LOGINรถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิม
สถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบ เหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้น คนขับดับเครื่องยนต์ การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรก สายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง โซลก้าวลงมาจากรถตาม ก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน “ลงมาได้ แต่ค่อย ๆ นะ” อะธีน่าพยักหน้า เปิดประตูลงมาอย่างระมัดระวัง แม้ร่างกายจะยังระบมอยู่บ้าง แต่วันนี้เธอดูดีขึ้นกว่าตอนเช้ามาก รถของเธอยังคงจอดอยู่ตำแหน่งเดิม เหมือนถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ทันทีที่เห็นรถคันคุ้นตา หัวใจของอะธีน่าก็โล่งขึ้นเล็กน้อย “ยังอยู่ครบจริง ๆ ด้วย…” เธอรีบเดินไปเปิดประตูรถ หยิบกระเป๋า โทรศัพท์ และของใช้ส่วนตัวออกมาอย่างรวดเร็ว โซลยืนรออยู่ไม่ไกล สายตายังคงคอยสังเกตรอบข้างตลอดเวลา “ของครบไหม” เขาถาม “ครบค่ะ” อะธีน่าตอบพร้อมถอนหายใจโล่งอก “ดีนะที่พวกนั้นไม่ได้สนใจของพวกนี้เลย” เธอปิดประตูรถดัง “ปัง” แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของอะธีน่ากลับหยุดอยู่ที่รถของตัวเอง แทนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถตู้ทันที เธอกลับยืนนิ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง โซลมองอย่างสงสัย “มีอะไรหรือเปล่า” อะธีน่าหันมาหาเขาเล็กน้อย “หนูขอดูรถแป๊บนึงได้ไหมคะ อยากรู้ว่าเมื่อคืนมันเสียเพราะอะไร” มิ้นต์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทำหน้าตกใจทันที “เดี๋ยวก่อนนะ นี่เพิ่งผ่านเรื่องร้ายมา ยังจะคิดเรื่องรถอีกเหรอ!” อะธีน่ายิ้มจาง ๆ “มันเป็นนิสัยค่ะ ปู่เคยสอนว่า… ถ้ารถมีปัญหา ต้องหาสาเหตุให้ได้ ไม่งั้นก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก” โซลเลิกคิ้วเล็กน้อย เหมือนเพิ่งได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเธอ “งั้นพี่ช่วยดูเป็นเพื่อน” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะเปิดฝากระโปรงหน้ารถขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เธอมองสภาพเครื่องยนต์ ตรวจสายไฟ แบตเตอรี่ และส่วนต่าง ๆ อย่างตั้งใจ ท่าทางเหมือนคนที่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้มาพอสมควร โซลยืนมองอย่างทึ่ง ๆ “น้องดูเป็นด้วยเหรอ” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “พอเป็นพื้นฐานค่ะ ปู่หนูชอบสอนเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก บอกว่าผู้หญิงก็ต้องดูแลตัวเองได้” เธอลองหมุนขั้วแบตเตอรี่ สังเกตสภาพภายนอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เจอสาเหตุแล้วค่ะ” “อะไรเหรอ” โซลถาม อะธีน่าชี้ไปที่แบตเตอรี่ “แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน ดูจากสภาพแล้วคงเสื่อมมาสักพัก แต่หนูไม่ได้เช็กก่อนออกจากบ้านเอง” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงออกจะตำหนิตัวเอง “ปู่เคยสอนไว้แท้ ๆ ว่าต้องคอยดูวันหมดอายุแบต แต่ช่วงนี้ยุ่งกับโปรเจกต์มาก เลยไม่ได้สนใจเลย” โซลมองเธออย่างเข้าใจ “ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็รู้สาเหตุแล้ว” อะธีน่าปิดฝากระโปรงรถเบา ๆ “ค่ะ… เดี๋ยวหนูจะให้ที่บ้านมาลากรถไปเปลี่ยนแบตใหม่” มิ้นต์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “โอเค ได้ของคืนแล้ว รู้สาเหตุรถเสียแล้ว งั้นภารกิจวันนี้ถือว่าจบ!” โซลหันมามองอะธีน่า “งั้นกลับกันเถอะ น้องยังต้องพักอีกเยอะ” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะมองรถของตัวเองอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อคืนอาจจะเลวร้าย แต่วันนี้เธอก็ได้บทเรียนเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัย และการดูแลตัวเอง เธอหันไปยิ้มให้โซลเบา ๆ “ขอบคุณที่พามานะคะพี่โซล” โซลยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร… พี่บอกแล้ว พี่จะดูแลหนูเอง” รถตู้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากจุดนั้น ทิ้งไว้เพียงรถของอะธีน่าที่จอดรอการซ่อมแซม และทิ้งไว้ด้วย ความสัมพันธ์ที่เริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย ระหว่างคนสองคนที่โชคชะตาพาให้มาเจอกัน ————————— ภายในห้องทำงานกว้างบนชั้นสูงสุดของตึกสำนักงานใหญ่ บีมนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ท่ามกลางเอกสารกองโตและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดประชุมออนไลน์ค้างไว้ ตั้งแต่เช้าเขาแทบไม่มีสมาธิเลย แม้จะพยายามทำงานตามปกติ แต่ใจของพี่ชายคนโตยังคงวนเวียนอยู่กับข่าวของน้องสาวคนเล็ก เรื่องที่ได้รับแจ้งตั้งแต่เมื่อคืน ว่าอะธีน่าถูกจับตัวไป แต่ปลอดภัยแล้ว ทำให้เขาแทบอยากทิ้งทุกอย่างแล้วรีบกลับบ้านทันที แต่เพราะข้อมูลที่ได้รับยังไม่ชัด และมีข้อความยืนยันจากคนที่ช่วยเหลือว่าเธอปลอดภัย บีมจึงเลือกควบคุมตัวเอง ทำหน้าที่ต่อไป แม้ในใจจะเป็นห่วงแทบขาด ระหว่างที่กำลังเซ็นเอกสารชุดสุดท้าย เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตรึ้ง— บีมหยุดมือทันที หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติ หน้าจอขึ้นชื่อที่ทำให้เขาโล่งใจที่สุดในวันนี้ Athena 🕊️ เขารีบกดเปิดอ่านข้อความทันที “พี่บีมคะ ตอนนี้หนูปลอดภัยดีแล้วนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง หนูขอพักอีกคืนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้จะกลับบ้านค่ะ 😊” บีมอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ความตึงเครียดที่เกาะอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน ค่อย ๆ คลายลงอย่างช้า ๆ เขาหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “โอเค ดีแล้วที่ปลอดภัย ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ พักให้เต็มที่ก่อน พรุ่งนี้พี่จะไปรับเอง” ส่งข้อความไปแล้ว บีมก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เลขาหน้าห้องเคาะประตูเข้ามาพอดี “ท่านประธานคะ เอกสารชุดสุดท้ายเรียบร้อยแล้วค่ะ” บีมพยักหน้า “ขอบใจ พรุ่งนี้ผมคงเลิกงานเร็วหน่อย ถ้ามีอะไรด่วนให้โทรหาได้ทันที” เลขารับคำแล้วเดินออกไป บีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนดูรูปน้องสาวในแกลเลอรีโดยไม่รู้ตัว ภาพอะธีน่ายิ้มสดใส ภาพที่ถ่ายพร้อมพี่น้อง ภาพตอนเธอทำหน้าเบื่อเวลาโดนแม็กซ์แกล้ง เขาส่ายหัวเบา ๆ “ยัยตัวเล็กเอ๊ย… ทำเอาพี่หัวใจจะวายแหนะ” ในฐานะพี่ชายคนโต บีมไม่เคยอยากเห็นน้องคนไหนต้องเจอเรื่องอันตราย โดยเฉพาะอะธีน่า น้องสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่เล็ก ผู้หญิงที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่จริง ๆ ก็ยังเป็นน้องคนเล็กของบ้านเสมอ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง พิมพ์ข้อความสั้น ๆ เพิ่มเติมไปให้เธอ “พี่ดีใจนะที่น้องปลอดภัย พรุ่งนี้กลับมาให้พี่เห็นหน้าด้วยตัวเอง ถึงจะวางใจจริง ๆ” หลังส่งข้อความเสร็จ บีมก็มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้า คืนนี้เขาคงนอนหลับได้ง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยที่สุด… น้องสาวของเขา ยังปลอดภัยดีเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าดูนิ่งกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ “ก่อนกลับ…” เขาเว้นจังหวะ “ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหม” บีมมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “พี่จะรอในรถนะ” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะเดินกลับมาหาโซล ทั้งสองหยุดยืนใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สายลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอากลิ่นหญ้าและดินชื้นจาง ๆ มาแตะปลายจมูก โซลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบ “พี่คิดว่า… หลังจากนี้ เราควรติดต่อกันได้โดยตรง” เขาพูดตรงไปตรงมา “เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หรือถ้า—” เขาหยุดคำพูดของตัวเองเล็กน้อย “ถ้าหนูไม่สบายใจ” อะธีน่ามองเขานิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “หนูเองก็คิดแบบนั้นค่ะ” เธอยิ้มบาง “หลังจากเรื่องเมื่อคืน… หนูไม่อยากแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้จักพี่อีกแล้ว” โซลหัวเ
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ใกล้บ้านโซลเมื่อตอนเย็น ผมยาวถูกปล่อยสบาย ๆ พาดบ่าบางส่วน ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางดูอ่อนโยนกว่าปกติ เธอนั่งอยู่บนเตียง กำลังจัดของเล็กน้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ก๊อก ก๊อก “พี่เข้าไปได้ไหม” “ค่ะ” ประตูถูกเปิดออก โซลก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่จะมาดูว่า ห้องนี้โอเคไหม นอนได้หรือเปล่า” อะธีน่าพยักหน้า “โอเคมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่จัดการให้ทุกอย่าง” โซลมองไปรอบห้องอย่างพอใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้เตียงเพื่อดูผ้าม่านและไฟหัวเตียง “ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้เลยนะ—” ยังไม่ทันพูดจบ ปลายเท้าของเขากลับสะดุดผ้าที่ห้อยลงมาจากปลายเตียง ร่างสูงเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว “เฮ้ย—!” โซลเสียหลักเต็มแรง พุ่งตรงไปทางอะธีน่าที่กำลังนั่งอยู่ เธอเบิกตากว้
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ลงมาได้ แต่ค่อย ๆ นะ”อะธีน่าพยักหน้าเปิดประตูลงมาอย่างระมัดระวังแม้ร่างกายจะยังระบมอยู่บ้าง แต่วันนี้เธอดูดีขึ้นกว่าตอนเช้ามากรถของเธอยังคงจอดอยู่ตำแหน่งเดิมเหมือนถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนทันทีที่เห็นรถคันคุ้นตาหัวใจของอะธีน่าก็โล่งขึ้นเล็กน้อย“ยังอยู่ครบจริง ๆ ด้วย…”เธอรีบเดินไปเปิดประตูรถหยิบกระเป๋า โทรศัพท์ และของใช้ส่วนตัวออกมาอย่างรวดเร็วโซลยืนรออยู่ไม่ไกลสายตายังคงคอยสังเกตรอบข้างตลอดเวลา“ของครบไหม” เขาถาม“ครบค่ะ”อะธีน่าตอบพร้อมถอนหายใจโล่งอก“ดีนะที่พวกนั้นไม่ได้สนใจของพวกนี้เลย”เธอปิดประตูรถดัง “ปัง”แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของอะธีน่ากลับหยุดอยู่ที่รถของตัวเองแทนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถตู้ทันทีเธอกลับยืนนิ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างโซลมองอย่างสงสัย“มีอะไรหรือเปล่า”อะ
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังวลเพราะตั้งแต่เมื่อคืน…อะธีน่าไม่กลับบ้านโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้รถที่เธอขับออกไปก็ยังไม่กลับเข้ามาในโรงจอด“อะธีน่าไม่เคยหายไปทั้งคืนแบบนี้”แม็กซ์พูดขึ้นเสียงเครียด“ต่อให้ไปค้างกับเพื่อน ก็ต้องส่งข้อความบอกก่อนตลอด”แจสเปอร์พยักหน้าเห็นด้วยมือยังกำโทรศัพท์แน่น“ผมลองเช็กโลเคชันมือถือแล้ว แต่เหมือนปิดเครื่องไปตั้งแต่เมื่อคืน”บีมที่นั่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วความเป็นพี่ชายคนโตทำให้เขานิ่งกว่าคนอื่นแต่ความกังวลในแววตาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน“แม่ครับ…”เขาหันไปหาอลิซ“เราควรไปแจ้งความไหม”อลิซกำลังจะตอบแต่ทันใดนั้น—เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นทุกคนในห้องหันไปมองพร้อมกันทันทีอลิซหยิบขึ้นมาดูเป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปิดอ่านข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ—[อะธ
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน กระทบเปลือกตาที่ปิดสนิทของอะธีน่าอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามา คือ ความหนัก ที่ศีรษะ และความตึงรั้งที่มือขวา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ และความเงียบที่ไม่คุ้นเคย อะธีน่ากระพริบตาช้า ๆ พยายามเรียบเรียงภาพในหัว โกดัง… ฝน… แรงกระแทก… ความมืด เธอขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บแล่นแปลบที่ขมับจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือของเธอถูกยกขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ นิ้วสัมผัสกับผ้าปิดแผลที่ขมับ และผ้าพันแผลที่ฝ่ามือ—แน่น แต่ถูกพันอย่างประณีต มีคนดูแล… อะธีน่าพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่แรงในร่างกายยังไม่กลับมาเต็มที่ เธอจึงเอนตัวพิงหัวเตียงแทน สายตากวาดมองไปรอบห้อง ห้องกว้าง สะอาด เงียบ เฟอร์นิเจอร์เรียบหรูแต่ไม่โอ่อ่าเกินไป เป็นสไตล์ที่ดูเป็นระเบียบ และ… ไม่ใช่ห้องของเธอ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย “นี่ที่ไหน…” เสียงของเธอแหบพร่า เบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงในเสื้อยืดสีเข้มก้าวเข้ามา ถือถาดยากับแก้วน้ำในมือ อะธีน่าชะงัก “…พี่โซล?”







