INICIAR SESIÓN“นะ...น่าจะจำผิดคนแล้วละแบล็ค” ฉันยกมือขึ้นปฏิเสธไป อย่าบอกนะว่าเขารู้อะ ไม่สิ เขาจะรู้ได้ไงกัน ฉันมั่นใจมากเลยนะว่าพี่ผิงแต่งหน้าให้ฉันแบบเปลี่ยนแปลงขั้นสุด ไม่มีทางแน่ที่เขาจะมาจำฉันได้
“อืม...สงสัยน่าจะจำผิดจริงด้วยแฮะ” อยู่ดี ๆ แบล็คก็ลุกพรวดพราดขึ้นมายืนตรงหน้าฉัน เขาก้มตัวลงมาโดยใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจับเข้าที่คางของฉัน มันรวดเร็วมาก ฉันทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนเกร็งปล่อยให้เขาจับหน้าไป
“ทำบ้าอะไรของมึงวะไอ้แบล็ค!” ไลลาพูดขึ้นด้วยความโมโห เพื่อนคนอื่นที่นั่งคุยกันอยู่ก็ต่างหันมาสนใจที่ไลลา แต่สุดท้ายก็ละความสนใจไปเมื่อเห็นว่าคนที่เสียงดังคือไลลา และก็พากันไปซุบซิบแทนเมื่อเห็นว่าแบล็คจับหน้าฉันอยู่
เพื่อนร่วมห้องส่วนใหญ่ชินแล้วที่มักจะเห็นแบล็คกับไลลาจะมีปากเสียงกันบ้างเป็นปกติ แต่การที่แบล็คมาจับหน้าฉันนี่สิมันเลยดูน่าสนใจกับคนอื่น
“งั้นแสดงว่าสร้อยที่มีคำว่า ‘วาริส’ ก็ไม่ใช่ของเธอสินะ” ระหว่างที่ไลลากำลังโมโหอยู่เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าแบล็คได้มีการมากระซิบพูดกับฉันเสียงเบา คำพูดของเขามันกลับทำให้ฉันรู้สึกใจเต้นไปมากกว่าเดิมซะอีก
“ไลลา งั้นเดี๋ยวฉันไปนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะก่อนนะ” ด้วยความที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกและกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินเรื่องนี้เข้า ฉันก็รีบพูดออกไปโดยไม่ได้รอให้ไลลาตอบกลับมา จากนั้นก็รีบปลีกตัวออกมาเลย
ทำไงดี! สร้อยอยู่กับแบล็คแบบนี้ แล้วถ้าฉันไปขอคืนก็เท่ากับว่าเขาจะรู้เลยนะสิว่าวันนั้นฉันก็อยู่ที่นั่นด้วย
ไม่สิ! บางทีเขาอาจจะเจอตกอยู่ที่ไหนก็ได้นี่ แต่ว่านะ! วันที่สร้อยหายมันดันตรงกับช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่สนามมวยนี่น่า โอ๊ยปวดหัว ตาย ๆ
หรือว่าเขาจะกุเรื่องขึ้นมาพูดมั่วหรือเปล่า แต่ว่ามันจะตรงขนาดที่รู้ว่าฉันกำลังหาสร้อยตัวเองอยู่ได้ไงกัน แถมยังพูดถูกเรื่องเกี่ยวกับสร้อยอีกที่มีชื่อฉันอยู่ด้วย
“วาริสแกนี่เป็นเอามากนะ วันนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือไงยัยคุณหนู” ฉันเงยหน้าออกจากหนังสือที่เอาขึ้นมาเปิดอ่านด้วยท่าทางที่มองไลลาอย่างไม่เข้าใจความหมายที่เธอพูด อันที่จริงฉันอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่ที่ต้องเอาขึ้นมาอ่านเพื่อให้มีความสมจริง เพราะก่อนหน้านี้ฉันบอกไลลาไปเองนี่ว่าจะมานั่งอ่านหนังสือ
“ทำไมอะไลลา” ฉันถามไลลาออกไปแล้วก็ก้มหน้าลงไปอ่านหนังสือต่อ เพราะหางตาดันไปเห็นว่าเหมือนมีใครสักคนจ้องมองฉันจากทางด้านหลัง ซึ่งมันดันตรงกับโต๊ะที่แบล็คนั่งพอดี ฉันนั่งหน้าสุดติดริมหน้าต่าง ส่วนแบล็คเขานั่งหลังสุดเยื้องกับฉัน นั่นจึงทำให้หางตาฉันในตอนที่หันหน้าเงยขึ้นไปมองไลลายืนกอดอกอยู่ เห็นว่าเหมือนมีคนกำลังมองมาที่เราสองคนพอดี
“ยัง...ยังจะไม่รู้ตัวอีก แกอ่านหนังสือกลับหัวอยู่วาริส!” เมื่อสิ้นเสียงไลลาเท่านั้นแหละตาของฉันก็สว่างโร่ จริงด้วย! นี่ฉันกำลังอ่านหนังสือกลับหัวอยู่เหรอเนี่ย โอ๊ย!
“อ่า...จริงด้วย แหะ ๆ” ฉันหันไปส่งยิ้มให้ไลลาแทน ส่วนเธอก็ส่ายหัวไปมาก่อนจะเดินมานั่งลงข้างฉันเพราะอาจารย์เดินเข้ามาแล้ว
พักเที่ยง
โรงอาหารเย็น
หลังจากที่เรียนสองคาบแรกเสร็จก็มาถึงเวลาพักเที่ยง แต่มันกลับทำให้ฉันไม่อยากจะไปโรงอาหารคนเดียวเลย ทำไมไลลาต้องมาทิ้งฉันตอนนี้กันด้วยเล่า
ก็ก่อนหน้านี้เห็นว่าเธอได้ข้อความจากพี่มดและก็นัดกินข้าวคุยเรื่องงานกัน ตอนแรกไลลาก็ชวนฉันออกไปด้วย ฉันที่ไม่อยากไปก็เลยปฏิเสธไป ไม่งั้นฉันก็ต้องไปคุยกับพี่มดเรื่องเข้าสังกัดต่อแน่
แล้วที่นี้มีไลลาเพิ่มอีก สองคนต้องกดดันฉันหนักมาก ไลลาเองก็เคยชวนฉันเข้าไปวงการนี้เหมือนกันแต่ฉันก็ปฏิเสธมาตลอด
“เอาเถอะ ยังไงก็ไม่มีใครสนใจฉันอยู่แล้วนี่เนาะ” ฉันพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเดินไปทางโรงอาหาร เมื่อลิฟต์เปิดออก เวลาที่ฉันต้องเดินคนเดียวหรือไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่มีคนรู้จักฉันก็จะมีอาการประมาทแบบนี้แหละ
ตอนนี้ครอบครัวฉันกับครอบครัวโลคากำลังมีปิกนิกและเที่ยวด้วยกัน หลังจากออกโรงพยาบาลฉันก็ต้องกลับไปเรียนใหม่อีกครั้งจนจบออกมาในที่สุด และก็ได้พบว่าตัวเองตั้งครรภ์อ่อน ๆ ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ต้องถามหาเลยว่าใครเป็นพ่อ เพราะฉันนอนแค่กับแบล็คคนเดียวนั้นจึงทำให้เราแต่งงานกันหลังจากที่เรียนจบ แล้วก็มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ชื่อว่า น้องบีว่าน้องบีว่าเป็นลูกสาวของเราที่ได้นิสัยแบล็คไปหมดเลย ลูกสาวของฉันห้าวมาก ไม่ได้ฉันไปเลยสักนิด ยกเว้นหน้าตาเพียงอย่างเดียวที่คล้ายกับฉันแล้วแบล็คก็อีกคน หวงลูกสาวมาก ใครเข้าใกล้ไม่ได้เลย ขนาดลูกของเพื่อนอย่างโลคาก็ยังตามไปด่าลูกเขาอีกบีว่าเป็นเด็กห้าว ทำให้เข้ากับคราเคนลูกชายของโลคาได้ดีเลย สองคนนี้ชอบชวนกันไปเล่นอะไรแรง ๆ และพิเรนทร์ตลอด ทุกครั้งมักจะมีแผลกลับมาบ้านจนฉันชินแล้วแต่สำหรับแบล็คคือไม่ชิน แบล็คจะตามไปด่าโลคาตลอดให้ลูกชายเลิกยุ่งกับลูกสาวของเขา ซึ่งโลคาเองก็ทำหูทวนลมไป“อย่าถือสาเลยนะเลเน่” ฉันหันไปทำหน้าขอโทษขอโพยที่แบล็คพูดคำหยาบให้เด็กอย่างคราเคนได้ยิน แต่คราเคนเองก็แสบไม่เบา ไม่ได้รู้สึกกลัวแบล็คเลย แถมยังมีท่าทีเหมือนพ่อตัวเองกับแบล็คซะอีก ถอดแบบมาเป
“คุณยายต้องช่วยลูกของแม่แน่เลย ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอกลูก พักผ่อนเถอะ” คุณแม่ฉันเดินเข้ามาปลอบใจเสร็จก็ขอตัวกลับไปทำงานกันต่อ โดยที่ฉันเป็นคนบอกเองว่าไม่ต้องเป็นห่วงในส่วนของแบล็คเขาก็ยังคงก้มหน้านั่งอยู่แบบนั้นไม่พูดไม่จา“แล้วนั่นจะนั่งเป็นพระเอกเอ็มวีอีกนานไหม วาริสก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว เลิกรู้สึกผิดสักที” ไลลาตะโกนใส่แบล็ค ฉันได้แต่มองสิ่งที่ไลลาพูดด้วยความรู้สึกงงงวย“เกิดอะไรขึ้นเหรอไลลา แล้วพี่นพีล่ะ” ฉันถามไลลาออกไปเมื่อแบล็คไม่ได้ตอบโต้อะไรไลลา และไลลาเองก็ส่ายหน้าแล้วหันมามองฉันแทน“ถูกจับเข้าคุกไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะโดนประหารต่อ มันทำเลวหลายอย่าง สมควรแล้วที่จะโดนแบบนั้น” ไลลาพูดจบฉันเองก็แอบตกใจเหมือนกัน แต่ก็นะ คนเราทำแบบนั้นผลกรรมก็สนองคืนแบบนั้น“แล้วเรื่องบะ...แบล็ค...” ฉันพูดเบา ๆ กับไลลาแล้วก็เงียบลง“ไอ้แบล็คมันไม่กล้าสู้หน้าแก มันเอาแต่โทษตัวเองที่แกเป็นแบบนี้ไปก็เพราะมัน รู้ไหมมันถึงกับไปบ้านแกเพื่อไปกราบขอโทษพ่อแม่แกเลยนะ แถมยังดูแลแกทุกวันไม่ห่างมาตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าโรงบาลจนวันนี้ที่แกตื่นขึ้นมา” ฉันพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ไลลากระซิบพูดข้างหู“ขอเวลาหน่อย
มันเป็นภาพที่ฉายไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวก็มีแสงแดดเดี๋ยวก็มืด ในเวลาเพียงไม่กี่วิแต่กลับเปลี่ยนคนไปมาอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวก็มีพ่อแม่ฉันเดี๋ยวก็มีไลลา และสุดท้ายก็จบลงที่แบล็คในตอนกลางคืน ภาพฉายที่ฉันเห็นบ่อยสุดก็คือเขาดูเหมือนเขาจะอยู่ข้างฉันตลอดเลยในช่วงเวลากลางคืน“ฮึก!” และก่อนที่ภาพจะหายไปสิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือภาพที่แบล็คกำลังจรดริมฝีปากลงที่หน้าผากของฉัน ใบหน้าของเขามันดูเศร้ามาก ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตามันได้ไหลออกมาตอนไหน ฉันรู้แต่ว่าตัวเองสะอึกร้องไห้ออกมาด้วยใจที่บีบหนักมาก“อะไรที่เขาเคยทำไม่ดีก็ให้มันแล้วต่อกันไปเถอะนะลูก ดูตอนนี้สิ หนูน่าจะมองออกแล้วใช่ไหมว่าเขารักหนูมากแค่ไหน ลองให้โอกาสเขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งดีไหมจ๊ะ” คุณยายวางมือลงที่ไหล่ของฉัน ท่านส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยนฉันได้แต่ยิ้มตอบท่านและก็หันกลับไปมองที่เดิมต่อ แม้ตอนนี้มันจะเห็นเพียงแค่หมอก ไม่ได้เห็นภาพเหมือนเมื่อกี้แล้ว แต่ทุกความรู้สึกมันกลับยังคงตราตรึงอยู่ในใจของฉันไม่หายไปไหน“หนูคงไม่สามารถกลับไปอีกได้แล้ว ตอนนี้หนูตายไปแล้วใช่ไหมคะคุณยาย” ฉันหันไปมองท่านด้วยใบหน้าเศร้า การที่ได้มาเจอคุณยายที่นี่ก็น่าจ
“หุบปาก! มึงก็อีกคนอีตัวดี กูอุตส่าห์ทำดีกับมึงแทบตายเสือกมาตลบหลังกูโดยการไปยุ่งกับมัน!” พี่นพีล็อกคอฉันให้แน่นขึ้น พร้อมกับใช้ปลายกระบอกปืนจี้มาที่ขมับของฉันแรงขึ้นอีก“ปล่อยตัวประกันซะ” ทางตำรวจตะโกนมาอีกครั้งพร้อมกับจ่อปืนมาทางเราเช่นกัน“ถ้าใครเดินเข้ามาอีกก้าวเดียวหัวอีนี่ได้กระจุยแน่!” พี่นพีตะโกนดังลั่นพร้อมกับค่อย ๆ เดินก้าวถอยหลังไปเรื่อย จนออกมาหน้าห้องที่มีตำรวจอยู่ ฉันเดินไปพร้อมกับพี่นพีโดยการที่โดนพี่เขาบังคับให้เดิน“…” แบล็คเองก็มองฉันด้วยสายตาที่เหมือนเป็นห่วง แต่เขาไม่สามารถเดินตามเรามาได้“พี่นพีอย่าทำแบบนี้เลยนะคะ มอบตัวเถอะ” เราเดินมาจนถึงชั้นจอดรถแล้ว ฉันก็เพิ่งจะเริ่มกล้าพูดอะไรขึ้นมาบ้างหลังจากที่โดนเขาลากเข้าลิฟต์จนมาถึงยังชั้นจอดรถ“อย่ามาอวดดีสั่งสอนกู!” พี่เขาจับฉันหันกลับหมุนตัวไปมองหน้าเขาอย่างไว พร้อมกับมือหยาบจับเข้าที่คางของฉัน แรงบีบก็เริ่มต้นขึ้นจนฉันรู้สึกเจ็บ“ปล่อยเธอ! แล้วมึงอยากจะหนีไปที่ไหนก็ไป ขอแค่ปล่อยเธอซะไอ้นพี กูสัญญาว่าจะไม่พูดอะไรกับตำรวจ” เสียงของแบล็คดังขึ้นจากทางด้านหลัง ฉันไม่รู้ว่าเขามาได้ยังไง แต่พอโดนจับให้หันไปมองก็เห็นแค่เพียง
“นี่คุณ!” ฉันเรียกคนตรงหน้าเสียงดังเมื่ออยู่ดี ๆ ก็เขามาผลักฉัน“…” ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เขาเริ่มจัดการกับสิ่งที่ใช้ปกปิดบนใบหน้าจนออกหมด“บะ...แบล็ค!” ฉันมองคนตรงหน้าด้วยอาการตื่นตกใจ ไม่คาดคิดว่าเขาจะมา แถมยังมาในวันที่ฉัน...กำลังจะหมั้นหมายด้วยอีก“ปะ” แบล็คเดินเข้ามาจับที่ข้อมือของฉัน แล้วก็ออกแรงดึงให้ฉันเริ่มเดินตามเขาไปตรงหน้าต่างของห้อง“เดี๋ยว! คิดจะทำอะไร” ฉันยื้อตัวเองเอาไว้ และเริ่มบิดข้อมือเพื่อหนีจากการจับกุมของเขา“จะพาหนี” เขาพูดเสียงนิ่ง“หนี?” ฉันทวนคำพูดของเขาอีกรอบ“ไม่ให้หมั้น” แบล็คพูดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นคำพูดที่ชวนให้ฉันรู้สึกใจเต้นเป็นอย่างมาก“มีสิทธิ์อะไรที่จะมาห้าม” ฉันพูดเสียงแข็ง แม้ในใจของฉันมันจะกำลังทำในสิ่งตรงกันข้าม แต่สิ่งที่ฉันควรแสดงออกมาคือการเข้มแข็งและอย่าไปหลงคารมณ์ของเขาอีก“ไม่มีเวลาแล้ว ดูเหมือนมันจะรู้ตัว” แบล็คเริ่มพูดอะไรที่ไม่เข้าใจเมื่อเขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง“อะไร ใครรู้ตัว?” ฉันยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่สักนิด“หนีไปกับผม อย่าหมั้นกับมัน” แบล็คเดินเข้ามาหาฉันอีกครั้ง และเหมือนเดิมคือการ
“เราหมายความว่ายังไง” ฉันล้วงมือไปหยิบมือถือในกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมา ระหว่างทางที่ฉันกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็มีใครไม่รู้ส่งรูปนี้มาให้กับฉันแล้วจัดการวางมือถือลงบนโต๊ะเช่นกัน ก่อนจะใช้นิ้วดันให้มันเลื่อนไปตรงหน้าพี่เขา“…” พี่นพีได้แต่มองและเงียบไปเลย“ถือว่าเจ๊ากันไปแทนนะคะ” ฉันเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาลงเก็บที่เดิม“คือ...พี่”“น้องวาอยากยกเลิกงานหมั้นค่ะ ส่วนเรื่องหนี้น้องวาสัญญาว่าจะหามาคืนให้กับพี่นพีให้ครบทุกบาททุกสตางค์” ฉันตัดสินใจพูดออกไปหลังจากที่นั่งคิดมาในรถนานพอสมควรแล้ว“ไม่ได้นะ! พี่ไม่ยอมเด็ดขาด!” พี่นพีใช้กำปั้นทุบลงโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง“ในเมื่อพี่ไม่ได้รักน้องวา แล้วน้องวาเองก็ไม่ได้รักพี่นพีเราจะฝืนแต่งฝืนหมั้นกันไปทำไมคะ” ฉันพูดตามความจริงออกมา“อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะ! ว่าน้องวาอยากจะกลับไปหามันใช่ไหม!” พี่นพีลุกขึ้นแล้วมาฉุดกระชากแขนฉันให้ลุกขึ้นตามอย่างแรง ทุกการกระทำไม่มีใครเห็น นอกจากเราสองคนที่เห็นกันเองในห้อง“วาเจ็บนะคะ!” ฉันกระแทกเสียงพูดออกไปพร้อมกับบิดข้อมือตัวเองให้ออกจากการจับกุมของพี่เขา“อย่าลืมสิ ที่ทุกวันนี้ตระกูลของน้องวายังอยู่มันเพราะเงินใคร! อีกอย่







