LOGINเงียบ... ลมเย็นพัดผ่านระหว่างเรา
"มึงว่ายน้ำเก่งไหม" ผมถาม
ภามมองสระ "พอได้"
"งั้นแข่งกันไหม"
เขาหันมามองผมช้า ๆ "มึงอยากแพ้?"
ผมหยุดยิ้มไปหนึ่งจังหวะ "โห มั่นมาก"
ภามลุกขึ้น ถอดเสื้อคลุมพาดไว้กับเก้าอี้ แล้วเดินลงบันไดสระโดยไม่รอคำตอบ น้ำกระเพื่อมรอบตัวเขา ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ใช่เพราะตกใจ แค่เพิ่งรู้ว่าคนเงียบ ๆ เวลาเอาจริง...น่ากลัวกว่าคนพูดมากอย่างผมเยอะ
ภามหันกลับมา "จะลงไหม"
"ลงค่ะ ๆ"
"หยุด"
"ค่ะ---เอ้ย โอเค"
นัยน์ตาของเขาเป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้มมาดมั่นที่ผุดขึ้นบนใบหน้า มันไม่ใช่แค่การยิ้มธรรมดา แต่คือยิ้มของผู้ชนะที่ไร้พ่าย และผมก็แพ้จริง ไม่ใช่แพ้แบบเฉียด แพ้แบบที่ถ้าเซนอยู่ตรงนี้ มันคงเอาไปล้อได้ถึงปีหน้า
ภามแตะขอบสระอีกฝั่งก่อนผมเกือบครึ่งช่วงแขน เขาโผล่ขึ้นจากน้ำ เสยผมเปียกขึ้นลวก ๆ แล้วหันมามองผมด้วยสีหน้าที่แทบไม่เปลี่ยน แต่แววตาแม่งโคตรชัด... สะใจ
"แล้วบอกว่า พอได้?" ผมหอบถาม
ภามจับขอบสระไว้ น้ำหยดจากปลายผมลงบนแก้ม "อืม"
"นี่เรียกพอได้?"
"สำหรับกู"
ผมหัวเราะทั้งที่ยังหายใจไม่ทัน "โห มาตรฐานสูงมาก"
ภามว่ายกลับมาช้า ๆ แล้วหยุดตรงหน้าผม ระยะระหว่างเราสั้นลงกว่าตอนนั่งริมสระ น้ำกระเพื่อมเบา ๆ ชนกับหน้าอกผม
"มึงท้ากูเองนะ"
"กูไม่คิดว่ามึงจะโหดขนาดนี้"
"อย่าคิดเองบ่อย"
ผมยกมือแตะอกตัวเอง "เจ็บนะ"
ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ภามไม่ได้หันหนีทันที เขาแค่มองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนว่ายผ่านไปอีกฝั่ง น้ำแตกเป็นทางบาง ๆ ตามหลังเขา
และผมก็เพิ่งเข้าใจ... บางคนไม่จำเป็นต้องพูดเยอะเลย แค่ชัยชนะอันเงียบเชียบของเขา ก็ทำเอาหัวใจผมเสียจังหวะได้เหมือนกัน
เกมนี้...ผมแพ้มาตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งแล้ว
POV: Kin
ทางเดินเลียบตึกเงียบกว่าปกติ ผมเดินมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนเซนคงมาจากทางหลังตึก ปลายทางเดียวกันคือสระว่ายน้ำ ผมบอกให้ภามล่วงหน้ามาก่อน เพราะต้องเซฟงานลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยแล้วถึงจะตามมา แค่เดินไปเหมือนทุกวัน
จนกระทั่งเสียงหัวเราะสั้น ๆ จากสระว่ายน้ำทำให้ผมหยุดก้าว
ภาม
ผมเงยหน้าขึ้นมอง เอเดนอยู่ในน้ำ มือหนึ่งจับขอบสระไว้ อีกมือยกขึ้นแตะอกตัวเองเหมือนกำลังหอบหรือกำลังเล่นใหญ่กับอะไรบางอย่าง
ส่วนภามอยู่ห่างจากมันไม่ถึงช่วงแขน ผมของเขาเปียกน้ำลู่ลงข้างแก้ม หยดน้ำไหลจากปลายผมลงสู่ผิวน้ำเป็นวงเล็ก ๆ
แล้วภามก็หัวเราะ แต่ผมจำได้ทันที เพราะมันเป็นเสียงที่ผมไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก
และตอนนี้... เอเดนก็อยู่ตรงนั้น ใกล้พอจะได้ยินมันชัดกว่าผม
มือที่ถือขวดน้ำอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสียงพลาสติกบุบเบา ๆ ดังขึ้นในฝ่ามือ
ผมก้มลงมอง ขวดน้ำยุบเป็นรอยตรงกลาง
ผมคลายนิ้วออกช้า ๆ แต่มันไม่คืนรูป เหมือนบางอย่างในอกผมตอนนี้
เอเดนพูดอะไรสักอย่าง ภามหันหน้าหนี แต่ไม่ได้ว่ายหนี ไม่ได้ขยับออกห่าง แค่อยู่ตรงนั้น ในระยะที่น้ำระหว่างเขาสองคนกระเพื่อมเข้าหากันเบา ๆ
แค่นั้นก็พอแล้ว พอจะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมาช้าไปแค่ไม่กี่นาที
เสียงฝีเท้าหยุดลงข้าง ๆ
เซน
มันยืนไม่ไกลจากผม และผมรู้ว่ามันเห็นเหมือนกัน
"หึง?"
คำถามสั้นและตรงเกินไป ผมไม่ตอบ
เซนเหลือบมองขวดน้ำ แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ
"มึงนี่เก็บเก่งนะ"
น้ำเสียงยังเหมือนเดิม กึ่งเล่น กึ่งจริง
"เก็บทุกอย่างได้หมด..."
มันหยุดไปจังหวะหนึ่ง สายตามองรอยบุบบนขวดน้ำ
"...ยกเว้นหลักฐาน"
ผมหรี่ตามองมัน
"มึงยุ่งอะไรด้วย"
"ไม่ได้ยุ่ง"
เซนยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ แต่รอยยิ้มยังอยู่
"แค่เห็นคนกำลังพยายามทำเหมือนไม่เจ็บ ทั้งที่ขวดน้ำสารภาพแทนไปแล้ว"
ผมเงียบ ลมทะเลพัดผ่านทางเดิน เย็น แต่ฝ่ามือผมกลับร้อนอยู่ตรงรอยบุบของขวดน้ำ
ตรงสระ เอเดนหัวเราะออกมาอีกครั้ง ภามส่ายหน้านิด ๆ ก่อนว่ายผ่านมันไปอีกฝั่ง น้ำแตกเป็นทางบาง ๆ ตามหลังเขา
ผมมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
ตอนทำงาน ผมจัดการทุกอย่างได้เป็นระบบ มี Flow มีเงื่อนไข มีทางเลือก มีแผนสำรอง แต่ภาพตรงหน้าไม่มีช่องไหนให้ผมใส่มันลงไปได้เลย
ไม่รู้ว่าควรก้าวเข้าไป หรือควรถอยกลับ ไม่รู้ว่าควรเรียกภาม หรือแค่ยืนอยู่ตรงนี้ให้เหมือนคนผ่านมาเห็นโดยบังเอิญ
นิ้วผมกดลงบนรอยบุบของขวดน้ำอีกครั้ง เบากว่าเดิม แต่รอยนั้นยังอยู่
เซนเงียบไปพักหนึ่ง ครั้งนี้มันไม่ได้กวนต่อ แปลกดี บางทีคนอย่างเซนก็รู้เหมือนกันว่าจังหวะไหนควรหยุด
"คิน"
ผมหันไปมองมัน
"ถ้ามึงยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไร"
มันพูดเสียงเบากว่าปกติ
"แต่เลิกโกหกตัวเองก่อนก็พอ"
พูดจบ เซนก็เดินนำไปทางสระ ทิ้งให้ผมยืนอยู่ตรงนั้น กับขวดน้ำที่บุบอยู่ในมือ และเสียงหัวเราะของภามที่ยังติดอยู่ในหัวผมไม่ยอมจาง
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก

![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





