Masuk10.00น.
กิ๊งก่อง กังก่อง
เสียงนาฬิกาเรือนเก่าส่งเสียงก้องดังเป็นสัญญาณให้นักศึกษาเริ่มเข้าคราสเรียนตามตารางของตัวเองที่ระบุเลขห้องตามแต่วิชาไว้ให้แล้ว คนร่างเล็กรีบวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปที่หน้าห้องเรียนของตัวเองที่มีป้ายเลขห้องตรงกับตารางสอนของตัว ซึ่งตอนนี้คนอื่นๆได้เข้าห้องเรียนไปหมดแล้ว ตรงทางเดินไม่เหลือนักศึกษาเดินอยู่ซักคนและที่สำคัญเธอก็กำลังจะเข้าเรียนสายเพราะมัวออกไปเดินเล่นเพลินไปหน่อย
เมื่อถึงประตูหน้าห้องเรียนที่เขียนตามแผนที่ห้องที่เธอได้รับมาในวันที่ลงทะเบียนรายงานตัวนักศึกษาครั้งแรกก็ได้พบว่าประตูที่ปรากฎอยู่ตรงหน้ามี ขนาดใหญ่กว่าตัวเธอถึงสองเท่า เป็นประตูบานไม้โอ๊คเก่าขอบบานเป็นหินอ่อนแกะเป็นลวดลายเถาวัลย์ดอกไม้ด้านบนของขอบบานถูกประดับด้วยรูปปั้นหินอ่อนรูปร่างคล้ายๆเทพปกรนัมสาวสวยที่รายล้อมไปด้วยหมู่มวลบุปผาหลายสายพันธุ์ ซึ่งก่อนที่ฟีโลน่าจะเปิดประตูก็ได้จัดแจงเช็คเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูตรงหน้า
ทันใดนั้นขณะที่เธอเปิดประตูและกำลังจะก้าวผ่านธรณีประตู อยู่ๆ ก็มีลมวูบใหญ่พัดคนตัวเล็กเข้ามาภายในห้องและประตูถูกกระแทกปิดลงอย่างแรงในทันทีที่ฟีโลน่าพ้นประตูเข้ามาทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งตัวแล้วรีบหันกลับไปมองที่ประตูอย่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเมื่อหันกลับมามองในห้องก็พบว่ากลางห้องขนาดใหญนั้นมีเพียงแค่โต๊ะตัวที่มีเก้าอี้ตั้งอยู่หันหน้าเข้าหากันเหมือนโต๊ะสัมภาษณ์งานอย่างไงอย่างงั้นแต่เพียงดูโบราณกว่า รอบๆห้องมีแต่ชั้นหนังสือวางเรียงรายเต็มไปหมด ดูยังไงก็ไม่ใช่ห้องเรียนแน่ๆ เพราะเธอไม่ได้ลงสมัครเรียนแบบตัวต่อตัวและ ที่มหาลัยนี้ก็คงไม่มีคราสเรียนแบบส่วนตัวเช่นกัน ในระหว่างที่กำลังสงสัยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นก็มีเสียงทุ่มๆ ของผู้ชายดังขึ้นมาทางหลังตู้หนังสือบานหนึ่ง
“นั่นใครน่ะ?”
เขาถามขึ้นมาพร้อมเดินออกมาจากหลังชั้นหนังสือบานนั้น
คนร่างสูงที่ปรากฎตรงหน้าฟีโลน่า เป็นชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มและหล่อเหลา ผิวขาวแต่ไม่ถึงกับซีด ดวงตาสีดำประกายเทาน่าค้นหา ผมสีดำสั้นแต้มขาวประปลาย บ่งบอกถึงความมีอายุของคนตรงหน้าได้เป็นอย่างดี เธอคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนที่มีอายุเยอะแล้วดูจากการแต่งกายที่เนี๊ยบแลดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอ แต่ว่ายังดูหล่ออยู่เลย ทำไมถึงเป็นคนแก่ที่ดูดีแบบนี้เนี่ยต่างกับชายร่างท้วมที่เธอเจอก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ
“เธอเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่”
เขาถามย้ำเพราะร่างบางตรงหน้าเอาแต่จ้องหน้าเขาเขม็งไม่ตอบคำถามซักที และเขาก็ไม่เคยพบเห็นคนตัวเล็กตรงหน้ามาก่อน
“เอ่อหนู ชื่อฟีโลน่า อะเนโมเน่ค่ะ พอดีหนูกำลังจะเข้าห้องเรียน ว่าแต่นี่ใช่ห้องสำหรับเรียนวิชาออกแบบวิจิตรศิลป์หรือเปล่าคะ”
เมื่อโดนถามย้ำ ฟีโลน่าก็หลุดจากภวังค์ของตัวเอง แล้วรีบตอบออกไป ทำให้ตรงหน้าทำหน้าฉงนพร้อมทั้งค่อยๆเดินเข้ามาทางเธอช้าๆ จนกระทั่งได้กลิ่นไอพลังบางอย่างที่หอมหวานมาจากตัวเธอทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ใช่คนของที่นี่และเป็นมนุษย์ เพียงแต่มีบางอย่างที่พิเศษออกไป คล้ายกับใครบางคนที่เค้ารู้จักมาเมื่อนานมาแล้ว
“ที่นี่ไม่ใช่ห้องเรียน เธอเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
บุรุษตรงหน้าเริ่มตอบและตั้งคำถามอีกครั้ง ในครั้งนี้ฟีโลน่าได้ทำหน้ามุ่ยคิ้วชนเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจในคำถามที่ได้ยิน
‘ก็เธอเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นๆอยู่ จะให้เธอตอบไปว่ายังไงล่ะ ใช่ว่าเธอหายตัวแวบเหมือนนักมายากล เข้ามาที่นี่ซะเมื่อไหร่’
“รู้แล้วล่ะว่าเธอเปิดประตูเข้ามา ว่าแต่เธอรู้มั้ยเนี่ยว่าที่นี่คือที่ไหน?”ชายหนุ่มตรงหน้าส่ายหัวอย่างหน่ายๆ ก่อนจะตอบกลับฟีโลน่าไป พร้อมกับมองไปที่คนตัวเล็กเหมือนเข้าใจความคิดของเธออย่างทะลุปลุโปร่ง
“แล้วคุณล่ะคือใคร ชื่ออะไร มาถามนู่นถามนี่แล้วไม่เห็นจะแนะนำตัวเลย ไม่ถือว่าเสียมารยาทไปหน่อยเหรอคะ”
ฟีโลน่าถามกลับไปอย่างลืมตัวว่าตัวเองอายุน้อยกว่า ก็ทำไงได้เขาถามนู่นนี่จู้จี้จุกจิก แต่ไม่เห็นแนะนำตัวเองให้รู้ซักที เอาแต่ตั้งคำถามแปลกๆอยู่ได้
“ฉันชื่อ ออทัส แอนาทอส เป็นผอ.ของมหาลัยเซนต์เดม่อน”
เขาเริ่มแนะนำตัวให้ฟีโลน่าได้รู้จัก
“เซนต์เดม่อน? แต่ที่นี่ไม่ใช่มหาลัยเซนต์คาทอลิคเหรอคะ”
ฟีโลน่าถามกลับทันทีที่ได้ยินคำตอบ พร้อมนึกย้อนกลับไปว่า
‘เธอเดินเข้ามาผิดที่เหรอ เอ๊ะ? ก็ไม่นี่นาเธอไม่ได้เดินเข้ามาผิดที่แน่ๆป้ายมหาลัยออกจะใหญ่จะดูผิดไปได้อย่างไรล่ะ’
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน วันที่เรออนและแฟรงค์รอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็ได้มาถึง ณ บริเวณหน้าห้องคลอดที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษในคฤหาสน์ของพวกเขา สองว่าที่คุณพ่อก็ยังคงเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“นานเกินไปแล้วนะ นานเกินไปแล้ว” แฟรงค์พูดพึมพำกับตัวเองเป็นรอบที่ร้อย “ทำไมถึงนานขนาดนี้! มีอะไรเกิดขึ้นข้างในรึเปล่า!”“ใจเย็นก่อนสิ” เรออนพยายามปลอบ แต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดไม่ต่างกัน “หมอบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับครรภ์แฝด”“แต่หมอเป็นปีศาจ...แล้วฟีโลน่าเป็นเทพครึ่งมนุษย์! จะเอาอะไรมาเป็นปกติเล่า!”อุแว้ อุแว้!ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเริ่มเถียงกันอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงร้องของทารกพร้อมกับประตูห้องคลอดก็ถูกเปิดออก หมอปีศาจเดินออกมาด้วยรอยยิ้มสดใส“ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ!” หมอประกาศก้อง “คุณนาย...คลอดแล้วขอรับ! ได้ลูกแฝด ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง!”สิ้นคำประกาศนั้น เรออนและแฟรงค์ก็ถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่ความดีใจทั้งหมดจะพุ่งพล่านเข้าสู่หัวใจ พวกเขาโผเข้ากอดหมอด้วยความดีใจอย่างลืมตัว“พวกฉันเข้าไปดูนางได้หรือยัง!” แฟรงค์ถามอย่างร้อนรน“ใจเย็นๆ ก่อนขอรับ” หมอกล
ในทุกๆ เช้าหลังจากที่พวกเขาทั้งสามคอยเริ่มภารกิจผลิตทายาทตัวน้อย เรออนและแฟรงค์จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำถามเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง“วันนี้...รู้สึกแปลกๆ บ้างรึเปล่า”และทุกครั้ง ฟีโลน่าก็จะส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มขบขันเสมอ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง...คำตอบของนางได้เปลี่ยนไป“ก็...นิดหน่อยค่ะ” นางตอบเสียงอ่อยขณะที่นั่งอยู่บนเตียง “รู้สึก...เหนื่อยกว่าปกติ แล้วก็เวียนหัวนิดหน่อยด้วย”เพียงได้ยินแค่นั้น เรออนและแฟรงค์ก็หันขวับมามองหน้ากันทันที ความกังวลฉายชัดขึ้นมาในแววตาของพวกเขาทั้งสอง“เวียนหัวเหรอ!” แฟรงค์พูดขึ้นอย่างร้อนรน “เป็นอะไรมากรึเปล่า!” “ฉันว่าเราควรตามหมอมาดูอาการของฟีโลน่าเดี๋ยวนี้ละ” เรออนกล่าวสรุปอย่างเด็ดขาดไม่รอช้า พวกเขาทั้งสองก็รีบไปตามหมอปีศาจคนเดิมมาทันที และหลังจากที่ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้วนั้น...หมอก็เดินออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุด“ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่ง” หมอปีศาจกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น “คุณนาย...ตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว...และดูเหมือนว่าจะเป็นครรภ์แฝดด้วยขอรับ!”วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเรออนและแฟรงค์ก็สว่างไสวขึ้นมาในทันที พวกเขาโผเข้า
หลังจากผ่านพ้นเรื่องวุ่นๆ ไปได้ บรรยากาศในคฤหาสน์ริมทะเลสาบก็กลับมาอบอวลไปด้วยความรักและความเข้าใจอีกครั้ง และเมื่อฟีโลน่าได้หายจากอาการปวดท้องและอารมณ์ที่แปรปรวน รวมถึงไม่มีเลือดระดูนางจนกลับมาเป็นปกติแล้วนั้นปฏิบัติการ “ปั๊มทายาท” ก็ได้เริ่มต้นขึ้นค่ำคืนแรกหลังจากที่ร่างบางเพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังจะเข้านอน ก็ต้องพบกับภาพของสองสามีที่นั่งรออยู่บนเตียงด้วยสายตาที่ลุกโชนราวกับสัตว์ป่าที่อดอยากมานานหลายวัน จนฟีโลน่ารู้สึกประหม่ากับสายตาที่จดจ้องมา“เอ่อ...มีอะไรรึเปล่าคะ” ร่างบางถามเสียงสั่น พลางกระชับเสื้อคลุมนอนให้แน่นขึ้น“วันนี้ประจำเดือนหมดแล้วใช่ไหม ยัยตัวเล็ก” แฟรงค์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เขายิ้มเจ้าเล่ห์พลางตบที่นอนข้างๆ เป็นเชิงเชื้อเชิญ“ไหนๆ คุณหมอก็ได้บอกว่าร่างกายของเธอพร้อมสำหรับการมีเจ้าตัวน้อยแล้ว”“คืนนี้...” เรออนกล่าวเสริม น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความต้องการ “พวกเราจะปรนนิบัติเธอจนกว่าจะมีทายาทตัวน้อยๆ มาวิ่งเล่นในบ้านหลังนี้เลยดีไหม”ร่างบางที่ได้ยินความปรารถนาของสามีทั้งสองก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปจูบที่ริมฝีปากของเรออนและแฟรงค์สลับกั
หลังจากร่างบางอธิบายอาการของตัวเองให้สามีทั้งฟังแล้วก็เดินเข้าไปนอนพักในห้อง และปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งคิดวิเคราะห์ถึงอาการที่แปลกไปของคนรักแล้วนั้น พวกเขาก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว...อาการคลื่นไส้...อารมณ์แปรปรวน?ทั้งสองสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ประกายแห่งความตื่นเต้นและความยินดีอย่างสุดขีดก็ปรากฏขึ้นในแววตาของพวกเขาทันที“หรือว่า...” แฟรงค์พูดเสียงสั่น“ต้องใช่แน่ๆ” เรออนกล่าวสรุป แม้จะพยายามเก็บอาการ แต่รอยยิ้มบางๆ ก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสุขไว้ได้ “ท้องแล้ว”ความคิดนั้นทำให้หัวใจของพวกเขาทั้งสองพองโตจนแทบจะระเบิด พวกเขากำลังจะได้เป็นพ่อคน! แต่แล้วความตื่นเต้นก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลเมื่อนึกถึงเลือดที่เห็นเมื่อเช้าที่ผ่านมา“แต่เลือดนั่น...มันจะเป็นอันตรายรึเปล่า” แฟรงค์ถามอย่างร้อนใจ“ข้าก็ไม่แน่ใจ...เราควรจะปรึกษาผู้ใหญ่”ไม่รอช้า ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปหยิบลูกแก้วสื่อสารของตัวเองทันทีแฟรงค์ติดต่อหาท่านหญิงเอลาร่า มารดาของตนด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่! ท่านแม่! ข้ามีข่าวดีจะบอก! ฟีโลน่านางท้องแล้วขอรับ!”ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างยินดีของท่านหญิงเอลาร่าจะด
หลายเดือนผ่านไปหลังจากพิธีวิวาห์ของทั้งสามคนได้ถูกกล่าวขานว่ายิ่งใหญ่และอลังการที่สุดในรอบสหัสวรรษ ชีวิตของพวกเขาก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในคฤหาสน์หลังงามริมทะเลสาบที่ออทัสได้มอบให้เป็นของขวัญในวันแต่งงานเช้าวันหนึ่ง ฟีโลน่าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากทุกวัน ร่างกายที่เคยเบาสบายกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาด และที่สำคัญคือความรู้สึกปวดหน่วงๆ ที่บริเวณท้องน้อยซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ“อื้อ...” นางครางออกมาเบาๆ พลางขมวดคิ้ว“เป็นอะไรไป ยัยตัวเล็ก” เสียงทุ้มๆ ของแฟรงค์ที่นอนกอดนางอยู่จากด้านหลังดังขึ้นอย่างงัวเงีย เขาใช้จมูกโด่งคลอเคลียที่ซอกคอของนางอย่างออดอ้อน“ไม่รู้สิ...รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเลย”ร่างบางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่แล้วความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นริ้วขึ้นมาที่ท้องน้อยจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด และเมื่อนางก้มลงมองที่ผ้าปูที่นอนสีขาว ก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจคราบสีแดงสดหย่อมเล็กๆ ปรากฏอยู่บนนั้น…“!!!”นางสะดุ้งตัวแรงทันทีที่เห็นคราบเลือดนั้นจนแฟรงค์ที่กำลังเคลิ้มๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นเต็มตา ขณะที่เรออนที่นอนอยู่อีกฝั่งก็ลืมตาขึ้นมามองอย่างสงสั
เมื่อประตูห้องรับรองถูกปิดลง แฟรงค์ก็เป็นคนแรกที่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดจะกลั้น “ฮ่าๆๆๆ! สะใจชะมัด! เมื่อกี้ท่านได้เห็นหน้าท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเราไหม! ซีดเป็นไก่ต้มเลย!”เรออนที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีลิงโลดเท่า แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากก็บ่งบอกได้ถึงความพึงพอใจอย่างที่สุด เขามองไปยังออทัสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและขอบคุณอย่างสุดซึ้งทว่าฟีโลน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น นางมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิดและเกรงใจ นางค่อยๆ เดินเข้าไปหาออทัสที่ยืนมองนางอยู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยน “คุณออทัส...เอ่อ...คุณพ่อคะ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “หนูขอโทษนะคะ ที่ทำให้ท่านต้องลำบาก”ออทัสหัวเราะในลำคอเบาๆ เขายื่นมือมาลูบศีรษะของนางอย่างเอ็นดู การกระทำนั้นอบอุ่นและคุ้นเคยราวกับที่บิดาผู้ล่วงลับเคยทำให้นางเสมอ “ไม่ต้องกังวลไปหรอก เด็กน้อย” เขากล่าว “เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย ความรักไม่ใช่สิ่งที่ผิด และการซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตัวเองก็เช่นกัน”เขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของนาง “เจ้ามีนิสัยที่ตรงไปตรงมาและกล้าหาญเหมือนแม่ของเจ้านัก...นั่นคือสิ่งที่ข้าชื่นชม”“จากนี้ไป...จงจำไว้ให้ดี ฟีโ







