Masukยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล
แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าดูนิ่งกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ “ก่อนกลับ…” เขาเว้นจังหวะ “ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหม” บีมมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “พี่จะรอในรถนะ” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะเดินกลับมาหาโซล ทั้งสองหยุดยืนใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สายลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอากลิ่นหญ้าและดินชื้นจาง ๆ มาแตะปลายจมูก โซลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบ “พี่คิดว่า… หลังจากนี้ เราควรติดต่อกันได้โดยตรง” เขาพูดตรงไปตรงมา “เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หรือถ้า—” เขาหยุดคำพูดของตัวเองเล็กน้อย “ถ้าหนูไม่สบายใจ” อะธีน่ามองเขานิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “หนูเองก็คิดแบบนั้นค่ะ” เธอยิ้มบาง “หลังจากเรื่องเมื่อคืน… หนูไม่อยากแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้จักพี่อีกแล้ว” โซลหัวเราะเบา ๆ เหมือนโล่งใจ ทั้งสองแลกเบอร์โทรศัพท์กัน นิ้วของพวกเขาแตะกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างประหลาด “ถ้ามีอะไร โทรมาได้ตลอด” โซลพูดเสียงต่ำ “ไม่ต้องเกรงใจ” อะธีน่าพยักหน้า “เหมือนกันค่ะ พี่โซล” ในจังหวะนั้นเอง— เงาหนึ่งไหววูบอยู่หลังแนวพุ่มไม้ฝั่งรั้ว เลนส์กล้องสะท้อนแสงแดดวาบหนึ่ง ก่อนจะกดต่ำลงอย่างรวดเร็ว สายตาคู่หนึ่งจ้องมองมายังทั้งสองคน นิ่ง เงียบ และเต็มไปด้วยบางสิ่งที่อ่านไม่ออก ความสนใจ หรือ ความไม่พอใจ ไม่มีใครรู้แน่ชัด อะธีน่าหันกลับไปทางรถของบีม ก่อนจะหันมาพูดกับโซลอีกครั้ง “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ” น้ำเสียงเธอจริงใจ “ถ้าไม่มีพี่… หนูไม่รู้เลยว่าคืนนั้นจะจบยังไง” โซลสบตาเธอ ก่อนจะตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน “พี่บอกแล้ว พี่เลือกเอง” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะโค้งให้อย่างสุภาพ แล้วเดินกลับไปขึ้นรถ รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากคฤหาสน์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ… ที่เหมือนจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ โซลยืนมองรถคันนั้นจนลับสายตา ก่อนที่เขาจะรู้สึกได้—โดยสัญชาตญาณ วันนี้ เรื่องของอะธีน่า อาจยังไม่จบเพียงเท่านี้ ____________ รถของบีมเคลื่อนตัวออกจากเขตคฤหาสน์ ถนนทอดยาวอยู่ตรงหน้า แสงแดดยามสายสะท้อนผ่านกระจกหน้าเป็นริ้ว ๆ ภายในรถเงียบกว่าปกติ อะธีน่านั่งพิงเบาะ คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย มือวางบนตัก นิ้วขยับช้า ๆ อย่างคนกำลังคิดอะไรบางอย่าง บีมเหลือบมองน้องสาวเป็นระยะ ตั้งแต่ขึ้นรถมา เธอยังไม่พูดอะไรเลย “…เจ็บตรงไหนอีกไหม” เขาเปิดปากถามในที่สุด น้ำเสียงพยายามทำให้ฟังสบาย แต่แฝงความกังวลไว้ชัดเจน อะธีน่าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปยิ้มให้ “ไม่แล้วค่ะ แค่มึนหัวนิดหน่อย หมอบอกว่าอีกวันสองวันก็หาย” บีมขมวดคิ้ว “คราวหลัง รถมีอาการอะไร โทรหาพี่ก่อน เข้าใจไหม” “เข้าใจแล้วค่ะ” เธอพยักหน้าเร็ว ๆ “ตอนนั้น หนูดันชะล่าใจเอง” บีมถอนหายใจยาว มือที่จับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย “รู้ไหม ตอนที่ได้ข้อความ—” เขาเว้นจังหวะ “พี่แทบจะขับรถออกไปหาทันที” อะธีน่าก้มหน้าลง ปลายนิ้วกำเสื้อไว้แน่น “ขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่เป็นห่วง” บีมไม่ตอบ แต่ยื่นมือมาวางบนศีรษะเธอแล้วขยี้เบา ๆ ท่าทางคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก “กลับบ้านก่อนเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ “ที่เหลือ ค่อยว่ากัน” รถแล่นผ่านแยกใหญ่ เสียงเมืองค่อย ๆ ดังขึ้นรอบตัว แต่ในหัวของอะธีน่ากลับยังเงียบ ภาพโกดัง สายฝน ความมืด และ… ใบหน้าของโซลในคืนก่อน เธอเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างขึ้นทันที ชื่อ โซล ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อใหม่ อะธีน่ามองชื่อนั้นอยู่นาน ก่อนจะล็อกหน้าจอกลับไป หัวใจเต้นช้าลงอย่างประหลาด ราวกับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ปลายสายเสมอ รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวของคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์ ประตูรั้วใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก บ้าน… ที่ปลอดภัย ที่คุ้นเคย และเต็มไปด้วยคนที่รักเธอ อะธีน่าพิงศีรษะกับกระจก หลับตาลงเบา ๆ เธอกลับมาแล้ว แต่ในใจลึก ๆ เธอรู้ดีว่า หลังจากวันนี้ ชีวิตของเธอ… จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป _____ ทันทีที่อะธีน่าก้าวพ้นประตูบ้านเข้าไป และยังไม่ทันได้ถอดรองเท้า “อะธีน่า!” เสียงเรียกดังแทบพร้อมกัน อลิซรีบเดินเข้ามากอดลูกสาวแน่น มือสั่นเล็กน้อยทั้งที่พยายามเก็บอาการ เพชรยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างของลูกสาวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม็กซ์กับแจสเปอร์ก็เข้ามาประกบอีกด้าน คนหนึ่งจับไหล่ อีกคนมองน้องสาวตาไม่กะพริบ “เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม” “หัวไปฟาดอะไรมาหรือเปล่า” “โทรศัพท์ไม่รับตั้งแต่เมื่อคืน รู้ไหมว่าพวกเรากลัวแค่ไหน” คำถามถาโถมเข้ามาไม่หยุด อะธีน่ายกมือขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ เพื่อให้ทุกคนใจเย็นลง “หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ” เสียงเธอนุ่ม แต่ชัด “หมอตรวจให้แล้ว แค่ฟกช้ำกับแผลที่หัวนิดหน่อย” อลิซยังไม่ยอมปล่อยกอด เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึก ก่อนจะค่อย ๆ คลายแขนออก “เข้าไปนั่งก่อน” เพชรเอ่ยเสียงนิ่ง แต่หนักแน่น “พ่ออยากฟังทุกอย่าง” ภายในห้องนั่งเล่น บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ อะธีน่านั่งอยู่กลางโซฟา ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ เธอเริ่มเล่า ตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน รถเสียกลางทาง ฝนที่เทลงมาอย่างไม่ปรานี จนถึงรถอีกคันที่จอดเข้ามาใกล้เกินปกติ เสียงของเธอเรียบ ไม่แต่งเติม ไม่ลดทอน “…พวกเขาจำแม่ได้ค่ะ” อะธีน่าพูดช้า ๆ “บอกว่าแม่เป็นคนทำให้ชีวิตพวกเขาพัง” อลิซที่นั่งฟังอยู่ถึงกับกำมือแน่น ดวงตาที่เคยแข็งแกร่งสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที “สองคนนั้น…” เธอพึมพำ “แม่จำได้” เพชรหันมามองภรรยาทันที “คนที่เธอเคยจับ?” อลิซพยักหน้า น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด “คดีเก่า พวกเขาไม่เคยสำนึกผิด” เธอเงยหน้าขึ้น “ฉันคิดว่าเรื่องมันจบแล้วซะอีก” อะธีน่าเล่าต่อ ถึงโกดัง การดิ้นรน เศษแก้วในมือ และช่วงเวลาที่ทุกอย่างเกือบจะสายเกินไป “…แล้วพี่โซลก็เข้ามาค่ะ” เสียงเธอเบาลงโดยไม่รู้ตัว “เขาเห็นหนูถูกพาตัวไปตั้งแต่บนถนน เลยให้คนขับรถตามมา” ห้องทั้งห้องเงียบกริบ แม็กซ์ขมวดคิ้ว แจสเปอร์สบถเสียงต่ำ บีมกำหมัดแน่น เพชรเอนหลังพิงโซฟา สายตาคมขึ้นอย่างคนกำลังประเมินสถานการณ์ “เขาพาลูกไปที่ไหน” “คฤหาสน์ของเขาค่ะ” อะธีน่าตอบ “มีหมอ มีการ์ด ดูแลหนูตลอด พี่โซลไม่ทิ้งหนูเลย” อลิซหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้ง แววตาแข็งกร้าวอย่างที่อะธีน่าคุ้นเคยดี— สายตาของตำรวจหญิงที่ไม่เคยยอมแพ้ใคร “เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่” อลิซพูดชัดถ้อยชัดคำ “พวกนั้นกล้าทำถึงขนาดนี้ แปลว่าต้องคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” เพชรพยักหน้า “พ่อจะจัดการเรื่องความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด” แจสเปอร์หันมามองน้องสาว น้ำเสียงต่ำ แต่หนัก “จากนี้ออกไปไหน บอกพวกเราทุกครั้ง เข้าใจไหม” อะธีน่าพยักหน้า “เข้าใจค่ะ” แม็กซ์เอนตัวมาข้างหน้า มองอะธีน่าตรง ๆ “แล้วผู้ชายคนนั้น… โซล” อะธีน่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามตรง “เขาช่วยหนูจริง ๆ ค่ะ” “ถ้าไม่มีเขา… หนูไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความตึงเครียด หากเป็นความคิดที่แต่ละคนกำลังประมวลผล อลิซมองลูกสาว สายตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “แม่ดีใจที่หนูปลอดภัย” เธอเอื้อมมือไปจับมืออะธีน่า “ที่เหลือ แม่กับพ่อจะจัดการเอง” อะธีน่าพยักหน้า ความหนักในอกที่กดทับมาตลอดสองวัน ค่อย ๆ คลายลงทีละนิด เธอกลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ แต่เธอก็รู้ดีว่า ตั้งแต่วินาทีที่โซลเลือกขับรถตาม และยื่นมือเข้ามาในความมืดของเธอ เส้นทางชีวิตของเธอ ได้เชื่อมโยงกับเขา อย่างไม่มีทางย้อนกลับได้อีกต่อไปเกมที่ 1“โอเค เกมแรก”แม็กซ์ขยับตัวนั่งตรง“พี่เข้าป่า น้องเล่นเมจ”“ได้ค่ะ”อะธีน่าพยักหน้า“แต่ถ้าพี่โยนเกม หนูไม่แบกนะ”แม็กซ์หันมองทันที“พูดใหม่ดิ”“ถ้าพี่เล่นชิบหาย หนูก็ไม่แบกค่ะ”“ไอ้ฟาย”แม็กซ์หัวเราะลั่น“เปิดมาคือด่าพี่เลยนะ”แชตไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมโอ๊ยยย ชอบคู่นี้พี่น้องบ้านนี้โคตรเรียลน้องสวยแต่พูดแมนมากกกกนี่แหละ น้องสาวพี่แม็กซ์ของจริงเกมแรกเปิดมาได้ไม่ถึงสามนาทีแม็กซ์เล่นแอสซาซินป่าบุกเลนบนอย่างดุขณะที่อะธีน่าเล่นเมจกลาง เดินเกมไวไม่แพ้กัน“พี่แม็กซ์ ขวาล่าง ๆ”อะธีน่าจ้องจอไม่กะพริบ“มันซ่อนพุ่มค่ะ”“เห็นละ”“เข้าเลยมั้ย”“เข้า!”จังหวะต่อมาแม็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดไฟต์ทันทีอะธีน่ากดสกิลตามแบบไม่พลาดFirst Blood“โอ๊ย สวย!”แม็กซ์ตบโต๊ะเบา ๆ“เห็นมั้ย เกมมันต้องแบบนี้!”อะธีน่าหัวเราะ“เขาโง่เองค่ะพี่”“พูดดี ๆ”“ก็โง่จริงนี่คะ”“อีสัส”แม็กซ์หลุดขำ“ชอบว่ะ”ตาทั้งคู่ไหลลื่นจนชนะอย่างสวยงามและจบเกมแรกด้วย MVP ฝั่งอะธีน่าแม็กซ์หันมองทันที“อ้าว?”อะธีน่ายิ้มมุมปาก“ขอบคุณที่เป็นบันไดให้หนูนะคะ”“มึงนี่นะ…”“พี่ด่ากล้องอยู่ค่ะ”“เออ ด่าจริง”⸻เกมที่ 2เกมที่สองท
สายเรียกกลับบ้านอะธีน่ายืนมองเวทีอยู่ได้ไม่นานนักเสียงพิธีกรยังคงดังสลับกับเสียงกรี๊ดของแฟนคลับรอบลานกิจกรรมขณะที่โซลบนเวทียังคงเปล่งประกายราวกับเกิดมาเพื่อแสงไฟโดยแท้จริงเธอเผลอยืนดูอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัวว่าแก้วเครื่องดื่มเย็นในมือเริ่มคลายไอเย็นลงไปแล้วแต่แล้ว—ครืด… ครืด…โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเธอสั่นขึ้นอะธีน่ากะพริบตาเบา ๆก่อนจะละสายตาจากเวทีและหยิบมือถือขึ้นมาดูบนหน้าจอขึ้นชื่อชัดเจนMax 💙เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย“ว่าไงคะ พี่แม็กซ์”ปลายสายมีเสียงจังหวะคีย์บอร์ดและเสียงพูดคุยเบา ๆ แทรกมาเหมือนเขากำลังจัดอะไรบางอย่างอยู่“อยู่ไหน”คำถามสั้น ๆ ตามสไตล์พี่ชายคนกลางดังขึ้นทันทีอะธีน่าหันมองรอบตัวคร่าว ๆ“อยู่ห้างค่ะ ขี่รถออกมาข้างนอกนิดหน่อย”“ดีเลย”เสียงของแม็กซ์ฟังดูอารมณ์ดีผิดปกติ“กลับบ้านมาได้ไหม วันนี้พี่มีสตรีม”อะธีน่าขมวดคิ้วนิด ๆ“แล้ว?”ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะได้ยินน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นธรรมดา แต่แอบมีลูกล่อลูกชนอยู่เต็มที่“แล้วพี่จะให้มานั่งเล่นด้วยไง”อะธีน่าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ“หนูเนี่ยนะ”“ใช่”แม็กซ์ตอบทันที“วั
เช้าวันต่อมาแม้จะนอนไปหลายชั่วโมงแต่อะธีน่ากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อยภาพกล่องของขวัญสีดำรูปถ่ายของเธอและข้อความจากเบอร์ปริศนายังคงวนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครในบ้านเมื่อคืนไม่ใช่เพราะไม่กลัวแต่เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงโดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวที่ผ่านมาไม่นานอย่างน้อย…เธออยากมีเวลาคิดด้วยตัวเองก่อนและเพราะแบบนั้นช่วงสายของวันนี้อะธีน่าจึงเลือกทำในสิ่งที่ช่วยให้เธอ “หายใจ” ได้ดีที่สุดออกไปข้างนอกคนเดียวเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันโปรดดังขึ้นในลานบ้านอะธีน่าสวมหมวกกันน็อก ปรับสายรัดให้แน่นก่อนจะขี่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบ ๆลมอ่อนของช่วงสายปะทะใบหน้าช่วยให้ความอึดอัดในอกค่อย ๆ เบาลงทีละนิดเธอไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนไกลเพียงแค่อยากขี่รถเรื่อย ๆมองผู้คนมองเมืองและปล่อยให้สมองได้พักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดสักชั่วโมงสองชั่วโมงสุดท้ายอะธีน่าก็มาจอดที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเธอเดินเข้าไปด้านในแบบเรียบง่ายวันนี้แต่งตัวสบายกว่าปกติ—เสื้อครอปแขนยาวสีเรียบ กางเกงยีนส์เอวสูง รองเท้าผ้าใบผมถูกรวบครึ่งหัวแบบไม่ตั้งใจให้เ
งานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าทึ่งหลังจากโชว์จบผู้คนยังคงจับกลุ่มพูดคุยถึงคอลเลกชันของอะธีน่าไม่หยุดทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงแขกที่มาร่วมงานต่างพูดถึงผลงานของเธอในทิศทางเดียวกัน“โดดเด่น”“ชัดเจน”“มีภาษาของตัวเอง”หลังลงจากเวทีอะธีน่าแทบไม่มีเวลาได้พักเพื่อน ๆ ต่างเข้ามากอด แสดงความยินดีอาจารย์หลายคนเดินเข้ามาชื่นชมด้วยตัวเองบางคนถึงขั้นขอถ่ายรูปกับเธอและพี่ชายทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกบีมในลุค Apollo ยืนถือช่อดอกไม้สีขาวทองอย่างสง่างามแม็กซ์ที่ยังไม่ยอมถอดหมวกสปาร์ตันสีดำออกทั้งหมด กำลังโดนแฟน ๆ ของตัวเองแอบถ่ายไม่หยุดส่วนแจสเปอร์ก็ถูกเพื่อนของอะธีน่ารุมขอเซลฟี่ด้วยความชื่นชอบในลุค Hermesเสียงหัวเราะเสียงชื่นชมกลิ่นดอกไม้แสงแฟลชจากกล้องมือถือทุกอย่างอบอวลอยู่ในช่วงเวลาหลังเวทีนั้นอะธีน่ารับช่อดอกไม้จากซัมเมอร์เป็นช่อที่สามของคืนก่อนจะยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ แต่มีความสุข“แกสุดยอดมากจริง ๆ”ซัมเมอร์พูดพลางเขย่าแขนเธอเบา ๆ“ฉันพูดจริงนะ นี่มันไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบแล้ว”“ใช่”ริวกิพยักหน้าแรง“นี่มันระดับเอาไปต่อยอดได้เลย”อะธีน่าหลุดหัวเราะเบา ๆ“พอเลยพวกแก เดี๋ยวล
อะธีน่าเดินกลับมาที่โต๊ะ สีหน้าพยายามนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาของเพื่อน ๆ ที่รู้จักเธอดี… ไม่มีทางมองไม่ออก “อะธีน่า” ริวกิเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น “เป็นอะไรปะ หน้าแกดูซีด ๆ” ซัมเมอร์วางตะเกียบลงทันที “ใครมาทำอะไรแกหรือเปล่า” อะธีน่านั่งลง วางมือบนตัก สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง—แค่บางส่วน “เจอคนรู้จักเก่า” น้ำเสียงเธอเรียบ แต่สั้น “ไม่มีอะไรแล้ว” เพนนีขมวดคิ้ว “รู้จักเก่าแบบไหน” พอร์ชกับเควินสบตากันทันที ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่พร้อมกัน คชาเป็นคนพูดออกมา เสียงต่ำลงกว่าปกติ “…ตั้ม?” อะธีน่าเงยหน้ามอง ไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แค่นั้นก็พอแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ เสียงฉ่าของหมูกระทะยังดัง แต่ไม่มีใครสนใจจะคีบต่อ พอร์ชกำมือแน่น “มันมาทำอะไรแกป่าว” “แค่พูด” อะธีน่าตอบทันที “แล้วก็ไป มีคนช่วยกันไว้” เควินถอนหายใจแรง “แม่ง… ยังไม่เลิกอีกเหรอวะ” ซัมเมอร์เอื้อมมือไปจับแขนอะธีน่า บีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “แกโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” อะธีน่าพยักหน้า คราวนี้ยิ้มได้จริงขึ้นนิดหนึ่ง “โอเคแล้ว” เธอพูดชัด “ไม่เหมือนเมื่อ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ล
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังว
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน กระทบเปลือกตาที่ปิดสนิทของอะธีน่าอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามา คือ ความหนัก ที่ศีรษะ และความตึงรั้งที่มือขวา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ และความเงียบที่ไม่คุ้นเคย อะธีน่ากระพริบตาช้า ๆ







