Masukชินภัทรตอบกลับพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่จินเจตเริ่มเปิดสงครามน้ำลาย เขาเองก็พร้อมสู้รบเสมอ ยังไงเพื่อนอีกสองคนก็ไม่คิดจะเข้าร่วมสังเวียนแต่แรก
“ตามตัวเจอแล้วไอ้เวร รีบกลับกันเร็วมีเรื่องต้องกลับไปรายงาน” จินเจตวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“ไม่ต้องรีบร้อน บอกไอ้คุณกับไอ้เจตว่าไม่ต้องทำ ทุกอย่างฉันจัดการหมดแล้ว” ชินภัทรบอกพลางตบไหล่เพื่อนสนิทให้ใจเย็นลงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“จริงดิ พวกเราไม่ต้องอดตาหลับขับตานอนแล้วใช่ไหม”
“จริงแท้แน่นอน เรื่องงานใครจะมาหลอกมึง จะโง่ก็ให้มันพอประมาณได้ป่ะ”
“แหมพอฉลาดกว่ากูเข้าหน่อยทำเป็นอวดเชียวนะมึง อย่าถึงทีมึงโง่บ้างแล้วกัน”
“มันคงยากหน่อยนะ เพราะมึงแพ้กูทุกนัดที่ท้าแข่ง”
“โอ๊ย มึงเลิกกวนส้นตีนก่อนดิไอ้ชิน ตกลงที่พูดคือจริงนะ วันนี้กูจะได้นอนพักเต็มตาสักที ง่วงจะตายห่าอยู่แล้ว”
“ใช่ วันนี้มึงกลับไปนอนตายได้เลย รับรองได้หลับเป็นสิบชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่กู”
“นานๆ ทีความฉลาดของมึงก็เหมือนจะมีประโยชน์เหมือนกันนะ ค่อยโล่งอกหน่อย”
“ไอ้จินเอ๊ย มันก็จะใช้ประโยชน์กันเกินไปไหม”
ระหว่างการสนทนาที่เหมือนเข้าใจกันอยู่สองคนยังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ ทางด้านเลขาส่วนตัวของคุณชายทั้งสองต่างพากันเขียนข้อความบอกแขกตรงหน้าว่าปล่อยให้พวกเขาเถียงกันไปสักพัก เดี๋ยวก็น่าจะจบ
“ขออภัยที่ปล่อยให้คุณรอนะครับ พอดีมีเรื่องด่วนต้องคุยกับมันนิดหน่อย เลยทำให้รอนานไปหน่อย เดี๋ยวผมเลี้ยงกาแฟเป็นการตอบแทนทั้งคุณและบอดี้การ์ดที่รอด้านนอกเองครับ”
จินเจตบอกพลางกระดิกนิ้วเรียกเลขาส่วนตัวแล้วยื่นใบเสร็จการสั่งซื้อที่แอบหยิบออกมาด้วยความชำนาญส่งต่ออย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณครับ” บีระพัฒน์ตอบรับด้วยใบหน้าไม่พอใจเล็กน้อย เจ้าเด็กพวกนี้มันตัวแสบชัดๆ อัจฉริยะนี่มันมาพร้อมกับความสติไม่ดีรวมอยู่ด้วยสินะ
ทำเอาสมองตึงเครียดมากกว่าเดิม ถึงจะเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน แต่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ากำลังพูดอะไรอยู่
“เฮ้อ...ทะเล้นให้มันพอประมาณเถอะ สักวันจะโดนกระทืบตายซะก่อน ไม่ได้เป็นห่วงนะเว้ย แค่ขี้เกียจใส่ซองงานศพ ด้วยฐานะของฉันต้องใส่เยอะซะด้วย มันเปลืองเงิน” ชินภัทรหันไปแขวะเพื่อนสนิทพลางส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
“ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยนะครับ รุ่นพี่ หมอนี่ชื่อจินเจต ชื่อเล่นจิน อายุเท่ากับผม แต่สติปัญญาและท่าทางก็เป็นแบบที่เห็นแหละครับ คงไม่ต้องอธิบายกันเยอะ”
ชินภัทรพยายามพูดให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อย ซึ่งย้ำว่าแค่เล็กน้อยจริงๆ เพราะปกติตนเองไม่ค่อยได้พูดคุยกับใครเท่าไหร่
ไม่รู้ถึงความหนักเบาต่อการคุยกับคนนอก นี่ถือว่าเป็นการอธิบายแบบมีจิตสำนึกมากที่สุดเท่าที่จะทำไหว
“ไอ้จิน นี่คือรุ่นพี่โรงเรียนเรา เขาชื่อบีระพัฒน์ วรวงศ์ เรียกเขาพี่บีไปก่อนก็ได้”
เขาไม่ลืมเปลี่ยนบรรยากาศมาคุให้กลายเป็นประเด็นการแนะนำตัวผ่านตนเองที่เป็นคนกลาง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ รุ่นพี่บี”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ รุ่นน้องจิน”
ถึงคำพูดจะเป็นไปด้วยความสุภาพและทางการ แต่สายตาแทบจะฟาดฟันกันอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีเรื่องกันไหมนะ เพราะขนาดต่อหน้าเขายังทะเลาะกันเปิดเผยขนาดนี้
“อย่าชวนเขาตีนะเว้ยเฮ้ย รุ่นพี่เขาเป็นลูกคุณชายธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่พวกเราที่ถูกอบรมมาเพื่อเป็นแนวหน้าในการปกป้องประเทศและประชาชนนะ”
“ขืนมึงตีเขาขึ้นมาเรื่องใหญ่เลยนะ กูอนุญาตให้มึงจินตนาการได้ แต่อย่าหาเรื่องเขาแบบนั้นล่ะ รู้ป่ะเนี่ย” ชินภัทรพูดตักเตือนเพื่อนสนิทอย่างตรงไปตรงมาเพียงแต่ลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ไอ้ชิน ปกติมึงเห็นกูเป็นคนยังไงวะเนี่ย จะบ้าตาย!” จินเจตโวยวายออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เจ้าบ้านี่มันจินตนาการอะไรกันแน่
“เป็นคนไม่คิดหน้าคิดหลัง ร่างกายไปไวกว่าสมองไงล่ะ” ชินภัทรหันมาแหวกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งรำคาญ หน้าตาออกขนาดนั้นจะไม่ให้ห้ามปรามได้ยังไง
ถึงคนอื่นจะมองไม่ออกเพราะไอ้บ้านี่มันหน้าตายตลอดเวลา แต่สายตาเหมือนสงสารคนอื่นผสมกับมองคนนอกเหมือนปลาตายแบบนั้นมันดูทุเรศชอบกล
“ก็คิดจริงๆ แหละ แต่คงไม่ทำหรอก”
“แถมท่านยังเริ่มทำงานนี้มาตั้งแต่อายุสิบเจ็ด จนตอนนี้อายุยี่สิบแล้ว ไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง ทำได้ดีกว่าตอนอยู่ในมือของคุณชายใหญ่อีก” “ผมจะโทรถามให้ตอนนี้เลยครับ” ชินภัทรอธิบายอย่างละเอียดพลางกดมือถือโทรหาเจ้านายทันที ไม่ได้รอฟังคำพูดของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าคำพูดของรุ่นพี่ร่วมสถาบันไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ทั้งนั้น มีเพียงคำตอบของผู้เป็นนายต่างหากถึงจะเอ่ยปากได้ถูกต้อง ตรู๊ด... ตรู๊ด... (นภัทร ภูทนินทร์) “ฮัลโหลครับ คุณชายเล็ก ผมมีเรื่องจะเรียนให้ทราบ ไม่ทราบว่าท่านสะดวกหรือไม่กับการถูกจ้างงานสอนการดูแลจัดการคฤหาสน์หลังใหญ่”&n
“กูว่าแล้วไง” ชินภัทรพูดพลางถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย แต่ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะปกติคนนอกไม่เข้าใจพวกเราอยู่แล้ว บทสนทนาที่มีเพียงสองคนเข้าใจเท่านั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำเอาบีระพัฒน์กุมขมับด้วยความปวดหัว ณ ห้องทำงานของชินภัทร “มาหาผมมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” ชินภัทรถามพลางอ่านเอกสารต่อไปโดยไม่ได้หันไปมองเลยสักนิด เพราะในบ้านหลังนี้คนที่จะก้าวเข้ามาโดยไม่เคาะประตูก่อนมีไม่กี่คนหรอก นอกจากเจ้าของบ้านหรือนายจ้างชั่วคราวที่มีสัญญาเป็นปีอย่างบีระพัฒน์ วรวงศ์หรอก จากการมาอยู่อาศัยร่วมเดือน ผลงานล่าสุดคือการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ที่อยู่ใกล้ตัวภายในคฤหาสน์ไปได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ
ชินภัทรตอบกลับพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่จินเจตเริ่มเปิดสงครามน้ำลาย เขาเองก็พร้อมสู้รบเสมอ ยังไงเพื่อนอีกสองคนก็ไม่คิดจะเข้าร่วมสังเวียนแต่แรก “ตามตัวเจอแล้วไอ้เวร รีบกลับกันเร็วมีเรื่องต้องกลับไปรายงาน” จินเจตวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน “ไม่ต้องรีบร้อน บอกไอ้คุณกับไอ้เจตว่าไม่ต้องทำ ทุกอย่างฉันจัดการหมดแล้ว” ชินภัทรบอกพลางตบไหล่เพื่อนสนิทให้ใจเย็นลงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “จริงดิ พวกเราไม่ต้องอดตาหลับขับตานอนแล้วใช่ไหม” “จริงแท้แน่นอน เรื่องงานใครจะมาหลอกมึง จะโง่ก็ให้มันพอประมาณได้ป่ะ” “แหมพอฉลาดกว่ากูเข้าหน่อยทำเป็นอวดเชียวนะมึง อย่าถึงทีมึงโง่บ้างแล้วกัน”
เพราะข้อมูลที่อ่านมาก่อนสอบนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และความเป็นไปได้ถึงสี่ครอบครัวที่กำลังมีภัย บุคคลตรงหน้าคือเป้าหมายคนปัจจุบันที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้ แบบนี้คงไม่ต้องไปสืบหาที่ไหน เพราะภารกิจอยู่ตรงหน้าแล้วไงล่ะ “ไม่ทราบว่าพอจะช่วยฉันได้หรือเปล่า” บีระพัฒน์เห็นอีกฝ่ายเงียบไปหลายนาทีจึงเกิดความร้อนใจ เลยพยายามถามอีกครั้งเพื่อต้องการคำตอบ กลืนศักดิ์ศรีของราชวงศ์เศษเสี้ยวอันน้อยนิดไปหมดสิ้น ตอนนี้หน้าตามันจะไปสำคัญอะไร หากไม่มีชีวิตอยู่ เกียรติยศมันก็ไม่มีความจำเป็นหรอก “เอาเป็นว่าผมจะช่วยคุณแล้วกันครับ ในฐานะพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน แต่ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายคงจะสูงกว่าที่คิด เพราะเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะโอบไว้”&nb
“ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” “จะเห่าใส่ใครก็ช่วยแหกตาดูหน่อยเถอะ ว่าอีกฝ่ายเขาทำอะไรได้บ้าง เอาแต่ปากดีแบบนี้ระวังจะโดนตัดลิ้นนะครับ ไหนบอกว่ามีหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำไง” “คงรู้ใช่ไหมว่าลำพังบอดี้การ์ดแค่ห้าคนตรงหน้า ไม่สามารถปกป้องคุณจากผมได้เลยสักนิด แค่ขยับนิดเดียวน่าจะตายกันหมดแล้ว” “บอกเจตนาที่แท้จริงของคุณออกมาซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนแล้วไล่อัดให้น่วมทุกคน อย่างไรเสียตระกูลของผมสูงส่งกว่าตระกูลธรรมดาทั่วไปของคุณแน่นอน” ชินภัทรตัดสินใจพลิกสถานการณ์กลับมาด้วยการฟาดทางฝีปากไม่ยั้งมือเลยสักนิด จะต่อว่าเขายังไงก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่การมาด่ามารดา คุณชาย
“คุณชายเล็กเมื่อเติบโตขึ้นก็มาล้างอันดับด้วยคะแนนที่สูงกว่าทั้งหมด” “ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นหนึ่งในสิบแข็งแกร่งหรอกครับ พอดีเห็นอะไรแบบนี้อยู่ทุกวัน ผมปลงกับอันดับเหล่านี้ไปหมดแล้ว” ชินภัทรตอบพลางถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว สมัยก่อนยังไร้เดียงสานัก คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าพี่น้องในบ้าน แปลว่าแข็งแกร่งที่สุด เมื่อออกมาโลกภายนอกถึงรู้ว่ายังมีผู้แข็งแกร่งกว่ามากมาย “บางเรื่องคุณดูโตกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก สมแล้วที่ได้รับการสั่งสอนมาจากตระกูลภูทนินทร์ แต่สรุปแล้วคือไปบ้านฉันสักหนึ่งปีนะ ตกลงไหม” “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะเอาเปรียบคุณ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเรียนอบรมและค่าจ้างบอดี้การ์ด ผมจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด มีอะไรขัดข้องตรงไหน” บีระพัฒน์ถามกึ่งบังคับเพราะมีเ







