LOGINPOV: Kin
กลางดึกคืนนั้น ห้องพักเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบา ๆ ผมนั่งอยู่ปลายเตียงกับกองเอกสารตรงหน้า แฟ้ม Choice Point เปิดค้างอยู่บนตัก ปากกาค้างอยู่ระหว่างนิ้ว แต่ผมยังอ่านบรรทัดเดิมซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้
ตัวอักษรเรียงกันเป็นแถว แต่ภาพในหัวกลับไม่ใช่เอกสาร เป็นริมสระ เป็นแสงสีทองบนผิวน้ำ เป็นเอเดนที่อยู่ใกล้ภามเกินไปและภามที่ไม่ได้ขยับหนี
ผมกดปลายปากกาลงบนกระดาษจนหมึกซึมเป็นจุดดำเล็ก ๆ ก่อนจะรู้ตัวแล้วรีบยกมือออก
แค่ภาพเดียว ทำให้เสียจังหวะไปหมด
"วันนี้มึงโอเคปะ"
เสียงภามดังขึ้นใกล้ตัว
ผมเงยหน้าจากแฟ้มช้ากว่าปกตินิดหนึ่ง ช้าพอจะต้องบังคับตัวเองไม่ให้เผลอมองเขานานเกินไป
ภามนั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง มองผมด้วยสายตานิ่ง ๆ แบบที่มักอ่านอะไรออกมากกว่าที่ผมอยากให้รู้
"...โอเค"
ผมตอบ แล้วก้มลงจัดกระดาษตรงหน้าเหมือนมันยุ่งมาก ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรต้องจัดเลย
ภามมองผมอยู่สองวินาที
"โกหก"
ผมหลุดหัวเราะเบา ๆ แพ้ เหมือนทุกครั้ง
"มึงนี่นะ รู้ดีไปหมดทุกเรื่องเลยหรือไง"
"ก็มึงทำตัวแปลก ๆ แล้วไม่เห็นตามไปที่สระว่ายน้ำล่ะ"
เสียงเขาเรียบ แต่ประโยคนั้นทำให้มือผมชะงักไปครึ่งจังหวะ
ผมก้มมองแฟ้มในมือ
"กูแค่เคลียร์เอกสารจนลืมเวลาน่ะ"
ภามเงียบไปนิดหนึ่ง เหมือนยังไม่คลายสงสัย และนั่นแหละที่ทำให้ความเงียบของเขาอันตรายกว่าเดิม
ผมพลิกเอกสารไปอีกหน้า ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านหน้าเดิมจบ
"ก็เรื่องงาน กูแค่ไม่ชอบวิธีที่เซนทำ"
ผมตอบช้า ๆ
"มันทำอะไรไม่บอก แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ออกมาดี"
ภามพยักหน้า
"บางครั้งการยอมรับความจริง อาจง่ายกว่าการฝืนเถียง"
ผมหัวเราะแห้ง ๆ ถ้าเขารู้ว่าประโยคนั้นไม่ได้แทงแค่เรื่องงาน เขาคงไม่พูดมันออกมาง่ายขนาดนี้
จู่ ๆ ภามก็ลุกจากเตียง เดินมาหาผม
ผมเงยหน้าขึ้น
"อะไร"
เขาไม่ตอบ แค่ก้มมองมือผม
ผมมองตามสายตาเขา ถึงได้เห็นแผลถลอกที่นิ้วก้อย แดงนิด ๆ มีเลือดซิบออกมาเล็กน้อย
ผมเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปได้แผลมาตอนไหน อาจเป็นตอนกำขวดน้ำ หรืออาจเป็นตอนที่พยายามทำเหมือนตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลย
ภามถอนหายใจ
"อยู่นิ่ง ๆ"
คำสั่งสั้น ๆ ทำให้ผมชะงัก
เขาดึงมือขวาของผมไปกุมไว้ แล้วหยิบชุดทำแผลเล็ก ๆ จากกระเป๋า ท่าทางคล่องแคล่วเหมือนตอนที่เขาเคยแอบไปทำแผลให้ลูกแมวหลังคณะไม่มีผิด
สำลีเย็น ๆ แตะลงบนผิว แผ่วเบา แต่ทำให้ผมนิ่งกว่าที่ควร
ผมไม่กล้าดึงมือกลับ ทั้งที่ปกติไม่ชอบให้ใครเข้ามาในระยะส่วนตัวมากนัก
แต่กับภาม เขาไม่เคยขออนุญาตเข้ามา และผมก็ไม่เคยห้ามได้จริง ๆ
"แผลเล็กนิดเดียว ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้"
ผมพูดทำลายความเงียบ
ภามไม่เงยหน้า ปลายนิ้วเขากดสำลีลงเบากว่าเดิม
"แผลก็คือแผล"
เสียงเขานิ่งมาก
"จะเล็กหรือใหญ่ ถ้าเจ็บก็คือเจ็บ"
ผมมองเสี้ยวหน้าของเขา แสงไฟหัวเตียงตกลงบนขนตาและปลายจมูก ทำให้ภามดูไกลกว่าระยะจริงที่อยู่ตรงหน้า
นั่นแหละภาม
เขาไม่เคยเห็นเรื่องของผมเป็นเรื่องเล็กน้อย และนั่นคือเหตุผลที่ผมไปจากเขาไม่ได้สักที
เขาแปะพลาสเตอร์ลงบนนิ้วผม กดขอบให้แนบสนิท แล้วเงยหน้าขึ้น
จังหวะนั้นหัวใจผมเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะเจ็บแผล แต่เพราะภามอยู่ใกล้เกินไป ใกล้จนคำที่เก็บไว้นาน เกือบหลุดออกมาก่อนที่ผมจะห้ามตัวเองทัน
แต่ภาพเอเดนริมสระก็แวบกลับมา
ผมหลับตาลงชั่วครู่ แล้วปล่อยให้มันค้างอยู่ตรงนั้น ในที่เดิมที่มันเคยอยู่มาตลอด
"ขอบใจนะมึง"
ผมเลือกคำที่ปลอดภัยที่สุด
ภามพยักหน้า
"คราวหลังก็ดูตัวเองหน่อย"
"มึงแม่ง..."
ผมส่ายหัว แกล้งบ่นเพื่อซ่อนบางอย่างในอก
"ใจดีเกินไปปะ"
"กูเป็นปกติของกูแบบนี้อยู่แล้ว"
เสียงผมเบาลงโดยไม่ตั้งใจ
"บางที...มึงก็ไม่ควรแคร์กูขนาดนี้"
ความเงียบปกคลุมเราทันที ภามนิ่งไป นานพอให้ผมเริ่มอยากถอนคำพูด ก่อนเขาจะตอบ
"กูแคร์ เพราะมึงคือมึง"
คำเรียบง่ายนั้นไม่หวาน แต่โคตรทำร้ายกัน
ภามลุกกลับไปนั่งที่เตียงของตัวเอง ทิ้งให้ผมอยู่กับความเงียบ และแผลที่ถูกปิดไว้อย่างดี
ผมก้มมองพลาสเตอร์แผ่นเล็กบนนิ้วก้อย นิ้วโป้งแตะขอบพลาสเตอร์ซ้ำ ๆ เหมือนคนโง่ที่รู้ทั้งรู้ว่าแผลปิดแล้ว แต่ก็ยังหยุดแตะมันไม่ได้
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก







