Masukเมื่อไล่ค้นหาคำตอบภายในคฤหาสน์มากเท่าไหร่ ความลับที่ซุกซ่อนอยู่กำลังรั่วไหลออกมา บีระพัฒน์จะสามารถกอบกู้ตระกูลกลับมาได้หรือไม่ สายลับที่จ้องทำลายตระกูลวรวงศ์เป็นใครกัน
Lihat lebih banyakความอดอยาก ภัยธรรมชาติ และสงครามระหว่างประเทศ หลากหลายเหตุการณ์นำมาสู่สงครามครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2580 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2600
เกิดเหตุไม่คาดฝันอีกครั้งเมื่อชุดชิ้นส่วนอุกกาบาตตกใส่โลกราวกับฝนห่าใหญ่นานนับสัปดาห์ ราวกับกำลังส่งคำเตือนอะไรบางอย่างให้ทุกคนตื่นตัวในครั้งนี้
กว่านานานประเทศจะฟื้นตัวจากเหตุการณ์ทั้งสองอย่างได้นั้นก็ใช้เวลาไปพันปี ถึงเวลาก้าวเข้าสู่ความเจริญก้าวหน้าของยุคเทคโนโลยีแบบผสมผสาน ณ บัดนี้
“ตำนานเป็นยังไงบ้างคะคุณหนู เลื่องลืออันดับหนึ่งเลยใช่ไหมคะ” แม่นมถามระหว่างสอนให้กับนายน้อยลำดับสามภายในตระกูลด้วยความเอ็นดู
“ดีครับ ถือว่าดีจนน่าสงสัยว่าใครเป็นคนรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์นี้ขึ้นมา ระหว่างนั้นต้องมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากเพราะเหตุนั้นเยอะพอสมควร”
บีระพัฒน์ตอบพลางถอนหายใจยาวด้วยความเศร้าใจ เรื่องราวเหล่านี้ถือว่าหนักมาก สำหรับการสอนคนรุ่นหลังให้ซึมซับข้อมูล
“เรียนข้อมูลโดยรวมแล้ว ก็จำเป็นต้องเรียนข้อมูลฝั่งภาครัฐของพวกเราด้วยนะคะ แม้คุณหนูจะได้รับอนุญาตให้เรียนรู้ช้ากว่าคุณหนูทั้งสอง”
“เพราะไอคิวระดับทั่วไป ไม่สามารถรับข้อมูลจำนวนมากในวัยเด็กได้ จะได้รับอนุญาตให้เรียนรู้มากขึ้นเมื่ออายุเลยแปดขวบไปแล้ว”
“แต่ตอนนี้คุณหนูอายุแปดขวบแล้วนะคะ มีความจำเป็นต้องเรียนค่ะ เพราะคุณหนูคนโต และคุณหนูคนรองเริ่มเรียนตั้งแต่อายุห้าขวบแล้วนะคะ”
“แม้จะเรียนรู้ช้าไปบ้าง ไม่เข้าใจทั้งหมดไปบ้าง แต่พื้นฐานและหลักควรจะเป็นต้องรับทราบทั้งหมดนะคะ” แม่นมพยายามอธิบายด้วยความใจเย็น
คำพูดของเธออาจจะดูโหดร้ายไปบ้างในบางประโยค แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แถมอภิสิทธิที่สมองระดับคนทั่วไป ถึงสามารถวิ่งเล่นและเที่ยวเล่นตามสบายเหมือนคนทั่วไป
มีอิสระและเสรีมากกว่าคุณหนูทั้งสองคน แต่ละคนก็มีอภิสิทธิในแบบตนเอง ห้ามบ่นในสิ่งที่ตนเองได้รับเด็ดขาด ไม่มีใครได้ครอบครอง
จะต้องมีคนได้อย่างเสียอย่างเสมอ เป็นหลักเข้าใจโดยง่าย เพราะบรรยากาศที่ดูเหมือนเด็กทั่วไปของบีระพัฒน์
ทำให้คฤหาสน์ตระกูลวรวงศ์คึกคักและสนุกสนานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหลายปี ไม่จำเป็นต้องอยู่แบบเข้มงวดดั่งสมัยที่คุณหนูทั้งสองอยู่วัยเด็ก
“ผมเข้าใจแล้วครับ มาต่อกันเถอะ” บีระพัฒน์ขานรับอย่างเข้าใจ เพราะเขาเป็นแบบนี้เลยไม่ต้องเรียนเร็วเกินไป สบายกว่าพี่สาวทั้งสองคนเยอะ
“ฝั่งเอกชนมีตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดคอยค้ำจุนแต่ละพื้นที่ และมีอีกหกตระกูลในปกครองเพื่อคอยรับใช้ พวกเขามีกฎของตนเองและสามารถลงโทษคนของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสำนักงานกฎหมายของทางรัฐ”
“แต่ถ้ามีปัญหากับคนภาครัฐจำเป็นต้องตัดสินจากประมวลกฎหมายจากภาครัฐโดยตรง ยกเว้นกรณีใครไปเผลอทำให้อีกฝั่งเสียชีวิตก็จะตัดสินประหารเป็นรายบุคคล”
“ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูล เพราะตระกูลส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาแถมยังไม่มีใครคิดอยากฝ่าฝืนอยู่แล้ว อยู่แยกกันอย่างสงบสุขมาตลอด”
“แล้วฝั่งพวกเราล่ะครับแม่นม เป็นยังไงบ้าง”
“ถามได้ดีนะคะ คุณหนู”
“ฝั่งภาครัฐมีสายเลือดราชวงศ์และเชื้อพระวงศ์ที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ประมาณสิบสองตระกูล”
“แบ่งเป็นสายเลือดราชวงศ์ที่เกิดจากบรรดาพระสนมในวังประมาณหกตระกูล และตระกูลเชื้อพระวงศ์อีกหกตระกูล แน่นอนว่าตระกูลเชื้อพระวงศ์จะทำงานรับใช้ตระกูลราชวงศ์”
“และมีกฎเกณฑ์แยกตัวออกมาจากภาครัฐเหมือนกัน ตัดสินใจกันเอง แต่ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคนภาครัฐที่เป็นประชาชนฝ่ายกลางและฝ่ายเอกชนถือเป็นเรื่องที่ตัดสินต่างหาก”
“วันนี้พอเท่านี้ก่อนค่ะ จดจำและอ่านประวัติศาสตร์ รวมถึงบันทึกพวกนี้ก็น่าจะเรียนกันอีกสามปีแล้ว เรื่องอื่นหมวดประวัติศาสตร์ยังไม่เรียนค่ะ”
ปึก!
เมื่อเสียงหนังสือของแม่นมปิดลงปุ๊บ บีระพัฒน์ก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาขนาดใหญ่ปั๊บ เด็กหนุ่มรู้ตัวมาตั้งแต่ยังเริ่มรู้ความว่าพรสวรรค์ทางสมองเทียบเท่าคนทั่วไป
ไม่ได้มีความพิเศษเท่าพี่สาวทั้งสองเลยสักนิด ถือเป็นความแตกต่างของกรรมพันธุ์อย่างชัดเจน แต่เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกน้อยใจเลยสักนิดเดียว
เพราะตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาสามารถนอนหลับได้มากถึงวันละสิบสี่ชั่วโมงต่อวัน ได้เรียนโรงเรียนระดับกลางที่การแข่งขันไม่สูงมาก
ไม่มีการแก่งแย่งอันดับเรียนอยู่ตลอดเวลา
“คุณชายเล็กเมื่อเติบโตขึ้นก็มาล้างอันดับด้วยคะแนนที่สูงกว่าทั้งหมด” “ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นหนึ่งในสิบแข็งแกร่งหรอกครับ พอดีเห็นอะไรแบบนี้อยู่ทุกวัน ผมปลงกับอันดับเหล่านี้ไปหมดแล้ว” ชินภัทรตอบพลางถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว สมัยก่อนยังไร้เดียงสานัก คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าพี่น้องในบ้าน แปลว่าแข็งแกร่งที่สุด เมื่อออกมาโลกภายนอกถึงรู้ว่ายังมีผู้แข็งแกร่งกว่ามากมาย “บางเรื่องคุณดูโตกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก สมแล้วที่ได้รับการสั่งสอนมาจากตระกูลภูทนินทร์ แต่สรุปแล้วคือไปบ้านฉันสักหนึ่งปีนะ ตกลงไหม” “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะเอาเปรียบคุณ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเรียนอบรมและค่าจ้างบอดี้การ์ด ผมจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด มีอะไรขัดข้องตรงไหน” บีระพัฒน์ถามกึ่งบังคับเพราะมีเ
ชินภัทรไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่งเท่าไหร่ เลยพยายามประดิษฐ์คำพูดเท่าที่จะพูดอวยพรให้ได้ แถมยังรู้สึกตื่นเต้นกับความบังเอิญได้เข้าใกล้หนึ่งในเป้าหมายอยู่หลายครั้ง “ฮ่าๆๆ ขอบคุณนะ คุณรู้สึกทำให้ผมเอ็นดูสุดๆ ไปเลย อายุเท่าไหร่เนี่ย” บีระพัฒน์อดที่จะหัวเราะอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดูอย่างที่เอ่ยปากออกไป สมกับเป็นเจ้าเด็กที่ชอบเอาแต่ศึกษาเล่าเรียน จนไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่ จะเห็นหน้าตาสักครั้งต้องเป็นงานใหญ่พอสมควร กับงานระดับชาติเท่านั้นแหละ ใบหน้าหล่อเหลากับเรือนผมสีชมพูนี้มันหาดูยากจริงๆ เห็นตอนแรกย้อมสีส้ม ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชมพูกลับทำให้น่าเอ็นดูมากกว่าเดิม “สิบห้าครับ แล้วคุณล่ะบีระพัฒน์ล่ะครับ” เด็กหนุ่มตอบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มไหล่ซึมจนเห็นได้ชัด ปกติไม่ค่อยใช้วาจาเป็นทางการแบบคุณชาย
“ดิฉันจะดำเนินการเอกสารให้ท่านทันทีค่ะ” เลขาส่วนตัวบอกพลางเดินออกไปจากห้องทำงานทันที บีระพัฒน์คิดว่าเส้นทางที่ตนเองต้องการจีบคนจากตระกูลคนละขั้วอำนาจอาจเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด แม้จะไม่มีคนที่บ้านคอยขัดขวางก็ตาม ระหว่างที่กำลังจัดผ้าพันคอของตนเองในห้องสมุด หยิบกระจกใบเล็กมาส่องเพื่อจัดทรงผมสีส้มที่ชี้ไปมาจากการแอบงีบภายในห้องสมุดสักหน่อย เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบว่าใครบางคนกำลังจ้องมองตนเองอย่างเปิดเผย ถือเป็นเรื่องพบได้ยากที่จะมีใครกล้าทำแบบนี้กับเขา จึงไม่ลังเลที่จะดันแว่นเข้าไปให้ชิดกว่าเดิมแล้วมองอย่างตั้งใจ ปรากฏว่ากลับเป็นใครบางคนที่คิดถึงอย่างสุดหัวใจมาตลอดหลายปี ด้วยการร่ำเรียนมาอย่างดีทำให้สามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็ว แม้ในใจจะสั่นไหวมากแค่ไหนก็ตาม เหมือนใครบางคนกำลังตกตะล
“อืม กูจะพยายามให้ดีที่สุด”“มันอาจจะยากในการสลัดมัน”“ในฐานะตัวแทนตระกูลทักษิณาภาค ต้องไม่ทำให้ขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง” จินเจตกลับมาตั้งสติได้อีกครั้งหลังจากถูกซ้อมมาสองชั่วโมงกว่าและเพื่อนสนิทยังพูดตรงไปตรงมาแบบจี้จุดใจดำสุดๆ ใครไม่ตื่นรู้ก็คงโง่เต็มทน ในฐานะที่ไอคิวใกล้เคียงกันควรมีการพัฒนาให้เร็วมากพอ“มึงอยู่ที่นี่ก็พยายามเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ ไม่รู้จะทำยังไงก็ดูกูเป็นตัวอย่างก็ได้นะ แล้วนำไปปรับในแบบของมึงเอง เรื่องการดัดแปลงและปรับตัวมันงานถนัดไม่ใช่เหรอ”“ใช่สิวะไอ้ชิน คนอย่างจินเจต เรื่องพวกนี้ถือว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศเลยนะมึง”“ดีเลย ถ้างั้นมึงก็ใช้ซะเพื่อนรัก” ชินภัทรเอ่ยบอกด้วยความหวังดีจากใจจริง และคาดหวังไม่ให้เพื่อนถูกลงโทษจนเรื่องแพร่ออกไปให้อับอายผู้คนสองปีต่อมา “ปีนี้ผมสามารถพูดคุยและทักทายบุตรตระกูลจากฝั่งเอกชนได้มากกว่าสามประโยคแล้วใช่ไหมครับ” บีระพัฒน์ถาม



![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI] + [BDSM] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

