LOGIN"งั้นเราลุยกันต่อ"
ผมพูด เซนยิ้ม
"พูดเหมือนพระเอกซีรีส์เลยว่ะ"
"กูก็พระเอกอยู่แล้วปะ"
"พระเอกหรือหมาโกลเด้น"
"แล้วหมาโกลเด้นเป็นพระเอกไม่ได้เหรอ"
เซนหัวเราะ คินส่ายหน้าเบา ๆ แม้แต่ภามยังยกมุมปากขึ้น เหมือนกลั้นขำไม่ทัน
ช่วงบ่าย หลังจากสรุปงานเสร็จ ทีมเริ่มแยกกันเก็บข้อมูลต่อ คินนั่งทำโครงระบบ Choice Point อยู่กับพี่เลี้ยง เซนเดินออกไปถ่ายภาพพื้นที่เพิ่มเติม ส่วนผมกับภามถูกทิ้งไว้ในห้องประชุมเล็กกับแฟ้ม Feedback ลูกค้าเดิมกองหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญ หรือเป็นความเมตตาของโชคชะตา แต่ผมขอขอบคุณ Destiny Project ไว้ก่อน
ภามนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก้มอ่านเอกสารอย่างตั้งใจ ปลายนิ้วของเขาไล่ไปตามบรรทัดช้า ๆ คิ้วขมวดนิดหนึ่งเวลามีข้อมูลที่ต้องคิดต่อ แสงบ่ายลอดผ่านม่านบางเข้ามาตกบนเสี้ยวหน้าเขาพอดี ทำให้ผิวขาว ๆ นั้นดูนุ่มกว่าปกติ
ผมตั้งใจจะอ่านเอกสารของตัวเอง จริง ๆ แต่ผ่านไปเกือบห้านาที ผมยังอยู่หน้าเดิม เพราะสายตาเจ้ากรรมดันไหลไปทางเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา
"มึงมองกูทำไม"
ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง แต่ยิ้มทันที
"ไม่ได้มอง"
ภามจ้องกลับ สีหน้าบอกชัดว่าไม่เชื่อสักนิด
"เอเดน"
เวลาเขาเรียกชื่อผมด้วยเสียงนิ่ง ๆ แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนถูกจับได้ทุกครั้ง ทั้งที่ยังไม่ได้สารภาพอะไรเลย
ผมเอียงคอนิดหนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง
"กูแค่ยังไม่หันไปทางอื่น"
ผมได้ยินเสียงแอร์ และเสียงหัวใจตัวเองที่ดังเกินควร
ภามมองผมอยู่สองวินาทีเต็ม ดวงตานิ่งเหมือนเดิม ก่อนเขาจะละสายตากลับไปที่เอกสาร
"ไร้สาระ"
คำเดิม ๆ ทำนองเดียวกับน่ารำคาญ แต่คราวนี้ผมเห็น ปลายหูขาว ๆ นั่นแดงขึ้น
และแค่นั้น ก็ทำให้ผมยิ้มอยู่คนเดียวได้ทั้งบ่ายแล้ว
ผมก้มลงมองเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ ผมเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง Destiny Project อาจไม่ได้สอนแค่เราว่าลูกค้าแต่ละคนต้องการเส้นทางไม่เหมือนกัน แต่มันกำลังสอนผมด้วยว่า การเข้าไปอยู่ในใจใครสักคน บางทีอาจไม่ใช่การวิ่งเข้าไปดัง ๆ ไม่ใช่การพูดให้เยอะที่สุด ไม่ใช่การจีบให้เขาหนีไม่ทัน แต่อาจเป็นการค่อย ๆ หาจังหวะของตัวเอง จังหวะที่ไม่ทำให้เขาอึดอัด จังหวะที่ทำให้เขายอมมองกลับมา แม้จะแค่สองวินาที ก็ยังดี
"เอเดน"
เสียงภามดังขึ้นอีกครั้ง ผมเงยหน้าแทบจะทันที
"หืม"
ภามเลื่อนแฟ้มชุดหนึ่งมาตรงหน้าผม
"อ่านหน้านี้"
"ทำไม"
"ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ชอบกรอกเอกสาร"
ผมก้มลงอ่าน มีวงกลมสีดำล้อมประโยคหนึ่งไว้
อยากให้มีคนคุยด้วย มากกว่าถูกถามเป็นข้อ ๆ
ผมเงยหน้ามองเขา
"เหมาะกับกู?"
ภามไม่ตอบ แต่ปากกาของเขาเคาะลงบนคำว่า คนคุยด้วย หนึ่งที
โอเค ชัดกว่าพูดอีก
ผมหัวเราะเบา ๆ
"มึงเริ่มรู้จักกูแล้วนี่หว่า"
ภามนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
"ก็ต้องรู้"
ผมหยุดยิ้มไปครึ่งจังหวะ
"ทำไม"
ภามก้มหน้ากลับไปอ่านเอกสาร แล้วตอบเหมือนไม่ได้คิดอะไร
"ทำงานทีมเดียวกัน"
อ๋อ ทีมเดียวกัน เหตุผลดี ถูกต้อง สมเหตุสมผล แต่ไม่รู้ทำไม ผมกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
"อืม"
ผมพยักหน้า
"งั้นกูก็จะรู้จักมึงให้มากขึ้นเหมือนกัน"
ภามไม่เงยหน้า แต่ปลายปากกาของเขาหยุดนิ่งไปหนึ่งจังหวะ แค่หนึ่งจังหวะ แล้วเขาก็เขียนต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เย็นวันนั้น ก่อนกลับห้อง พวกเราสี่คนเดินผ่านทางเชื่อมริมทะเลด้วยกัน แสงสุดท้ายของวันตกลงบนผิวน้ำจนเป็นประกายสีทอง ลมทะเลพัดแรงพอให้เสื้อเชิ้ตของทุกคนขยับไปตามจังหวะ
เซนเดินนำหน้าไปกับคิน สองคนนั้นยังคุยเรื่อง Flow กับ Choice Point ไม่หยุด
"ถ้า Optional เยอะเกิน ลูกค้าจะเลือกไม่ถูก"
คินพูด
"งั้นก็อย่าให้เขาเลือกเยอะ ให้เลือกแค่จุดที่เขากังวลจริง ๆ"
เซนตอบ
"ต้องมีเกณฑ์"
"ก็ให้มึงทำไง"
"มึงโยนงานเก่งมาก"
"กูเรียกใช้คนให้ถูกงาน"
ผมหัวเราะเบา ๆ
ส่วนภามเดินอยู่ข้างผม เงียบเหมือนเดิม แต่ไม่ไกลเหมือนเมื่อวาน ระยะห่างระหว่างเราดูเหมือนจะลดลงนิดหนึ่ง อาจจะแค่นิดเดียว แต่ผมก็รู้สึกได้
"ภาม"
"อะไร"
"วันนี้ทีมเราดีขึ้นปะ"
เขาหันมามองผม ก่อนตอบ
"ดีขึ้น"
"เพราะกู?"
"เพราะลูกค้า"
ผมหัวเราะ
"โห ไม่ให้เครดิตกันเลย"
ภามมองไปข้างหน้า
"แต่มึงทำได้ดี"
ผมหยุดเดินไปครึ่งก้าว จริง ๆ แค่ครึ่งก้าว แต่เหมือนหัวใจหยุดไปนานกว่านั้น
"เมื่อกี้มึงชมกูเหรอ"
"อืม"
เขาตอบง่าย ๆ ง่ายเกินไป จนผมไปต่อไม่ถูก
ภามเดินนำไปอีกก้าว ก่อนหันกลับมามอง
"ไม่เดิน?"
ผมยิ้มออกมาแบบห้ามไม่อยู่
"เดินค่ะ"
เซนที่เดินอยู่ข้างหน้าหันกลับมาพอดี เห็นหน้าผมแล้วส่ายหัว
"หมาโกลเด้นได้ขนมอีกแล้ว"
"เงียบไปเลยมึง"
คินมองมาทางเราแวบหนึ่ง สายตานิ่งเหมือนเดิม แต่คราวนี้เขามองนานกว่าปกติ
ผมรีบหุบยิ้ม ไม่ทัน
เซนหัวเราะเบา ๆ อยู่ข้างหน้า
"หุบตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ไอ้หมา"
ลมทะเลพัดผ่านระหว่างเราอีกครั้ง ภามเดินต่อไปข้างหน้า ผมก้าวตาม ไม่ชิดกว่าเดิม ไม่ห่างกว่าเดิม แค่จังหวะเดียวกันพอดี
ข้างหน้า เซนยังเถียงกับคินเรื่อง Flow ไม่จบ ข้าง ๆ ผม ภามไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม แต่ครั้งนี้ ไหล่ของเราเกือบแตะกัน
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก





![The Feast of Casier มื้อค่ำของคาเซียร์[Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

