Se connecterและในระหว่างที่เธอคิดนั้นร่างสูงตรงหน้าก็ได้ตอบเธอว่า
“จริงๆ มันก็คือมหาลัยเซนต์คาทอลิคเนี่ยแหละแต่มันเป็นชื่อที่มนุษย์เรียกกันน่ะ แต่สำหรับฝั่งนี้มันคือมหาลัยเซนต์เดม่อน ต้องขอบอกไว้ก่อนว่ามันก็ไม่ใช่ที่เดียวกันซะทีเดียวหรอกนะ เรียกว่าอยู่คนละฝั่งมากกว่า”
เมื่อคนตัวเล็กได้ฟังก็เริ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆ กับสิ่งที่ได้ยิน และรู้สึกสับสนไปหมดกับคำว่าคนละฝั่ง
‘หมายถึงอะไร?ถ้าเซนต์คาทอลิคเป็นชื่อที่มนุษย์เรียก แล้วเซนต์เดม่อนล่ะอย่าบอกนะว่าเป็นชื่อที่...’
พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอไปอย่างยากลำบาก
“ใช่ เป็นอย่างที่เธอคิดนั่นแหละ โลกฝั่งนี้คือโลกคู่ขนานกันกับโลกมนุษย์ และเป็นที่อยู่ของปีศาจและสิ่งลี้ลับ แต่...”
ออทัสพูดยังไม่ทันจบก็สังเกตได้ว่าคนตัวเล็กค่อยๆ เดินถอยหลังกลับไปตรงประตูที่พึ่งเปิดเข้ามาและพยายามเอื้อมมือไปเปิดประตูนั้นอีกครั้งนึง และเมื่อเธอเปิดออกไปก็พบว่าด้านนอกห้องดูเปลี่ยนไปจากเดิม ทางเดินที่เป็นแบบร่วมสมัยในตอนแรก กลับกลายเป็นโถงบันไดทอดยาว วนลงไปด้านล่าง เธอเบิกตากว้างขึ้นตกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดี และพอคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกซะทีว่าจะทำยังไง เธอจึงเปลี่ยนใจเดินกลับเข้ามาเผชิญหน้าร่างสูงอีกครั้ง พลันน้ำตาคลอพร้อมเบ้ปากทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทำเอาคนร่างสูงถึงกลับทำตัวไม่ถูกกับกริยาท่าทางนั้น
‘นี่เธอตกใจกลัวขนาดนั้นเลยเหรอ’
เค้าคิดพลางเอ่ยพูดกับกับคนตัวเล็กอย่างใจเย็น
“เฮ้อ... ฉันก็กำลังจะบอกเธอว่าถึงเธอจะเข้ามาที่นี่ได้ แต่การจะกลับไปที่เดิมมันไม่ง่ายขนาดนั้น ประตูมิติที่เชื่อมโลกทั้งสองมันไม่เคยอยู่เป็นที่ กว่ามันจะวนกลับมาที่เดิมมันต้องใช้เวลา ซึ่งชั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะวนกลับมาด้วย เอาเป็นว่าระหว่างนี้ฉันจะเป็นคนคอยดูแลเธอเองในฐานะผู้ปกครองก็แล้วกันนะ อย่ากังวลไปเลยถ้าได้รู้ว่าประตูมันอยู่ที่ไหน ฉันจะรีบบอกเธอทันที”
ระหว่างที่ออทัสอธิบายให้คนตัวเล็กตรงหน้าฟังเขาก็ค่อยๆเอามือลูบหัวปลอบโยนร่างบางอย่างเบามือ แลนึกเอ็นดูคนตรงหน้าขึ้นมาเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับคนตัวเล็กนี้ เธอช่างคล้ายกับคนคนนั้นมากจริงๆทั้งแววตาและกลิ่นหอมอ่อนๆนี้
ฟีโลน่าเมื่อถูกออทัสลูบหัวก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แถมยังนึกถึงคนเป็นพ่อที่เสียไปแล้วของเธอขึ้นมา คนตรงหน้าช่างคล้ายกับพ่อของเธอเสียเหลือเกิน ถ้าพ่อเธอยังอยู่ก็คงลูบหัวปลอบเธออย่างนี้เช่นกันในเวลาที่เธอรู้สึกไม่สบายใจ ทำให้เธอไม่รู้สึกระแวงระวังคนร่างสูงที่แปลกหน้าคนนี้แม้สักนิดเดียวถึงแม้จะรู้ว่าเขาเป็นปีศาจ แต่กลับรู้สึกไว้ใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อรู้สึกเริ่มคลายกังวลและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้วร่างบางจึงถาม ออทัสกับไปว่า
“แต่หนูเป็นมนุษย์ หนูจะอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ คุณเองก็เป็นปีศาจ ปีศาจกับมนุษย์อยู่ด้วยกันได้ด้วยเหรอคะ พวกเขาไม่กินมนุษย์เหรอคะ”
“แหม~ พอหายกลัวแล้วถามเจื้อยแจ้วเชียวนะเรา”
เมื่อออทัสเห็นร่างบางหายกลัวแล้วก็ใช้มือขยี้หัวคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างเอ็นดู ใครจะนึกล่ะว่าจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายดายแถมไม่สติแตก แต่กลับเอาแต่ถามนู่นถามนี่มากกว่า
“เธอเข้าใจถูกแล้วล่ะ ปีศาจน่ะกินมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีกลิ่นหวานหอมอย่างเธอน่ะปีศาจคงชอบมากๆแน่” เมื่อฟีโลน่าได้ยินก็เริ่มหน้าถอดสี
“แต่ก็ไม่ต้องกลัวฉันไปหรอก ฉันไม่ใช่ปีศาจทั่วๆ ไปหรอกนะ ฉันมีเลือดของเทพผสมอยู่ แถมยังเป็นผู้ควบคุมกฎของที่นี่ด้วย เลือดและกลิ่นหอมๆของเธอทำอะไรฉันไม่ได้หรอกเพราะฉันอยู่ได้โดยแทบไม่ต้องกินต้องดื่มด้วยซ้ำ”
ออทัสรีบอธิบายให้ฟีโลน่าฟังต่อก่อนที่เธอจะรู้สึกระแวงในตัวเขา ทำให้ฟีโลน่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“แล้วหนูจะอยู่ที่ได้ยังไงคะ อยู่แต่ที่ห้องนี้เหรอคะ หนูอยู่ไม่ได้หรอกนะเบื่อแย่เลย”
ฟีโลน่าเริ่มถามต่อ พลางมุ่ยหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ถ้าจะต้องให้รออยู่เฉยๆกว่าประตูมันจะย้อนกลับมาที่เดิมให้เธอได้กลับไปโลกมนุษย์มีหวัง เธอได้เฉาตายแน่ๆ
“แล้วถ้าฉันบอกว่า จะให้เธอเรียนที่นี่ล่ะ?”
ทันทีที่ฟีโลน่าได้ยินคำถามนี้ก็ เบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความดีใจก่อนจะหลุบตาลงเพราะนึกขึ้นได้ว่าเธอจะต้องไปเรียนกับปีศาจนี่นา เธอจะโดนกินมั้ยเนี่ย ปีศาจเลยนะ น่ากลัวจะตาย
“ไม่ต้องกลัวไปฉันพอจะรู้จักคนที่ช่วยดูแลเธอแทนได้อยู่ และเดี๋ยวฉันจะอธิบายเรื่องเกี่ยวกับที่นี่ให้เธอฟังระหว่างที่พาไปพบเจ้าพวกนั้นละกันนะ นี่ก็ใกล้ได้เวลาที่ฉันต้องออกไปทำธุระแล้วล่ะ ไปกันเถอะ”
ออทัสพูดปลอบเธอให้เธอคลายกังวลเรื่องที่อยู่ในใจออกไปว่า ไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่โดนกินแน่นอน ทำให้ฟีโลน่าพนักหน้าตอบรับออทัสพร้อมฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ารัก ให้กับร่างสูงทันที
เรออนพยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป เขาขึ้นไปบนเตียงและเริ่มปรนเปรอร่างกายที่ร้อนระอุของฟีโลน่าด้วยจูบและสัมผัสที่อ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมเธอเรออนค่อยๆ ไล้จูบไปทั่วทั้งใบหน้าและลำคอของร่างบาง ขณะที่มือก็บีบเคล้นทรวงอกอวบอิ่มเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ฟีโลน่าที่อยู่ในห้วงปรารถนาตอบสนองต่อทุกสัมผัสของเขาเป็นอย่างดี เสียงครางหวานดังระงมไม่ขาดสายแฟรงค์ที่นั่งมองอยู่ข้างเตียงเริ่มทนไม่ไหว ภาพของเรออนที่กำลังคลอเคลียฟีโลน่าและกลิ่นฟีโรโมนที่รุนแรงของเธอนั้นก้เริ่มกลับมาส่งผลกับเขา ทำให้สัญชาตญาณดิบของเขาพลุ่งพล่านจนต้องเริ่มชักรูดแกนกายที่แข็งขึงของตัวเองเพื่อระบายอารมณ์“อ๊า...เรออน...อีก...อื้อ...” ฟีโลน่าครางกระเส่าเมื่อเรออนใช้ลิ้นปรนเปรอเธออย่างหนักหน่วงภาพของฟีโลน่าที่กำลังบิดเร่าอย่างสุขสมอยู่ใต้ร่างของเรออนนั้น ทำให้ความอดทนสุดท้ายของแฟรงค์ขาดสะบั้นลง สัญชาตญาณของหมาป่าร่ำร้องให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพตรงหน้า และไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไปแฟรงค์ตัดสินใจเดินเข้าไปที่เตียง คุกเข่าลงข้างๆ ศีรษะของฟีโลน่าที่กำลังเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะค่อยๆ จ่อแกนกายที่ร้อนจัดและแข็งขึง
ฮิโระชะงักไป ดวงตาสีไวน์แดงของเขาเบิกกว้างและเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยแรงปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้ เขามองฟีโลน่าราวกับเห็นอาหารอันโอชะที่สุดในชีวิต “สุดยอด...นี่มันสุดยอดไปเลย! ข้าต้องการ...ข้าต้องการพลังของเจ้า!”คลื่นพลังและกลิ่นหอมนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเรือนกระจก แต่มันได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งอาณาเขตของมหาวิทยาลัย เหล่าปีศาจชั้นต่ำที่เดินอยู่บริเวณนั้นพลันหยุดชะงัก ดวงตาของพวกมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยแรงปรารถนา ก่อนจะหันมามองทางเรือนกระจกเป็นตาเดียวและพุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับฝูงสัตว์ป่าที่หิวโหยตู้ม!!!ยังไม่ทันที่ฮิโระจะได้เข้าถึงตัวฟีโลน่า ผนังเรือนกระจกก็พังทลายลง พร้อมกับการมาถึงของเรออนและแฟรงค์“แก!!!” แฟรงค์คำรามลั่นเมื่อเห็นสภาพของฟีโลน่าและซีลีเนียที่นอนบาดเจ็บอยู่ เขาพุ่งเข้าใส่ฮิโระด้วยความเร็วของหมาป่าทันทีแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เริ่มต่อสู้กัน ฝูงปีศาจชั้นต่ำจำนวนมหาศาลก็บุกเข้ามาในเรือนกระจกจากทุกทิศทาง เป้าหมายของพวกมันมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ฟีโลน่า“บ้าเอ๊ย!” เรออนสบถอย่างหัวเสีย เขารีบเข้าไปยืนขวางหน้าฟีโลน่าไว้ “แฟรงค์! คุ้มกันเธอไว้!”การต่อสู้อันดุเดือดจึงไ
ฮิโระบดขยี้ดอกไม้ในมือจนละอองเกสรสีชมพูฟุ้งกระจายออกมา ฟีโลน่าพยายามกลั้นหายใจแต่ก็ไม่ทัน ละอองเกสรนั้นลอยเข้าสู่จมูกของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวและร้อนวูบวาบไปทั้งร่างอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนแรงและทรุดลงไปในอ้อมแขนของฮิโระ“หึๆๆ ยาปลุกชั้นดีเลยล่ะ...อีกไม่นานเธอก็จะร้องขอให้ฉันปรนเปรอเธออย่างบ้าคลั่งจนแทบจะหนีไปไหนไม่ได้เลย” ฮิโระหัวเราะอย่างชั่วร้ายพลางเริ่มซุกไซ้ใบหน้าไปที่ซอกคอของฟีโลน่าภาพของฟีโลน่าที่กำลังจะถูกย่ำยีต่อหน้าต่อตาทำให้ซีลีเนียตัวสั่นเทิ้ม ความรู้สึกผิดและความเมตตาที่ฟีโลน่าเคยมีให้ตีรวนกันอยู่ในหัว…‘...เพื่อความอยู่รอด...’ เสียงหนึ่งดังขึ้นมา ‘...แต่เธอเป็นเพื่อนฉัน...’ อีกเสียงหนึ่งค้านกลับในจังหวะสุดท้ายที่ฮิโระกำลังจะกระชากเสื้อผ้าของฟีโลน่าออก ซีลีเนียก็ตัดสินใจฉึ่ก!เล็บมือของซีลีเนียยาวออกและคมกริบราวกับใบมีด เธอพุ่งเข้าไปตวัดใส่แผ่นหลังของฮิโระอย่างรวดเร็วจนเป็นรอยยาว“แก! นังงูทรยศ!” ฮิโระคำรามอย่างโกรธจัด เขาหันมาสะบัดแขนฟาดร่างของซีลีเนียอย่างแรงจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังเรือนกระจก แต่เธอก็ยังกัดฟันสู้“ตราบใดที่ฉันยังไม่ตาย...แกอย่าหวังว
“ทะ...ท่านต้องการอะไร” ซีลีเนียถามเสียงสั่น“ฉลาดดีนี่” มิโฮะยิ้มอย่างพึงพอใจและสลายเปลวไฟในมือลง “ฉันมีข้อเสนอ ช่วยฉันกำจัดยัยมนุษย์นั่นซะ แล้วฉันจะใช้เส้นสายของตระกูลฉัน ช่วยให้เธอได้เข้าใกล้ความเป็นเทพมากขึ้น ดีกว่าที่เธอจะไปเกาะแกะยัยนั่นอย่างไร้จุดหมายเป็นไหนๆ”ซีลีเนียกำหมัดแน่น นี่คือการบังคับที่เธอไม่มีทางปฏิเสธได้ การขัดขืนมิโฮะหมายถึงความตาย แต่การร่วมมือกับเธอก็เหมือนกับการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต‘...เพื่อความอยู่รอด...เพื่อพลัง...’ เธอคิดในใจอย่างเย็นชา“ค่ะ...ฉันจะทำตามที่ท่านสั่ง” ซีลีเนียตอบรับอย่างจำยอม“ดีมาก” มิโฮะยิ้มอย่างผู้ชนะ “แล้วจำไว้ให้ดีล่ะ อย่าคิดหักหลังฉันเด็ดขาด”พูดจบเธอก็เดินจากไป ทิ้งให้ซีลีเนียนั่งทรุดลงกับพื้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งหวาดกลัวและชิงชัง เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของหอพักที่ฟีโลน่าอยู่ด้วยแววตาที่เย็นชา ในเมื่อต้องเลือกข้างแล้ว เธอก็จะขอเลือกข้างที่จะทำให้เธอได้ประโยชน์สูงสุด มิตรภาพจอมปลอมนี้ถึงเวลาที่ต้องใช้ให้คุ้มค่าแล้วหลายวันผ่านไป แม้บรรยากาศจะดูเหมือนสงบลง แต่ฟีโลน่าก็รู้สึกได้ถึงสายตาอาฆาตที่ส่งมาจากจิ้งจอกสาวทุก
หลังจากที่ฟีโลน่าได้รับรู้เรื่องการสร้าง"พันธะ" จากชายหนุ่มทั้งสอง การไปเรียนของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะยังคงสับสนกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน แต่การมีเรออนและแฟรงค์คอยประกบอยู่ไม่ห่างก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด ทว่าความปลอดภัยของเธอกลับต้องแลกมาด้วยสายตาเกลียดชังและริษยาจากเหล่านักศึกษาหญิงทั่วทั้งมหาวิทยาลัยที่มากขึ้น การกลั่นแกล้งจึงเริ่มขึ้นอย่างเงียบๆณ ห้องสมุดของมหาลัยเซนต์เดม่อนขณะที่ฟีโลน่ากำลังเอื้อมหยิบหนังสือจากชั้นสูง ก็มีปีศาจแมวสาวสองตนก็เดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนที่คนหนึ่งจะแกล้งทำเป็นสะดุดแล้วชนเข้ากับชั้นหนังสืออย่างแรง ทำให้หนังสือเล่มหนาหนักที่ทำจากหินเวทมนตร์ร่วงหล่นลงมาตรงตำแหน่งที่ฟีโลน่ากำลังยืนอยู่พอดิบพอดี“ว้าย!” ฟีโลน่าอุทานอย่างตกใจและทำได้เพียงหลับตาปี๋รอรับแรงกระแทกหมับ!แต่แทนที่จะเป็นความเจ็บปวด เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนที่เย็นเฉียบของใครสักคน และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเรออนมายืนอยู่ข้างๆ เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในมือข้างหนึ่งของเขาถือหนังสือหินเล่มนั้นไว้ได้อย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเพียงขนนก ดวงตาสีเงินของเขามองไปย
ฟีโลน่าพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและรีบเดินเข้าห้องของตัวเองไป ทิ้งให้บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกครั้งหลังจากที่ฟีโลน่าเดินเข้าห้องไปแล้ว บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง“นายต้องมาคุยกับฉันก่อน...แฟรงค์” เรออนพูดเสียงเรียบ “ตอนนี้เรื่องมันใหญ่กว่าที่เราคิด”“ใหญ่กว่าที่คิด?” แฟรงค์หันขวับมามองทันที ความทะเล้นหายไปจากแววตาของเขา “หมายความว่าไงวะ”“พลังที่เธอใช้ในห้องเรียน ท่านผอ. เชื่อว่ามันคือพลังของเทพและไม่ใช่แค่เทพธรรมดา” เรออนกล่าว “ท่านสงสัยว่าเธอคือลูกสาวของ เทพีฟลอร่า”ชื่อนั้นทำให้แฟรงค์ถึงกับนิ่งไป “เทพีฟลอร่าเทพแห่งชีวิตมิน่าล่ะ กลิ่นของเธอถึงได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็หมายความว่า...”“ใช่...นางมีสายเลือดของเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสายหนึ่งอยู่ในตัว” เรออนกล่าวต่อ “และนั่นคือเหตุผลที่มันอันตรายอย่างที่สุด ถ้าเรื่องนี้รั่วไหลออกไปเธอจะกลายเป็นเป้าหมายของปีศาจทุกตระกูลในฐานะแหล่งพลังงานที่ล้ำค่าที่สุด”แฟรงค์กำหมัดแน่น ดวงตาสีทองของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ “







![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)