LOGINในอดีตชาติ เสิ่นอวี่เฉิน ทายาทวาณิชอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ยอมมอบทั้งหัวใจและคลังสมบัติมหาศาลเพื่อแต่งเข้าจวนเสนาบดีตระกูลเผย ทว่าความรักหวานซึ้งกลับเป็นเพียงฉากบังหน้า ชะตากรรมสุดท้ายของเขาคือการถูกขังลืมในเรือนร้าง ถูกพรากทุกสิ่งกระทั่งเลือดในอก และสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวกลางพายุหิมะ ทว่าในวินาทีที่ลมหายใจดับสูญ ดวงวิญญาณของเขากลับได้เห็นความจริงอันน่าตื่นตะลึง... เมื่อบุรุษที่คนทั้งใต้หล้าหวาดกลัวดั่ง ‘พญายมเดินดิน’ อย่าง เซียวเจิ้งหาน อ๋องสำเร็จราชการผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดิน ยอมบุกฝ่าคมดาบมาคุกเข่าร่ำไห้ โอบกอดร่างอันเย็นชืด และใช้สองมือเปล่าที่เปรอะเปื้อนเลือดขุดหลุมฝังศพให้เขาด้วยตนเอง เกี้ยวแปดคนหามสีแดงสดจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูใหญ่จวนเสนาบดีที่ปิดสนิท บ่าวไพร่เยาะเย้ยสั่งให้เขายืนตากหิมะเพื่อดัดสันดานกลิ่นอายพ่อค้า ในเมื่อพวกมันหวังฮุบสินสอดสิบหลี่ แต่กลับกล้าปิดประตูใส่หน้า... เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องเหรียญทองของตระกูลเสิ่นแม้แต่อีแปะเดียว “คนขับเกี้ยว... หันหัวขบวนไปจวนอ๋องสำเร็จราชการเดี๋ยวนี้!” เกมแค้นกระดานนี้ ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้คุมหมาก และผู้ใด... จะต้องถูกฝังทั้งเป็นใต้เกล็ดหิมะอันเหน็บหนาว
View Moreตอนที่ 1: หวนคืนสู่พายุหิมะ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กกับไอสาบชื้นของฟางผุพัง คือกลิ่นสุดท้ายที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาท เสิ่นอวี่เฉินมองดูภาพเบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ร่างผอมแห้งจนเนื้อหนังแทบแนบติดกระดูกนอนขดคู้อยู่บนพื้นกระดานเย็นเยียบของเรือนร้างท้ายจวนเสนาบดี มีเพียงเศษผ้าป่านซอมซ่อผืนบางคลุมกาย เสื้อผ้าไหมชั้นดีที่เคยสวมใส่ยามเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเสิ่นมลายหายไปนานแล้ว ปลายนิ้วมือแห้งกรังทั้งสิบข้างเขียวคล้ำเพราะพิษตกค้าง ลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับปีกแมลงปอค่อยๆ ขาดห้วงลง ท่ามกลางเสียงดนตรีเฉลิมฉลองแว่วดังมาจากเรือนใหญ่ด้านหน้า วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของเผยอวิ๋นเฟิง บุรุษที่เขาเคยมอบให้ทั้งชีวิต มอบคลังสมบัติ มอบขบวนเสบียงสิบคาราวานเพื่อหนุนส่งให้อีกฝ่ายก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางคนสนิทขององค์ชายสาม แต่เมื่อทรัพย์สินถูกสูบกลืนจนหมดสิ้น เมื่อตระกูลเสิ่นถูกยัดข้อหาร้ายแรงจนถูกประหารล้างตระกูล สิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับเป็นยาต้มขับเลือดชามใหญ่ที่บังคับกรอกลงคอ เลือดในอกถูกพรากไปทิ้งกลางพายุหิมะ ร่างกายแหลกสลายกลายเป็นเพียงขยะเปียกไร้ค่าที่รอวันตาย โครม! บานประตูไม้ผุพังที่ถูกล่ามโซ่หนาถูกถีบออกจนเศษไม้หักสะบั้น ลมหนาวคลั่งพัดหิมะกรูเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ร่างสูงตระหง่านก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา เสื้อเกราะทมิฬที่สวมใส่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดๆ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมศึกขาดวิ่น บุรุษผู้นั้นมิใช่ใครอื่น... หากแต่เป็นเจิ้นเป่ยอ๋อง เซียวเจิ้งหาน พระอนุชาผู้ถือตราพยัคฆ์คุมทหารครึ่งแคว้น บุรุษที่ราชสำนักหวาดระแวง และผู้คนขนานนามลับหลังว่า ‘พญายมเดินดิน’ เสิ่นอวี่เฉินจำสายตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นได้ดี ยามมีชีวิตอยู่ เพียงสบตาบุรุษผู้นี้จากระยะไกล เขาก็ตัวสั่นด้วยความขลาดกลัว ทว่ายามนี้ กระบี่เล่มยาวที่เคยบั่นคอศัตรูนับร้อยกลับถูกโยนทิ้งลงบนพื้นอย่างไร้ไยดี เซียวเจิ้งหานทิ้งเข่ากระแทกลงกับพื้นกระดานอันสกปรก สองมือหนาสั่นเทาอย่างรุนแรงขณะช้อนประคองร่างไร้วิญญาณของเสิ่นอวี่เฉินขึ้นสู่อ้อมอก ใบหน้าคมคายที่ดุดันบัดนี้ซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกขณะแนบหน้าผากของตนเข้ากับหน้าผากอันเย็นเฉียบของคนในอ้อมกอด หยดน้ำตาอุ่นร้อนหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงกระทบแก้มตอบซูบของเสิ่นอวี่เฉิน “เฉินเอ๋อร์...” เสียงทุ้มต่ำแตกพร่าจนแทบไม่เป็นคำ ร่างสูงใหญ่สั่นสะท้านจากแรงสะอื้นลึกในลำคอ “ข้ามาช้าไป... ข้าชิงตัวเจ้าออกมาไม่ทัน...” ไม่มีขบวนทหาร ไม่มีเกียรติยศแห่งอ๋องสำเร็จราชการ มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่อุ้มร่างไร้ชีวิตวิ่งฝ่าความมืดและพายุหิมะออกไปนอกเมืองหลวง มุ่งตรงสู่เนินเขาเงียบสงบที่มีเพียงทุ่งหญ้ารกชัฏ บนเนินดินที่ถูกแช่แข็งจนแข็งแกร่งดั่งหินผา เซียวเจิ้งหานวางร่างของเสิ่นอวี่เฉินลงบนผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนาอย่างทะนุถนอม ชายหนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าแผ่นดินเยือกแข็ง จากนั้น... เขาเริ่มใช้ สองมือเปล่า ตะกุยดินน้ำแข็งตรงหน้า เกล็ดหิมะสีขาวสะอาดถูกสาดกระเซ็น ย้อมด้วยโลหิตสดๆ จากปลายนิ้ว เศษหินคมกริบกรีดแทงเนื้อ เล็บมือหนาฉีกขาดจนเห็นเนื้อในสีแดงก่ำ เลือดไหลอาบข้อนิ้วจนดินโคลนกลายเป็นสีเลือด ทว่าเซียวเจิ้งหานกลับไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้อง เขากัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน สองมือยังคงขุดตะกุยดินเยือกแข็งลงไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อจะสร้างหลุมฝังศพอันสงบให้แก่คนที่เขารักด้วยตนเอง “หากข้ารู้ว่าพวกมันจะเหยียบย่ำเจ้าถึงเพียงนี้...” เซียวเจิ้งหานกระซิบเสียงแหบแห้ง สองมือที่เปรอะเลือดประคองร่างของเสิ่นอวี่เฉินลงสู่ก้นหลุมอย่างแผ่วเบา “ข้าจะยอมชิงตัวเจ้ามา... ต่อให้ต้องเป็นกบฏ ต้องปล้นชิงเมืองหลวง หรือถูกคนทั้งใต้หล้าสาปแช่ง ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องทนหนาวอยู่ผู้เดียว” ชายหนุ่มก้มลง ประทับริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือดลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิทของเสิ่นอวี่เฉิน “เฉินเอ๋อร์... หากสวรรค์มีตา มีชาติหน้าอีกครา ขอให้เป็นข้าที่ได้รักและดูแลเจ้า” วิญญาณของเสิ่นอวี่เฉินกรีดร้องอย่างทรมานอยู่กลางพายุหิมะ ความเจ็บปวดจากความโง่งมและความแค้นสุมอกจนดวงวิญญาณแทบแหลกสลาย บุรุษที่ตนเคยมอบใจให้เหยียบย่ำเขาจนตาย ทว่าบุรุษที่ตนเคยหวาดกลัว กลับยอมใช้สองมือเปล่าขุดดินจนเนื้อฉีกขาดเพื่อฝังร่างเขา... ความมืดมิดฉุดกระชากสติสัมปชัญญะให้ดิ่งวูบลงสู่ความเวิ้งว้าง เฮือก! เสิ่นอวี่เฉินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจอุ่นร้อนพุ่งผ่านลำคอเข้าไปในปอดอย่างรวดเร็ว กลิ่นสาบชื้นของเรือนร้างและไอเลือดจางหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือกลิ่นหอมหวานของไม้กฤษณาผสมผสานกลิ่นกำยานดอกโบตั๋นอันคุ้นเคย เขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือผ้าม่านโปร่งสีแดงชาดที่ประดับด้วยพู่ทองคำ บนศีรษะมีน้ำหนักกดทับจากมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกสิบสองเม็ด และตรงหน้าคือผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสดที่บดบังทัศนวิสัยไปครึ่งหนึ่ง มือเรียวที่ยกขึ้นจับขอบหน้าต่างเกี้ยวไม่ใช่ท่อนกระดูกแห้งกรัง แต่เป็นมือที่ขาวเนียนนุ่มดั่งหยกชั้นดี ชีพจรหยินในร่างกายเต้นตุบๆ อย่างสม่ำเสมอ แข็งแรงและไร้ซึ่งพิษร้าย เขายังไม่ตาย... เขากลับมาแล้ว! ยังไม่ทันที่ความรู้สึกตื้นตันจะคลี่คลาย เกี้ยวแปดคนหามที่โยกคลอนเบาๆ ก็หยุดชะงักลงกะทันหัน เสียงรองเท้าเหยียบย่ำบนหิมะดังกรอบแกรบมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงลมหวีดหวิวของพายุฤดูหนาว “หยุดขบวน!” น้ำเสียงแหลมสูงปนดัดจริตดังขึ้น เป็นเสียงของแม่สื่อแซ่หวังและพ่อบ้านจวนเสนาบดีตระกูลเผย “เหตุใดจึงหยุดเกี้ยวกลางทางขอรับ?” เสียงของ อาเถา บ่าวรับใช้คนสนิทดังขึ้น น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ “ข้างหน้านี่ก็คือซุ้มประตูใหญ่จวนเสนาบดีแล้ว คุณชายใหญ่เผยยังไม่ออกมารับเกี้ยวอีกหรือ ปล่อยให้ขบวนยืนตากหิมะเช่นนี้ คุณชายของข้าจะล้มป่วยเอานะขอรับ!” “หุบปากของเจ้าไป เจ้าบ่าวชั้นต่ำ!” เสียงพ่อบ้านจวนเผยตวาดกลับอย่างหยิ่งยโส แส้ในมือฟาดลงบนพื้นหิมะดังขวับ “คุณชายใหญ่เผยมีราชการด่วนต้องปรึกษากับท่านเสนาบดีในเรือนหน้า ขุนนางราชสำนักย่อมเห็นราชการแผ่นดินสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว อีกทั้งท่านเสนาบดียังมีคำสั่งลงมา... ตระกูลเสิ่นแม้จะมีเงินทองล้นฟ้า แต่เนื้อแท้ก็เป็นเพียงพวกพ่อค้าหน้าเลือด กลิ่นคาวเงินทองติดตัวมาหนาทึบ!” เสียงผู้คนบนถนนหลวงที่ยืนมุงดูขบวนแต่งงานเริ่มส่งเสียงซุบซิบ งานแต่งงานระหว่างบุตรชายตระกูลวาณิชอันดับหนึ่งกับคุณชายใหญ่แห่งจวนเสนาบดีเป็นที่จับตามองของคนทั้งเมืองหลวง บัดนี้เกี้ยววิวาห์กลับถูกสั่งให้หยุดนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ที่ปิดสนิท “เพื่อให้สมเกียรติแห่งจวนขุนนางบัณฑิต ให้เกี้ยวเจ้าสาวหยุดรออยู่หน้าประตูใหญ่สามชั่วยาม!” แม่สื่อแซ่หวังสำทับขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “รับลมหนาวเพื่อชำระกลิ่นสาบวาณิชให้หมดสิ้น สำรวมกายใจให้รู้จักที่ต่ำที่สูง เสียก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลเผย!” ชำระกลิ่นสาบวาณิชงั้นหรือ? เสิ่นอวี่เฉินที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยวหลับตาลงช้าๆ ความทรงจำในอดีตชาติไหลย้อนกลับเข้ามา ชาติก่อนเขากล้ำกลืนความอัปยศนี้ นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในเกี้ยวกลางหิมะหนาวเหน็บนานถึงหกชั่วโมงจนไข้ขึ้นสูง เพียงเพราะหลงเชื่อคำลวงว่านี่คือธรรมเนียมขุนนาง และคิดว่าความอดทนจะชนะใจคนตระกูลเผยได้ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทน คือการที่พวกมันเอาสินสอดของเขาไปซื้ออาวุธ เอาเงินของเขาไปติดสินบน แล้วหันกลับมาเชือดคอตระกูลเสิ่นทุกคน! เสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่เผยอวิ๋นเฟิงสวมใส่ สุราเลิศรสที่เสนาบดีเผยใช้รับรองแขก ข้าวสารทุกเม็ดที่บ่าวไพร่จวนเผยเคี้ยวกิน ล้วนมาจาก ‘เงินสกปรกของพ่อค้า’ ที่พวกมันเหยียดหยามทั้งสิ้น! มุมปากของเสิ่นอวี่เฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น แววตาที่เคยอ่อนหวานไร้เดียงสาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก มือเรียวยกขึ้นจับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด ไม่ใช่เพียงแค่เลิกขึ้น แต่เป็นการออกแรงกระชากจนด้ายทองขาดสะบั้น! แคว่ก! ผ้าไหมสีแดงร่วงหล่นลงแทบเท้า เสิ่นอวี่เฉินไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เขายกเท้าขึ้นแล้วถีบเข้าที่บานประตูเกี้ยวอย่างแรง ปัง! ม่านแดงสะบัดเปิดออก ลมหนาวพัดเกล็ดหิมะกรูกระหน่ำเข้ามา ทว่าร่างโปร่งระหงในชุดมงคลสีแดงชาดปักดิ้นทองอร่ามกลับมิได้สะท้าน เสิ่นอวี่เฉินก้าวออกมาประทับยืนอยู่บนแท่นไม้หน้าเกี้ยวอย่างสง่างาม เสื้อคลุมขนสัตว์สีแดงเพลิงสะบัดพลิ้วตามแรงลมดั่งปีกหงส์เพลิง ใบหน้างดงามหมดจดไร้ผ้าคลุมหน้าบดบัง ผิวขาวเนียนละเอียดตัดกับสีแดงสดของชุดวิวาห์และสีขาวโพลนของหิมะ ขับเน้นให้เขาดูสูงส่ง เย่อหยิ่ง และทรงอำนาจเสียจนผู้คนบนถนนหลวงพากันเงียบกริบ ตะลึงงันกับความงามและรังสีเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมา “คุณ... คุณชายเสิ่น!” แม่สื่อแซ่หวังชี้หน้าด้วยนิ้วที่สั่นเทา “เจ้าทำบ้าอะไร! เหตุใดจึงฉีกผ้าคลุมหน้าทิ้ง! ก้าวลงมาจากเกี้ยวเช่นนี้ผิดธรรมเนียมอย่างยิ่ง รีบกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้ ประเดี๋ยวจวนเสนาบดีจะปฏิเสธไม่รับเจ้าเข้าตระกูล!” เสิ่นอวี่เฉินตวัดสายตามองแม่สื่อเฒ่าและพ่อบ้านจวนเผย สายตานั้นคมกริบและเยียบเย็นเสียจนคนทั้งสองรู้สึกเหมือนมีคมมีดพาดอยู่ที่คอหอยจนต้องก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ไม่รับข้างั้นหรือ?” เสียงใสกังวานเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า ทว่าก้องกังวานไปทั่วถนนหลวงหน้าจวนเสนาบดี น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหว มีเพียงความเหยียดหยันอย่างถึงที่สุด “ตระกูลเผยอาศัยตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย แต่กลับมีพฤติกรรมดั่งโจรขโมยหน้าด้าน หวังอาศัยการแต่งงานเพื่อสูบกลืนทรัพย์สินตระกูลเสิ่น แต่กลับไร้มารยาทถึงขั้นปิดประตูใหญ่ สั่งให้ขบวนแต่งงานยืนตากหิมะเพื่อข่มขวัญ!” เสิ่นอวี่เฉินกวาดสายตามองป้ายจวนเสนาบดีที่แขวนตระหง่าน ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “ข้า เสิ่นอวี่เฉิน ทายาทตระกูลเสิ่น วาณิชอันดับหนึ่งแห่งแคว้น เดินทางมาอย่างสมเกียรติ พร้อมสินสอดทองหมั้นร้อยหีบ ผ้าไหมพันพับ และตั๋วเงินอีกนับไม่ถ้วน ขบวนสินสอดของข้ายืดยาวสิบหลี่ตั้งแต่ประตูเมืองทิศใต้จรดทิศเหนือ... แต่พวกเจ้ากลับสั่งให้ข้ายืนรอเพื่อชำระกลิ่นสาบพ่อค้า?” เขาหยุดเว้นจังหวะ ดวงตาหงส์ตวัดมองฝูงชนที่กำลังฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่สะเทือนไปถึงเรือนใหญ่ด้านใน “จวนเสนาบดีไร้ค่าวาสนาจะได้แตะต้องสินสอดตระกูลเสิ่น ขบวนแต่งงานนี้... ข้าจะไปคำนับฟ้าดินที่จวนอ๋องสำเร็จราชการ!” สิ้นเสียงประกาศ ทั่วทั้งถนนหลวงพลันเงียบสงัดดั่งป่าช้า แม่สื่อแซ่หวังอ้าปากค้างจนแทบหุบไม่ลง พ่อบ้านจวนเผยหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด แม้กระทั่งชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายที่มุงดูอยู่ต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตระหนกสุดขีด จวนอ๋องสำเร็จราชการงั้นหรือ? นั่นคือที่พำนักของ ‘เจิ้นเป่ยอ๋อง’ เซียวเจิ้งหาน บุรุษผู้กุมอำนาจทหารและคมดาบแห่งความตาย ผู้ที่เพียงแค่ขยับตัว ขุนนางทั่วราชสำนักก็สั่นสะท้านดั่งใบไม้ร่วง ชายผู้นั้นไม่เคยข้องแวะกับสตรีหรือเกอคนใดในใต้หล้า ไร้หัวใจ เย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็งพันปี เจ้าสัวน้อยตระกูลเสิ่นผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้กล้าเอ่ยนามของพญายมผู้นั้นออกมากลางวันแสกๆ! “คุณชาย... ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ?” อาเถาวิ่งเข้ามาเกาะขอบเกี้ยว ตาโตเท่าไข่ห่าน ละล่ำละลักถามอย่างไม่เชื่อหูตนเอง เสิ่นอวี่เฉินหันไปมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ แววตาของเขาอ่อนลงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นว่าอาเถายังมีชีวิตอยู่ ชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้อาเถาต้องมาอดตายเพื่อเขาอีกต่อไป “ข้าสั่งให้หันหัวขบวน” เสิ่นอวี่เฉินกล่าวย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้างดงามเชิดขึ้นอย่างทรนง “คนหามเกี้ยวและกองคุ้มกันตระกูลเสิ่นฟังคำสั่งข้า หันหัวขบวนสินสอดทั้งหมดสิบหลี่ มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่ถนนฉางอัน... ปลายทางคือจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง!” “สามหาว!” พ่อบ้านจวนเผยได้สติ ตะโกนลั่นถนนด้วยความโกรธจัด “เจ้าเป็นเพียงลูกพ่อค้าที่ได้รับเกียรติให้แต่งเข้าตระกูลขุนนาง กล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติจวนเสนาบดีเช่นนี้! สินสอดเหล่านี้ถูกส่งมาถึงหน้าจวนแล้ว ย่อมเป็นของตระกูลเผย ใครกล้าแตะต้องขบวนสินสอด ข้าจะให้ทหารจับเข้าคุกหลวงให้หมด!” “ของตระกูลเผยงั้นหรือ?” เสิ่นอวี่เฉินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างเยือกเย็น แววตาสมเพชระคนชิงชังฉายชัด “หนังสือหมั้นหมายยังมิได้ประทับตรา ฟ้าดินยังมิได้คำนับ แม้แต่ธรณีประตูจวนเผย ข้าก็ยังมิได้ก้าวผ่านแม้แต่ครึ่งก้าว! สินสอดทุกหีบ ตั๋วเงินทุกใบ ล้วนมีตราประทับตระกูลเสิ่นของข้า ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าจะมอบให้ผู้ใด ย่อมเป็นสิทธิ์ของข้า!” เสิ่นอวี่เฉินชี้ปลายนิ้วเรียวไปยังพ่อบ้านจวนเผย น้ำเสียงเฉียบขาดดุจคำพิพากษา “หากเจ้ากล้าขวางขบวนแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะสั่งปิดร้านค้า ปิดคลังเสบียง และเรียกคืนหนี้สินทั้งหมดที่จวนเสนาบดีค้างชำระตระกูลเสิ่นไว้ภายในวันนี้! ดูซิว่าพ่อลูกตระกูลเผยจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนข้า!” พ่อบ้านจวนเผยชะงักค้าง ขาสั่นพั่บๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อน ความจริงที่ว่าจวนเสนาบดีติดหนี้ตระกูลเสิ่นก้อนโตเพื่อนำไปใช้จ่ายลับๆ เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากเสิ่นอวี่เฉินทวงหนี้ขึ้นมาจริงๆ จวนเสนาบดีคงได้ล้มละลายต่อหน้าธารกำนัลเป็นแน่ “ออกเดินทาง!” เสิ่นอวี่เฉินสะบัดชายเสื้อ สั่งการเสียงดังฟังชัด คนหามเกี้ยวและกองคุ้มกันของตระกูลเสิ่นต่างส่งเสียงขานรับดังกึกก้อง ความอัดอั้นตันใจที่ถูกพวกขุนนางดูแคลนระเบิดออกเป็นความฮึกเหิม คนหามเกี้ยวทั้งแปดออกแรงยกคานไม้อย่างพร้อมเพรียง ขบวนม้าและเกวียนบรรทุกหีบสินสอดสีแดงสดที่ประดับด้วยผ้าแพรทองคำเริ่มขยับเลี้ยวกลับลำกลางถนนใหญ่ เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าคราวนี้นายเอกมิได้รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป เสิ่นอวี่เฉินทอดสายตามองไปทางทิศเหนือ ทิศทางที่ตั้งของจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง หัวใจของเขาเต้นระทึกด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งความเคียดแค้นต่อคนชั่ว และความโหยหาต่อบุรุษผู้มีสองมือเปื้อนเลือดในชาติก่อน เซียวเจิ้งหาน... ชาติก่อนท่านใช้สองมือเปล่าขุดดินฝังศพข้า มอบความรักและความอบอุ่นให้ข้าในยามที่ข้ากลายเป็นเพียงเศษเถ้าถ่าน ชาตินี้... ข้าหวนคืนมาพร้อมทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งของใต้หล้า ข้าจะนำสินสอดทั้งหมดนี้ไปมอบให้ท่าน จะยอมเป็นชายาของท่าน และร่วมมือกับท่านเพื่อลากพวกมันทุกคนลงสู่นรกอเวจี! ขบวนวิวาห์สีแดงชาดยืดยาวดั่งมังกรเพลิง เริ่มเคลื่อนตัวฝ่าม่านหิมะสีขาวโพลน มุ่งหน้าสู่จวนพญายม ทิ้งไว้เพียงความตื่นตระหนกและเสียงซุบซิบสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง!ตอนพิเศษ 7: หิมะแรกที่ไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป (จบบริบูรณ์)เกล็ดหิมะแรกของฤดูหนาวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีครามจางละอองสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ร่วงหล่นแตะต้องกิ่งก้านของต้นท้อโบราณ หลังคากระเบื้องสีเขียวมรกต และสะพานหินอ่อนของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องอย่างแผ่วเบา สายลมหนาวพัดโชยเอื่อย นำพาความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวง หากแต่ภายในศาลากลางน้ำริมสระบัว ความหนาวเหน็บภายนอกกลับมิอาจย่างกรายเข้ามากล้ำกรายได้แม้แต่ชั่วกระเบียดนิ้วม่านโปร่งบุผ้าไหมหนาสองชั้นทิ้งตัวลงกั้นสายลม เตาผิงสำริดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆากำลังเผาไหม้ถ่านไม้สนขาวชั้นดี ไร้กลิ่น ไร้ควัน ให้ไออุ่นโอบล้อมทั่วทุกซอกมุมบนโต๊ะไม้พะยูงแกะสลัก กาน้ำชาดินเผาสีเขียวไข่กากำลังส่งเสียงเดือดปุดๆ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่ง ส่งกลิ่นหอมหวานอมฝาดของ ชาดอกเหมยแดงผสมเกสรบัวหลวง คละเคล้ากับกลิ่นขนมเกาลัดอบน้ำผึ้งและขนมกุ้ยฮวาที่เพิ่งยกออกมาจากเตาร้อนๆเสิ่นอวี่เฉินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้นวมหนานุ่มริมระเบียงศาลาชายหนุ่มสวมชุดยาวผ้าไหมสีงาช้างปักลวดลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงินระยิบระยับ แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปจนเส้นผมดำขลับมีสายลมแห่งวัยแต่งแต้ม ใบหน้างดง
ตอนพิเศษ 6: ตราพยัคฆ์และกุญแจคลังหลวงเสียงกลองศึกเก้าใบหน้าท้องพระโรงไท่เหอเตี้ยนดังกึกก้องกัมปนาทสะท้อนท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ระฆังสำริดโบราณประจำราชสำนักส่งเสียงกังวานใสเป็นจังหวะ แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องเคลือบสีทองอร่ามของพระราชวังหลวง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊นับร้อยชีวิตสวมเครื่องแบบเต็มยศ ยืนเรียงรายขนาบข้างทางเดินหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังศูนย์กลางของลานพระที่นั่งด้วยความยำเกรงและชื่นชมวันนี้คือวันมงคลสูงสุดของราชวงศ์ต้าเซี่ย... วันจัดพิธีสวมกวานเพื่อประกาศการบรรลุนิติภาวะของทายาทฝาแฝดแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋องบนบันไดหินอ่อนขั้นสูงสุด ฮ่องเต้เซียวจิ้งหลงประทับยืนอย่างสง่างามเคียงข้างเซี่ยฮองเฮา ด้านขวาคือเซียวเจิ้งหานในชุดขุนนางชั้นเอกสีดำขลิบทอง และเสิ่นอวี่เฉินในชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองคำ ทั้งสองยังคงดูอ่อนเยาว์และสง่างามเหนือกาลเวลา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจเบื้องล่างบันไดหิน สองบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ก้าวเดินเคียงข้างกันขึ้นมาอย่างมั่นคงทางฝั่งซ้ายคือ เซียวอวี้เฟิงบุรุษหนุ่มร่างสูงตระหง่าน อกผึ่งผาย แผ่นหลังเหยียดตร
ตอนพิเศษ 5: ล่องเรือชมจันทร์แดนใต้ [NC 20+++]ผิวน้ำสีครามเข้มของทะเลสาบแดนใต้สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญดั่งผืนกระจกเงาบานยักษ์สายลมต้นฤดูร้อนพัดโชยเอื่อย นำพาเอากลิ่นหอมละมุนของดอกบัวหลวงที่เบ่งบานเต็มบึงน้ำลอยมาตามสายลม เรือสำเภาไม้สักทองสองชั้นขนาดกลาง ลอยลำอ้อยอิ่งอยู่กึ่งกลางเวิ้งน้ำอันเงียบสงัด ห่างไกลจากท่าเรือและแสงสีของตัวเมืองหลายสิบลี้ โคมไฟผ้าไหมสีแดงชาดสองดวงที่หัวเรือและท้ายเรือ ส่องประกายแสงสีส้มอบอุ่นตัดกับความมืดมิดของราตรีกาลบนเรือลำนี้ ปราศจากฝีพาย บ่าวไพร่ หรือองครักษ์เงาคอยเฝ้าแหนการเดินทางลงใต้มายังดินแดนศักดินาในครั้งนี้ เซียวเจิ้งหานวางแผนอย่างแยบยลร่วมกับเสิ่นอวี่เฉิน แม่ทัพใหญ่ยอมสละความน่าเกรงขาม แอบพาภรรยาสุดที่รักหนีออกจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นริมทะเลสาบตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ปล่อยให้สองแฝดวัยห้าขวบอย่างเซียวอวี้เฟิงและเซียวเยว่ฉี นอนหลับปุ๋ยอยู่ในความดูแลของท่านตาเสิ่นหว่านชางและท่านยายหลินซูเหรินคืนนี้... ไม่มีซื่อจื่อจอมพลัง ไม่มีเกอน้อยเจ้าของลูกคิดทองคำ มีเพียงสองสามีภรรยาที่ต้องการทวงคืนช่วงเวลาส่วนตัวอันแสนหวานภายในห้องโดยสารชั้นบนของเรือสำเภา หน้าต่างไม้แก
ตอนพิเศษ 4: จอมยุทธ์น้อยกับลูกคิดทองคำแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบป้ายไม้สักทองสลักอักษร ‘หอการค้าเสิ่น’ กึ่งกลางถนนสายหลักของเมืองหลวงกลิ่นหอมของผ้าไหมทอมือเนื้อละเอียดและกลิ่นไม้จันทน์หอมลอยอบอวลไปทั่วร้านค้าสาขาใหญ่ บรรดาเสมียนและหลงจู๊กำลังสาละวนกับการจัดเรียงม้วนผ้าไหมเมฆาที่ส่งตรงมาจากเจียงหนาน ความสงบสุขของบ่ายวันนี้กลับเริ่มตึงเครียดลง เมื่อกลุ่มบุรุษร่างกำยำในชุดคลุมผ้าสักหลาดหนาหนักแบบชาวต่างแคว้นก้าวเท้ากรูเข้ามาในร้านผู้นำกลุ่มคือเถ้าแก่ลู่ พ่อค้าผ้าไหมรายใหญ่จากแคว้นเป่ยเยี่ยนใบหน้ากลมมันเยิ้มของเถ้าแก่ลู่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตากวาดมองไปรอบโถงรับรองอย่างถือดี ชายวัยกลางคนโยนม้วนกระดาษสัญญาซื้อขายลงบนโต๊ะน้ำชาเสียงดัง ผาง!“หลงจู๊อยู่ไหน!”เถ้าแก่ลู่เปล่งเสียงห้าวหยาบ ตะคอกใส่เสมียนหนุ่มหน้าเคาน์เตอร์ “วันนี้ข้ามารับผ้าไหมเมฆาสามร้อยพับตามสัญญา ข้าตรวจดูแล้ว ราคาในสัญญานี้มีจุดผิดพลาด ตระกูลเสิ่นต้องหักลดราคาลงครึ่งหนึ่ง และจ่ายเงินชดเชยค่าล่าช้าให้ข้าอีกห้าพันตำลึงเงิน!”หลงจู๊ชราประจำร้านรีบกุลีกุจอเดินออกมาประสานมือคารวะ เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ชายชรา