Masukภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์
บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้า วันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา บีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกล ทุกคนต่างมีสีหน้ากังวล เพราะตั้งแต่เมื่อคืน… อะธีน่าไม่กลับบ้าน โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ รถที่เธอขับออกไปก็ยังไม่กลับเข้ามาในโรงจอด “อะธีน่าไม่เคยหายไปทั้งคืนแบบนี้” แม็กซ์พูดขึ้นเสียงเครียด “ต่อให้ไปค้างกับเพื่อน ก็ต้องส่งข้อความบอกก่อนตลอด” แจสเปอร์พยักหน้าเห็นด้วย มือยังกำโทรศัพท์แน่น “ผมลองเช็กโลเคชันมือถือแล้ว แต่เหมือนปิดเครื่องไปตั้งแต่เมื่อคืน” บีมที่นั่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้ว ความเป็นพี่ชายคนโตทำให้เขานิ่งกว่าคนอื่น แต่ความกังวลในแววตาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน “แม่ครับ…” เขาหันไปหาอลิซ “เราควรไปแจ้งความไหม” อลิซกำลังจะตอบ แต่ทันใดนั้น— เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ทุกคนในห้องหันไปมองพร้อมกันทันที อลิซหยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเปิดอ่าน ข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ— [อะธีน่าถูกคนร้ายสองคนจับตัวเมื่อคืน แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง] เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ทั้งห้องนิ่งงัน “แม่… ใครส่งมา” แม็กซ์ถามทันที อลิซอ่านซ้ำอีกครั้งอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูก ๆ “มีคนส่งมาบอกว่าอะธีน่าถูกจับตัวเมื่อคืน…” เธอหยุดหายใจเล็กน้อย “แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว” “อะไรนะครับ!?” บีมลุกขึ้นยืนทันที “ถูกจับตัว? แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน ใครช่วยไว้” แจสเปอร์รีบเดินเข้ามาดูหน้าจอ อ่านข้อความซ้ำด้วยตัวเอง “ไม่มีรายละเอียดอื่นเลยเหรอครับแม่” อลิซส่ายหน้า แต่สีหน้าไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างที่ลูก ๆ เป็น “คนที่ส่งข้อความมา…” เธอพูดช้า ๆ อย่างครุ่นคิด “น่าจะเป็นคนที่ช่วยอะธีน่าไว้” “แล้วทำไมไม่บอกชื่อและที่อยู่” แม็กซ์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “จะให้เราใจเย็นได้ยังไง!” อลิซหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “อย่างน้อยเรารู้แล้วอย่างหนึ่ง” “อะธีน่ายังปลอดภัย” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง บีมถอนหายใจยาว มือยังสั่นเล็กน้อย “แต่ผมไม่โอเคเลยนะครับแม่” “น้องหายไปทั้งคืน แถมโดนจับตัวอีก…” อลิซลุกขึ้นยืน สายตากลับมาแน่วแน่เหมือนสมัยตอนเป็นตำรวจ “แม่จะตามเรื่องนี้เอง” น้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าใครทำกับอะธีน่า… จะต้องรับผิดชอบ” เธอหันไปมองลูกชายทั้งสาม “ตอนนี้เราทำได้อย่างเดียว” “รอให้อะธีน่าติดต่อกลับมา” ในขณะที่ความกังวลยังคงลอยอบอวลอยู่ในบ้านพิทักษ์วงศ์ ไม่มีใครรู้เลยว่า— อะธีน่าในตอนนี้ กำลังนอนพักฟื้นอยู่ในคฤหาสน์อีกหลังหนึ่ง ภายใต้การดูแลของใครบางคน ที่เลือกปกป้องเธอ และเรื่องราวทั้งหมด กำลังจะพาทุกคนเข้าสู่เส้นทางใหม่ ที่ไม่มีใครคาดคิด ⸻ แสงแดดเที่ยงวันส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านของโซลดูกว้างขวางและอบอุ่นกว่าที่เคย อะธีน่าค่อย ๆ ลืมตาตื่นอีกครั้ง อาการเวียนหัวลดลงมากกว่าช่วงเช้า แต่ร่างกายก็ยังรู้สึกอ่อนล้าอยู่เล็กน้อย เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ไม่นานประตูก็เปิดออก โซลเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ดีขึ้นไหม” เขาถามพลางมองสำรวจเธออย่างเป็นห่วง อะธีน่าพยักหน้าเบา ๆ “ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ แค่ยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย” “งั้นลงไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า พี่สั่งโจ๊กมาให้ น้องน่าจะกินอะไรอ่อน ๆ ได้แล้ว” เธอชะงักเล็กน้อย “ให้หนูลงไปเหรอคะ” โซลหัวเราะเบา ๆ “บ้านพี่เอง ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เขายื่นมือมาให้พยุง อะธีน่าลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะจับมือเขาไว้ แล้วค่อย ๆ เดินตามลงไปชั้นล่าง ⸻ ห้องทานอาหารของบ้านโซลเรียบหรู แต่ให้ความรู้สึกสบายมากกว่าที่เธอคิด บนโต๊ะมีโจ๊กใส่ถ้วยเรียบร้อย พร้อมน้ำเปล่าและยา “พี่ไม่รู้ว่าหนูชอบแบบไหน เลยสั่งแบบธรรมดามาให้ก่อน” โซลพูดพลางเลื่อนถ้วยมาตรงหน้าเธอ “แค่นี้ก็กินได้แล้วค่ะ” อะธีน่านั่งลงอย่างเกรงใจ ก่อนจะเริ่มตักโจ๊กกินช้า ๆ รสชาติอุ่น ๆ ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นทันที ระหว่างที่กำลังนั่งกินกันอยู่ จู่ ๆ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น โซลขมวดคิ้วเล็กน้อย “วันนี้ไม่ได้มีนัดใครนี่นา…” เขาลุกขึ้นไปเปิดประตู ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ พร้อมเสียงผู้หญิงที่คุ้นหู “โซล! พี่เอาตารางงานใหม่มาให้—” ประโยคหยุดกลางคัน เมื่อมิ้นต์—ผู้จัดการส่วนตัวของโซล—ก้าวเข้ามาในห้องทานอาหาร และเห็นภาพตรงหน้า อะธีน่านั่งอยู่ที่โต๊ะ ในชุดลำลอง มีผ้าพันแผลที่มือและขมับ ดวงตาของมิ้นต์เบิกกว้างทันที “เดี๋ยวนะ…” เธอมองสลับไปมาระหว่างสองคน “นี่มันอะไรกัน โซล” “ทำไม… น้องอะธีน่าถึงมาอยู่ที่นี่ได้!” บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่ อะธีน่าวางช้อนลงอย่างเกรงใจ ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง โซลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่มิ้นต์ ใจเย็นก่อนนะครับ” “จะให้ใจเย็นได้ยังไง!” มิ้นต์เดินเข้ามาใกล้อย่างตกใจ เขาหันไปมองอะธีน่าแวบหนึ่ง เหมือนจะขออนุญาตด้วยสายตา ก่อนจะพามิ้นต์เดินออกมาคุยกันอีกมุมหนึ่งของห้อง แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่คืนที่เขาขับรถผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ตามรถต้องสงสัยไป จนช่วยอะธีน่าออกมาจากโกดังร้าง ยิ่งฟัง มิ้นต์ก็ยิ่งทำหน้าเหลือเชื่อ “นี่นาย… เข้าไปช่วยน้องมาคนเดียวเนี่ยนะ!?” เธอขึ้นเสียงเบา ๆ ด้วยความตกใจ “แล้วไม่คิดจะแจ้งตำรวจเลยเหรอ!” “ตอนนั้นมันฉุกเฉินมากพี่” โซลตอบนิ่ง ๆ “ผมคิดแค่ว่าต้องช่วยน้องให้เร็วที่สุด” มิ้นต์หันไปมองอะธีน่าที่นั่งอยู่ แววตาอ่อนลงทันที “แล้วน้องเป็นยังไงบ้าง” “หมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากครับ แค่แผลฟกช้ำกับอาการกระทบกระเทือนเล็กน้อย” มิ้นต์ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดเสียงจริงจัง “เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิดนะโซล ถ้าข่าวหลุดออกไป วุ่นวายแน่” โซลพยักหน้า “ผมรู้ครับ แต่ตอนนี้ผมห่วงความปลอดภัยของน้องมากกว่าอย่างอื่น” คำพูดนั้นทำให้มิ้นต์หันกลับไปมองเขาอีกครั้ง สายตาเริ่มอ่านสถานการณ์บางอย่างออก “นาย… ดูเป็นห่วงน้องเขามากเลยนะ” โซลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเบา ๆ “ก็… เป็นห่วงสิพี่ ใครเจอเรื่องแบบนั้นก็ต้องเป็นห่วงทั้งนั้นแหละ” มิ้นต์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหมือนจะไม่เชื่อทั้งหมด “อืม… งั้นพี่จะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เงียบที่สุดแล้วกัน” ⸻ ระหว่างที่โซลกับมิ้นต์กำลังคุยกันอยู่ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง อะธีน่าค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งยังพันผ้าพันแผลสีขาว “เอ่อ… พี่โซล พี่มิ้นต์” ทั้งสองหันมาพร้อมกัน “มีอะไรหรือเปล่า น้องอะธีน่า” โซลถามอย่างอ่อนโยน อะธีน่าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดสิ่งที่คิดมาตั้งแต่ตื่น “หนู… อยากกลับไปเอาของที่รถเมื่อคืนค่ะ” มิ้นต์ขมวดคิ้วทันที “ของอะไรเหรอ” “โทรศัพท์กับกระเป๋าค่ะ เมื่อคืนหนูโดนจับตัวไป ทุกอย่างยังอยู่ในรถหมดเลย ตอนนี้ที่บ้านคงติดต่อหนูไม่ได้แน่ ๆ” โซลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “จริงด้วย… พี่ลืมนึกถึงเรื่องนั้นเลย” อะธีน่าพูดต่อเสียงเบา “หนูเป็นห่วงพ่อแม่กับพี่ ๆ ด้วยค่ะ พวกเขาน่าจะกำลังเป็นห่วงมาก ถ้าได้โทรศัพท์คืน หนูจะได้ติดต่อกลับไปบอกว่าปลอดภัยแล้ว” มิ้นต์ทำท่าคิดหนัก “แต่การกลับไปที่เกิดเหตุอาจจะอันตรายนะ เราไม่รู้เลยว่าพวกคนร้ายมีพรรคพวกอีกหรือเปล่า” อะธีน่าก้มหน้าลงเล็กน้อย รู้ดีว่าคำขอนี้ค่อนข้างเสี่ยง “หนูรู้ค่ะ… แต่ของสำคัญของหนูอยู่ในนั้นทั้งหมด ทั้งบัตรนักศึกษา เอกสารส่วนตัว ทุกอย่างเลย” โซลมองท่าทางเธอ ความกังวลฉายชัดในแววตา เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเด็ดขาด “งั้นเดี๋ยวพี่พาไปเอง” อะธีน่าเงยหน้าขึ้นทันที “พี่โซล…” มิ้นต์หันขวับ “เดี๋ยวสิ! นายจะไปเองอีกแล้วเหรอ เมื่อคืนนี่ก็เสี่ยงชีวิตไปทีหนึ่งแล้วนะ!” โซลยิ้มบาง ๆ “คราวนี้ไม่เหมือนเมื่อคืนครับ เราจะไปตอนกลางวัน และไปพร้อมคนของบ้านผม ไม่ได้ไปลุยเดี่ยวแบบเมื่อวาน” เขาหันไปมองอะธีน่า “พี่ไม่ปล่อยให้น้องไปคนเดียวหรอก ถ้าจะไปเอาของ ก็ต้องไปกับพี่เท่านั้น” อะธีน่ามองเขา ความเกรงใจและความซาบซึ้งปนกันไปหมด “หนูไม่อยากรบกวนพี่เลยนะคะ…” “ไม่รบกวนหรอก” โซลตอบทันที “เรื่องนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของน้อง พี่ถือว่าเป็นหน้าที่” มิ้นต์ถอนหายใจแรง ๆ รู้ดีว่าเถียงโซลตอนนี้คงไม่ชนะ “ก็ได้… แต่พี่จะไปด้วย แล้วต้องมีคนขับรถกับการ์ดไปอีกอย่างน้อยสี่ห้าคน เข้าใจไหม” โซลพยักหน้า “ครับพี่” อะธีน่าก้มศีรษะเล็กน้อย “ขอบคุณมากเลยนะคะ” โซลยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น “งั้นไปเตรียมตัวกันเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปเอาของของหนูกลับมาให้ครบ” อะธีน่าพยักหน้า หัวใจที่หนักอึ้งตั้งแต่ตื่นเช้าเริ่มเบาลงเล็กน้อย อย่างน้อย… เธอก็ไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพังอีกต่อไปเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าดูนิ่งกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ “ก่อนกลับ…” เขาเว้นจังหวะ “ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหม” บีมมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “พี่จะรอในรถนะ” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะเดินกลับมาหาโซล ทั้งสองหยุดยืนใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สายลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอากลิ่นหญ้าและดินชื้นจาง ๆ มาแตะปลายจมูก โซลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบ “พี่คิดว่า… หลังจากนี้ เราควรติดต่อกันได้โดยตรง” เขาพูดตรงไปตรงมา “เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หรือถ้า—” เขาหยุดคำพูดของตัวเองเล็กน้อย “ถ้าหนูไม่สบายใจ” อะธีน่ามองเขานิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “หนูเองก็คิดแบบนั้นค่ะ” เธอยิ้มบาง “หลังจากเรื่องเมื่อคืน… หนูไม่อยากแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้จักพี่อีกแล้ว” โซลหัวเ
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ใกล้บ้านโซลเมื่อตอนเย็น ผมยาวถูกปล่อยสบาย ๆ พาดบ่าบางส่วน ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางดูอ่อนโยนกว่าปกติ เธอนั่งอยู่บนเตียง กำลังจัดของเล็กน้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ก๊อก ก๊อก “พี่เข้าไปได้ไหม” “ค่ะ” ประตูถูกเปิดออก โซลก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่จะมาดูว่า ห้องนี้โอเคไหม นอนได้หรือเปล่า” อะธีน่าพยักหน้า “โอเคมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่จัดการให้ทุกอย่าง” โซลมองไปรอบห้องอย่างพอใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้เตียงเพื่อดูผ้าม่านและไฟหัวเตียง “ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้เลยนะ—” ยังไม่ทันพูดจบ ปลายเท้าของเขากลับสะดุดผ้าที่ห้อยลงมาจากปลายเตียง ร่างสูงเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว “เฮ้ย—!” โซลเสียหลักเต็มแรง พุ่งตรงไปทางอะธีน่าที่กำลังนั่งอยู่ เธอเบิกตากว้
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ลงมาได้ แต่ค่อย ๆ นะ”อะธีน่าพยักหน้าเปิดประตูลงมาอย่างระมัดระวังแม้ร่างกายจะยังระบมอยู่บ้าง แต่วันนี้เธอดูดีขึ้นกว่าตอนเช้ามากรถของเธอยังคงจอดอยู่ตำแหน่งเดิมเหมือนถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนทันทีที่เห็นรถคันคุ้นตาหัวใจของอะธีน่าก็โล่งขึ้นเล็กน้อย“ยังอยู่ครบจริง ๆ ด้วย…”เธอรีบเดินไปเปิดประตูรถหยิบกระเป๋า โทรศัพท์ และของใช้ส่วนตัวออกมาอย่างรวดเร็วโซลยืนรออยู่ไม่ไกลสายตายังคงคอยสังเกตรอบข้างตลอดเวลา“ของครบไหม” เขาถาม“ครบค่ะ”อะธีน่าตอบพร้อมถอนหายใจโล่งอก“ดีนะที่พวกนั้นไม่ได้สนใจของพวกนี้เลย”เธอปิดประตูรถดัง “ปัง”แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของอะธีน่ากลับหยุดอยู่ที่รถของตัวเองแทนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถตู้ทันทีเธอกลับยืนนิ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างโซลมองอย่างสงสัย“มีอะไรหรือเปล่า”อะ
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังวลเพราะตั้งแต่เมื่อคืน…อะธีน่าไม่กลับบ้านโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้รถที่เธอขับออกไปก็ยังไม่กลับเข้ามาในโรงจอด“อะธีน่าไม่เคยหายไปทั้งคืนแบบนี้”แม็กซ์พูดขึ้นเสียงเครียด“ต่อให้ไปค้างกับเพื่อน ก็ต้องส่งข้อความบอกก่อนตลอด”แจสเปอร์พยักหน้าเห็นด้วยมือยังกำโทรศัพท์แน่น“ผมลองเช็กโลเคชันมือถือแล้ว แต่เหมือนปิดเครื่องไปตั้งแต่เมื่อคืน”บีมที่นั่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วความเป็นพี่ชายคนโตทำให้เขานิ่งกว่าคนอื่นแต่ความกังวลในแววตาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน“แม่ครับ…”เขาหันไปหาอลิซ“เราควรไปแจ้งความไหม”อลิซกำลังจะตอบแต่ทันใดนั้น—เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นทุกคนในห้องหันไปมองพร้อมกันทันทีอลิซหยิบขึ้นมาดูเป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปิดอ่านข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ—[อะธ
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน กระทบเปลือกตาที่ปิดสนิทของอะธีน่าอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามา คือ ความหนัก ที่ศีรษะ และความตึงรั้งที่มือขวา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ และความเงียบที่ไม่คุ้นเคย อะธีน่ากระพริบตาช้า ๆ พยายามเรียบเรียงภาพในหัว โกดัง… ฝน… แรงกระแทก… ความมืด เธอขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บแล่นแปลบที่ขมับจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือของเธอถูกยกขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ นิ้วสัมผัสกับผ้าปิดแผลที่ขมับ และผ้าพันแผลที่ฝ่ามือ—แน่น แต่ถูกพันอย่างประณีต มีคนดูแล… อะธีน่าพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่แรงในร่างกายยังไม่กลับมาเต็มที่ เธอจึงเอนตัวพิงหัวเตียงแทน สายตากวาดมองไปรอบห้อง ห้องกว้าง สะอาด เงียบ เฟอร์นิเจอร์เรียบหรูแต่ไม่โอ่อ่าเกินไป เป็นสไตล์ที่ดูเป็นระเบียบ และ… ไม่ใช่ห้องของเธอ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย “นี่ที่ไหน…” เสียงของเธอแหบพร่า เบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงในเสื้อยืดสีเข้มก้าวเข้ามา ถือถาดยากับแก้วน้ำในมือ อะธีน่าชะงัก “…พี่โซล?”







