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินกลับไปที่หน้าตู้กระจกอีกครั้ง ข้าวหอมมองเขาด้วยสายตาแวงๆ “อะไรคะ? จะเคลมว่าเจอเส้นผมหรือไง?”
ธันวาคมไม่ได้พูดอะไร เขาหยิบธนบัตรใบละร้อยอีกใบวางลงบนตู้ “เอาขนมที่เธอว่า... ใส่ถุงมาให้หนึ่งชุด”
“อ้าว... ไหนบอกว่าไม่ชอบหวาน?” ข้าวหอมเลิกคิ้วถามอย่างกวนๆ
ธันวาคมจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “เอาไปแก้เผ็ด... ปากเธอไง”
“พี่ธัน!”
ข้าวหอมทำหน้ายุ่งแต่ก็ยอมคีบทองหยิบใส่กล่องให้อย่างดี เธอส่งถุงขนมให้เขา มือของทั้งสองบังเอิญสัมผัสกันเพียงครู่เดียว กระแสไฟฟ้าบางอย่างแล่นผ่านจนข้าวหอมต้องรีบชักมือกลับ
ธันวาคมรับขนมมาแล้วเดินออกไปจากร้านทันที นิกตะโกนบอกลาข้าวหอมไล่หลัง “พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะน้องข้าวหอม! เพื่อนพี่มันชอบของเผ็ด!”
ข้าวหอมยืนมองตามแผ่นหลังกว้างของคนในเสื้อช็อปสีน้ำเงินนั่นไปจนสุดสายตา เธอพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อระบายความร้อนที่ใบหน้า
“คนอะไร... นิสัยเสียชะมัด”
เธอบ่นอุบ แต่อดไม่ได้ที่จะแอบมองไปที่โต๊ะที่เขาเพิ่งลุกไป บนโต๊ะไม้ตัวนั้น ธันวาคมลืมปากกาสีดำด้ามหนึ่งไว้ ข้าวหอมหยิบมันขึ้นมาดู มันเป็นปากการาคาแพงที่มีตัวอักษรสลักไว้สั้นๆ ว่า
‘T. AKARADECHPHOKIN’
“ธันวาคม อัครเดชโภคินงั้นเหรอ...” ข้าวหอมพึมพำชื่อนั้นเบาๆ “นามสกุลคุ้นๆ เหมือนพวกนักการเมืองที่แม่ชอบด่าในทีวีเลยแฮะ”
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า... อัลกอริทึมของโชคชะตาได้เริ่มทำงานแล้ว และมันกำลังจะดึงเธอเข้าไปสู่วงโคจรที่ซับซ้อนยิ่งกว่าโค้ดคอมพิวเตอร์บทไหนๆ ในโลกของเขา
บทที่ 6 หกเดือนหลังการลบข้อมูลหกเดือนต่อมา...ณ ตึกสำนักงานใหญ่ของ Akaradech Logistics อาคารกระจกสูงระฟ้าใจกลางสุขุมวิท บรรยากาศภายในห้องประชุมชั้นสูงสุดเคร่งเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ บรรดาบอร์ดบริหารนั่งตัวลีบเมื่อเผชิญหน้ากับประธานบริหารคนใหม่ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทนคุณหญิงดารินชั่วคราวธันวาคม ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าของเขาดูโตขึ้นและเย็นชาขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แว่นสายตากรอบบางสีเงินไม่ได้ช่วยให้ดวงตาคมกริบคู่นั้นดูอ่อนโยนลงเลยแม้แต่น้อย"รายงานผลประกอบการไตรมาสที่สอง... ทำไมตัวเลขกำไรสุทธิถึงติดลบ 5%?" เสียงทุ้มต่ำของธันวาคมดังขึ้น เรียบแต่ทรงพลังจนไม่มีใครกล้าสบตา"คือ... ระบบการกระจายสินค้าใหม่ที่เราซื้อมาจากต่างประเทศมันมีปัญหาเรื่องการจัดเส้นทางครับคุณธันวา" หนุ่มใหญ่หัวหน้าแผนกไอทีตอบเสียงสั่นธันวาคมแสยะยิ้ม หมุนไอแพดในมือไปทางที่ประชุม "ระบบราคา 50 ล้านที่พวกคุณอนุมัติซื้อมา มันฉลาดน้อยกว่าโปรแกรมที่เด็กปี 1 เขียนในวิชาแล็บเสียอีก... ผมสั่งให้ยกเลิกสัญญาเจ้านั้นซะ แล้วใช้ระบบ 'Mali-Node' ที่ผมเขียนขึ้นมาแทน""แต่คุณธันวาครับ... ระบบนั้นมันเป็นของบริษัทโนเนมที่เร
บทที่ 5 แขกไม่ได้รับเชิญบรรยากาศยามบ่ายที่ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” วันนี้ดูเงียบเหงากว่าปกติ ไม่ใช่เพราะไม่มีลูกค้า แต่เป็นเพราะรถตู้ Alphard สีดำสนิทที่ติดฟิล์มมืดทึบจอดขวางหน้าร้าน พร้อมชายชุดสูทสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ราวกับจะประกาศอาณาเขต ข้าวหอมที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ถึงกับมือสั่นเมื่อเห็นสตรีวัยกลางคนก้าวลงจากรถคุณหญิงดาริน อัครเดชโภคิน ปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีแชมเปญหรูหรา เครื่องเพชรที่ลำคอและข้อมือล้อแสงแดดจนดูแสบตา เธอเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีเหยียดๆ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าลูกไม้ปิดจมูกราวกับรังเกียจกลิ่นควันไฟ“แม่มะลิวรรณ วรโชติเมธี อยู่ไหม?” น้ำเสียงที่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจดังก้องร้านแม่มะลิที่กำลังยกหม้อแกงอยู่หลังร้านรีบวางมือแล้วเดินออกมา ใบหน้าของแม่ซีดเผือดทันทีที่เห็นแขกผู้มาเยือน “คุณหญิง... คุณหญิงดาริน”“ดีที่ยังจำฉันได้ มะลิวรรณ” คุณหญิงดารินนั่งลงบนม้านั่งไม้เก่าๆ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าปูรองก่อน “ฉันมาที่นี่เพื่อจัดการเรื่อง ‘บั๊ก’ ที่ลูกชายฉันสร้างขึ้น... ซึ่งฉันหมายถึงลูกสาวของเธอ”ข้าวหอมก้าวออกมายืนข้างแม่ทันที ดวงตากลมโตจ้องมองคุณหญิงดารินอย่างไม่ลดละ “คุณหญิงมีธุระอะไร
บทที่ 4 ความลับใต้แสงไฟตึกคอมฯแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์นับสิบจอสว่างวาบอยู่ในห้องปฏิบัติการชั้นบนสุดของตึกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ห้องนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ ธันวาคม ได้รับอนุญาตจากคณบดีให้ใช้เป็นห้องวิจัยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ แต่วันนี้มันกลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะลิและแป้งเด็กเข้ามาเจือปน“พี่ธัน... ทำไมต้องให้ฉันมาที่นี่ตอนสามทุ่มด้วยคะ? พรุ่งนี้ฉันมีสอบควิซวิชาบัญชีเบื้องต้นนะ!”ข้าวหอม บ่นอุบพลางวางถุงใส่น้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยสายไฟและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เธออยู่ในชุดลำลองกางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืดตัวโคร่ง ดูขัดกับบรรยากาศไฮเทคของห้องนี้อย่างสิ้นเชิงธันวาคมไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอที่โค้ดนับพันบรรทัดกำลังรันอย่างบ้าคลั่ง เขาถอดแว่นสายตาออกมาวางพาดไว้บนโต๊ะ เผยให้เห็นนัยน์ตาคมที่ดูเหนื่อยล้าแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น“ก็เพราะเธอกำลังจะสอบไง... ผมถึงให้มาที่นี่” เขาหมุนเก้าอี้กลับมามองหน้าเธอ “ผมสร้างโปรแกรมจำลองงบการเงินและกระแสเงินสดมาให้เธอฝึกทำ จะได้ไม่ต้องไปนั่งท่องจำสูตรโง่ๆ ในตำรา”“พี่เขียนโปรแกรมติวบัญชีให้ฉันเหรอ?” ข้าวหอมเลิกคิ้ว เดินเข้าไปชะโงกหน้ามองจ
บทที่ 3 เจ้าหญิงแห่งร้านข้าวแกงกับนายโลจิสติกส์เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ร้าน “แม่มะลิข้าวแกง” กลิ่นหอมของพะโล้และผัดเผ็ดปลาดุกโชยไปทั่วบริเวณ ข้าวหอมอยู่ในชุดนักศึกษาเตรียมไปเรียนคาบเช้า แต่ยังคงทำหน้าที่ช่วยแม่ตักแกงใส่ถุงด้วยความขะมักเขม้นบรึ๋น!เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังที่คุ้นหูหยุดกึกที่หน้าร้าน ไม่ใช่รถสปอร์ตคันเมื่อคืน แต่เป็นบิ๊กไบค์คันโตสีดำดุดัน ร่างสูงในเสื้อช็อปวิศวะสีน้ำเงินเข้มก้าวลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกออกเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่วันนี้สวมแว่นสายตาดูละมุนกว่าปกติเล็กน้อย... ถ้าไม่นับพลาสเตอร์ยาที่แปะอยู่บนโหนกแก้มและมุมปาก“พี่ธัน!” ข้าวหอมอุทานเบาๆ จนแม่มะลิที่อยู่หลังร้านชะเง้อหน้าออกมาดู“ใครน่ะลูก? เพื่อนเหรอ?” แม่มะลิถามพลางยิ้มใจดี“เอ่อ... ลูกค้าค่ะแม่” ข้าวหอมตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะหันไปสบตากับคนตัวสูงที่เดินดุ่มๆ เข้ามาหยุดหน้าเคาน์เตอร์ “มาทำไมคะ? ติดใจคั่วกลิ้งหรือติดใจโดนรุมซ้อม?”ธันวาคมไม่ตอบ แต่เขากลับวาง iPad Pro รุ่นล่าสุดลงบนโต๊ะไม้ แล้วหันไปยกมือไหว้แม่มะลิอย่างนอบน้อมจนข้าวหอมอ้าปากค้าง ‘บทจะสุภาพก็ทำได้นี่นา!’“สวัสดีครับแม่ ผมธันวาคม เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของข





