LOGINค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ใกล้บ้านโซลเมื่อตอนเย็น ผมยาวถูกปล่อยสบาย ๆ พาดบ่าบางส่วน ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางดูอ่อนโยนกว่าปกติ เธอนั่งอยู่บนเตียง กำลังจัดของเล็กน้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ก๊อก ก๊อก “พี่เข้าไปได้ไหม” “ค่ะ” ประตูถูกเปิดออก โซลก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่จะมาดูว่า ห้องนี้โอเคไหม นอนได้หรือเปล่า” อะธีน่าพยักหน้า “โอเคมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่จัดการให้ทุกอย่าง” โซลมองไปรอบห้องอย่างพอใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้เตียงเพื่อดูผ้าม่านและไฟหัวเตียง “ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้เลยนะ—” ยังไม่ทันพูดจบ ปลายเท้าของเขากลับสะดุดผ้าที่ห้อยลงมาจากปลายเตียง ร่างสูงเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว “เฮ้ย—!” โซลเสียหลักเต็มแรง พุ่งตรงไปทางอะธีน่าที่กำลังนั่งอยู่ เธอเบิกตากว้าง ยังไม่ทันได้ขยับหนี ร่างของเธอก็หงายหลังลงบนเตียง พร้อมกับโซลที่ล้มตามลงมาอย่างไม่ทันตั้งใจ ตุบ! ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก โซลใช้ข้อศอกข้างหนึ่งยันเตียงไว้โดยสัญชาตญาณ อีกข้างจับแขนอะธีน่าไว้เพื่อไม่ให้เธอกระแทกแรงเกินไป ภาพตรงหน้าหยุดนิ่งในเสี้ยววินาทีนั้น ใบหน้าของทั้งสองคนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย อะธีน่าเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยิน มือของเธอเผลอกำชายเสื้อของโซลไว้โดยไม่รู้ตัว ส่วนโซล… เหมือนเวลาทั้งโลกหยุดเดิน กลิ่นแชมพูอ่อน ๆ จากเส้นผมของเธอ ดวงตาที่ใสและตื่นตกใจ ริมฝีปากที่อยู่ใกล้เกินกว่าจะมองข้าม เขานิ่งไปชั่วขณะ ราวกับต้องมนต์บางอย่าง โดยไม่รู้ตัว โซลค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงไปใกล้ขึ้นอีกนิด ใกล้ขึ้น… ใกล้ขึ้น… จนระยะห่างแทบไม่เหลือ หัวใจของอะธีน่าเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่ เธอไม่รู้ว่าควรผลักเขาออก หรือปล่อยให้ช่วงเวลานี้ดำเนินต่อไป ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของอะธีน่าดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศทั้งหมดในพริบตา ทั้งคู่สะดุ้งพร้อมกัน โซลรีบดึงสติกลับมา ลุกขึ้นจากเตียงแทบจะทันที “ขะ… ขอโทษนะ! พี่ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” อะธีน่าลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แก้มแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว “มะ… ไม่เป็นไรค่ะ หนูก็ไม่ได้เป็นอะไร” บรรยากาศในห้องกลายเป็นความเงียบปนความเขินอาย ไม่มีใครกล้าสบตาใครตรง ๆ โซลยกมือเกาท้ายทอยแก้เก้อ “งั้น… พี่ไม่กวนแล้ว พักผ่อนเถอะนะ ถ้ามีอะไรเรียกพี่ได้ตลอด” อะธีน่าพยักหน้า “ค่ะ… ขอบคุณนะคะ” โซลรีบเดินออกจากห้องไป ปิดประตูเบา ๆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบ เธอหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความ แต่สมาธิกลับไม่อยู่กับหน้าจอเลยสักนิด ภาพเมื่อครู่ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจางหาย อะธีน่าหลับตาลงเบา ๆ หัวใจยังเต้นแรงกว่าปกติ “เกือบไปแล้ว…” และในอีกห้องหนึ่ง โซลยืนพิงประตูห้องตัวเอง ยกมือกุมหน้าผากอย่างสับสน “เมื่อกี้… เราทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย” คืนนี้อาจเป็นคืนที่ยาวนาน สำหรับหัวใจของทั้งสองคน มากกว่าคืนไหน ๆ ที่เคยผ่านมา —————————— เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถี่รัวติดกันไม่หยุด อะธีน่าลืมตาขึ้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาดูหน้าจอ กลุ่ม : Fashion Space ข้อความเด้งขึ้นมาเรียงยาว เหมือนทุกคนพร้อมใจในเวลาเดียวกัน ซัมเมอร์: แกหายไปไหนอะธีน่า เมื่อคืนทักไปไม่ตอบเลย 😐 ริวกิ: ใช่ ปกติแกไม่เงียบขนาดนี้นะ เพนนี: ฉันเริ่มคิดละว่าแกหลับตั้งแต่หัวค่ำ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ ลดา: บอกหน่อยว่าโอเค แค่นั้นก็ยังดี เควิน: ถ้าเห็นข้อความแล้ว ตอบหน่อยนะ พวกเรารออยู่ พอร์ช: แบตหมด… หรือยุ่งอยู่? คชา: อะธีน่า แกโอเคปะวะ เมื่อคืนแกไม่ได้กลับบ้านด้วยใช่ไหม อะธีน่ามองข้อความทั้งหมดเงียบ ๆ นิ้วมือชะงักอยู่เหนือแป้นพิมพ์ หัวใจยังเต้นไม่ปกติ ภาพโกดัง เสียงฝน และแรงกระแทก ยังไม่จางหายไปจากความทรงจำ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง อะธีน่า: ขอโทษนะทุกคน เมื่อคืนหลับยาวมาก วันนี้โอเคแล้ว ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลังนะ 🤍 ไม่กี่วินาทีต่อมา ข้อความก็เด้งกลับมาแทบจะพร้อมกัน ซัมเมอร์: เฮ้อ โล่งอก 😭 แกนี่ทำใจหายเก่งจริง ริวกิ: โอเคก็พอแล้ว ไว้เจอกันค่อยซัก เพนนี: พักผ่อนเยอะ ๆ นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน ลดา: ดีแล้วที่ตอบ 💛 คชา: ถ้ามีอะไร บอกพวกเรานะเว้ย จริงจัง อะธีน่าเผลอยิ้มบาง ๆ ความอุ่นบางอย่างแทรกเข้ามาในอก แม้เธอจะยังไม่พร้อมเล่าเรื่องทั้งหมด เธอกดล็อกหน้าจอ วางโทรศัพท์ลงข้างหมอน ในห้องยังคงเงียบ แต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกแล้ว _______ เช้าวันถัดมา อากาศหน้า คฤหาสน์ของโซล เงียบสงบกว่าทุกวัน รถยนต์สีดำคันหรูค่อย ๆ ชะลอเข้ามาจอดหน้าประตูรั้ว เครื่องยนต์ดับลงอย่างนุ่มนวล บีมก้าวลงจากรถในชุดสูทเรียบเนี้ยบ แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวังตามนิสัยพี่ชายคนโต ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ตัวบ้าน “คฤหาสน์จริง ๆ แฮะ…” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง บีมไม่คิดมาก่อนว่า ไอดอลระดับประเทศ—ลูกชายของนักการเมืองระดับสูง จะยอมพาน้องสาวของเขามาอยู่ที่บ้าน แถมดูแลข้ามคืนอย่างจริงจังขนาดนี้ ประตูรั้วเปิดออก ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเรียบก้าวออกมา โซล เขาหยุดยืนเมื่อเห็นรถ ก่อนจะเดินเข้ามาอย่างสุภาพ สีหน้าเรียบ แต่แววตาจริงใจ “สวัสดีครับ” โซลยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “คุณบีมใช่ไหมครับ” บีมชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและยกมือไหว้ตอบ “ครับ ผมบีมเองครับ” เขามองโซลตรง ๆ ประเมินอีกฝ่ายในฐานะทั้งผู้ชาย… และคนที่เพิ่งช่วยชีวิตน้องสาว โซลพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขอบคุณที่มารับนะครับ อะธีน่าอยู่ข้างใน เธออาการดีขึ้นมากแล้ว” คำว่า อาการดีขึ้น ทำให้บีมถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณมากนะครับ” น้ำเสียงเขาจริงจังกว่าที่เคยใช้ในการประชุมใด ๆ “ผมไม่คิดว่า… คุณจะช่วยน้องสาวผมขนาดนี้” โซลส่ายหัวเบา ๆ “ผมไม่ได้ช่วยเพราะชื่อเสียงหรืออะไรแบบนั้นครับ” สายตาเขานิ่งและตรงไปตรงมา “ผมช่วย… เพราะเธออยู่ตรงนั้น และผมเลือกไม่เดินหนี” บีมสบตาเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ในแววตาของบีม ไม่ใช่ความระแวงอีกต่อไป แต่คือการยอมรับ “งั้นผมขอเข้าไปหาน้องสาวผมนะครับ” โซลยิ้มบาง ๆ “เชิญครับ” ก่อนจะเปิดทางให้บีมเดินเข้าไปในบ้าน และในเช้าวันนั้น การพบกันของผู้ชายสองคน ที่ต่างเติบโตในโลกคนละแบบ กลับเริ่มต้นขึ้น ด้วยความเคารพที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่มเติม _____________ บีมก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น สายตาคมกริบที่เคยนิ่งเฉียบอ่อนลงทันที เมื่อเห็นร่างของน้องสาวนั่งอยู่บนโซฟา อะธีน่า เธออยู่ในชุดสบาย ๆ มีผ้าพันแผลที่ขมับและมือ สีหน้าดูซีดกว่าปกติ แต่ดวงตายังใสและมั่นคงเหมือนเดิม บีมเดินเข้าไปหาเธอโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะยกมือขึ้น… ปึ้ก หมัดเบา ๆ กระทบเข้าที่ต้นแขนของอะธีน่า “โอ๊ย—พี่บีม!” เธอร้องออกมาทันที ทั้งตกใจทั้งขำ “พี่ต่อยหนูทำไมเนี่ย!” บีมถอนมือกลับ กรามเขาขบแน่นเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ “จะได้รู้ว่ายังอยู่จริง” เขามองเธอจากหัวจรดเท้า “ทำเอาพี่ ๆ กับพ่อแม่ใจหายหมด” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ยังเจ็บแปลบตรงแขน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนพี่ชาย “หนูขอโทษนะ…” เสียงเธออ่อนลง “แต่ตอนนี้หนูโอเคแล้วจริง ๆ” บีมถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือไปขยี้หัวน้องสาวอย่างแรงกว่าปกติเล็กน้อย “คราวหลัง ถ้าจะหายตัวไปแบบนี้ โทรหาพี่ก่อน เข้าใจไหม” “เข้าใจค่า~” อะธีน่ารับคำทันที เธอเงยหน้าขึ้นเหมือนนึกอะไรได้ ก่อนจะพูดต่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราว “อ้อ พี่บีม” “พี่ช่วยโทรเรียกรถลากให้หนูหน่อยได้ไหม” บีมเลิกคิ้ว “รถเป็นอะไร” “แบตหมดอายุการใช้งานค่ะ แต่หนูดันไม่เช็กก่อนออกจากบ้านเอง” อะธีน่าพูดเรียบ ๆ บีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที “โอเค เดี๋ยวพี่จัดการให้” เขาหยุดมือเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองโซลที่ยืนอยู่ไม่ไกล “เรื่องเมื่อคืนนั้น…” บีมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมเป็นหนี้คุณจริง ๆ” โซลพยักหน้าเล็กน้อย “ขอแค่อะธีน่าปลอดภัยก็พอครับ” อะธีน่ามองภาพตรงหน้า พี่ชายคนโตที่เป็นเหมือนกำแพงของครอบครัว กับผู้ชายอีกคนที่เลือกเสี่ยงเข้ามาในชีวิตเธอโดยไม่ลังเล หัวใจของเธออุ่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และในวินาทีนั้น เธอรู้สึกชัดเจนว่า การกลับบ้านครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การกลับสู่ที่เดิม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบางอย่าง ที่กำลังค่อย ๆ เติบโต โดยที่ไม่มีใครตั้งใจจะหยุดมันได้อีกแล้วเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าดูนิ่งกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ “ก่อนกลับ…” เขาเว้นจังหวะ “ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหม” บีมมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “พี่จะรอในรถนะ” อะธีน่าพยักหน้า ก่อนจะเดินกลับมาหาโซล ทั้งสองหยุดยืนใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สายลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอากลิ่นหญ้าและดินชื้นจาง ๆ มาแตะปลายจมูก โซลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบ “พี่คิดว่า… หลังจากนี้ เราควรติดต่อกันได้โดยตรง” เขาพูดตรงไปตรงมา “เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หรือถ้า—” เขาหยุดคำพูดของตัวเองเล็กน้อย “ถ้าหนูไม่สบายใจ” อะธีน่ามองเขานิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “หนูเองก็คิดแบบนั้นค่ะ” เธอยิ้มบาง “หลังจากเรื่องเมื่อคืน… หนูไม่อยากแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้จักพี่อีกแล้ว” โซลหัวเ
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ใกล้บ้านโซลเมื่อตอนเย็น ผมยาวถูกปล่อยสบาย ๆ พาดบ่าบางส่วน ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางดูอ่อนโยนกว่าปกติ เธอนั่งอยู่บนเตียง กำลังจัดของเล็กน้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ก๊อก ก๊อก “พี่เข้าไปได้ไหม” “ค่ะ” ประตูถูกเปิดออก โซลก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่จะมาดูว่า ห้องนี้โอเคไหม นอนได้หรือเปล่า” อะธีน่าพยักหน้า “โอเคมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่จัดการให้ทุกอย่าง” โซลมองไปรอบห้องอย่างพอใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้เตียงเพื่อดูผ้าม่านและไฟหัวเตียง “ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้เลยนะ—” ยังไม่ทันพูดจบ ปลายเท้าของเขากลับสะดุดผ้าที่ห้อยลงมาจากปลายเตียง ร่างสูงเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว “เฮ้ย—!” โซลเสียหลักเต็มแรง พุ่งตรงไปทางอะธีน่าที่กำลังนั่งอยู่ เธอเบิกตากว้
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ลงมาได้ แต่ค่อย ๆ นะ”อะธีน่าพยักหน้าเปิดประตูลงมาอย่างระมัดระวังแม้ร่างกายจะยังระบมอยู่บ้าง แต่วันนี้เธอดูดีขึ้นกว่าตอนเช้ามากรถของเธอยังคงจอดอยู่ตำแหน่งเดิมเหมือนถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนทันทีที่เห็นรถคันคุ้นตาหัวใจของอะธีน่าก็โล่งขึ้นเล็กน้อย“ยังอยู่ครบจริง ๆ ด้วย…”เธอรีบเดินไปเปิดประตูรถหยิบกระเป๋า โทรศัพท์ และของใช้ส่วนตัวออกมาอย่างรวดเร็วโซลยืนรออยู่ไม่ไกลสายตายังคงคอยสังเกตรอบข้างตลอดเวลา“ของครบไหม” เขาถาม“ครบค่ะ”อะธีน่าตอบพร้อมถอนหายใจโล่งอก“ดีนะที่พวกนั้นไม่ได้สนใจของพวกนี้เลย”เธอปิดประตูรถดัง “ปัง”แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของอะธีน่ากลับหยุดอยู่ที่รถของตัวเองแทนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถตู้ทันทีเธอกลับยืนนิ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างโซลมองอย่างสงสัย“มีอะไรหรือเปล่า”อะ
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังวลเพราะตั้งแต่เมื่อคืน…อะธีน่าไม่กลับบ้านโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้รถที่เธอขับออกไปก็ยังไม่กลับเข้ามาในโรงจอด“อะธีน่าไม่เคยหายไปทั้งคืนแบบนี้”แม็กซ์พูดขึ้นเสียงเครียด“ต่อให้ไปค้างกับเพื่อน ก็ต้องส่งข้อความบอกก่อนตลอด”แจสเปอร์พยักหน้าเห็นด้วยมือยังกำโทรศัพท์แน่น“ผมลองเช็กโลเคชันมือถือแล้ว แต่เหมือนปิดเครื่องไปตั้งแต่เมื่อคืน”บีมที่นั่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วความเป็นพี่ชายคนโตทำให้เขานิ่งกว่าคนอื่นแต่ความกังวลในแววตาก็ชัดเจนไม่แพ้กัน“แม่ครับ…”เขาหันไปหาอลิซ“เราควรไปแจ้งความไหม”อลิซกำลังจะตอบแต่ทันใดนั้น—เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นทุกคนในห้องหันไปมองพร้อมกันทันทีอลิซหยิบขึ้นมาดูเป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปิดอ่านข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ—[อะธ
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน กระทบเปลือกตาที่ปิดสนิทของอะธีน่าอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามา คือ ความหนัก ที่ศีรษะ และความตึงรั้งที่มือขวา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ และความเงียบที่ไม่คุ้นเคย อะธีน่ากระพริบตาช้า ๆ พยายามเรียบเรียงภาพในหัว โกดัง… ฝน… แรงกระแทก… ความมืด เธอขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บแล่นแปลบที่ขมับจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือของเธอถูกยกขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ นิ้วสัมผัสกับผ้าปิดแผลที่ขมับ และผ้าพันแผลที่ฝ่ามือ—แน่น แต่ถูกพันอย่างประณีต มีคนดูแล… อะธีน่าพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่แรงในร่างกายยังไม่กลับมาเต็มที่ เธอจึงเอนตัวพิงหัวเตียงแทน สายตากวาดมองไปรอบห้อง ห้องกว้าง สะอาด เงียบ เฟอร์นิเจอร์เรียบหรูแต่ไม่โอ่อ่าเกินไป เป็นสไตล์ที่ดูเป็นระเบียบ และ… ไม่ใช่ห้องของเธอ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย “นี่ที่ไหน…” เสียงของเธอแหบพร่า เบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงในเสื้อยืดสีเข้มก้าวเข้ามา ถือถาดยากับแก้วน้ำในมือ อะธีน่าชะงัก “…พี่โซล?”







