LOGINฉันก้าวออกมาจากคอนโดของเขาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ แต่คือความโง่ของตัวเอง ถ้าฉันไม่ไปที่นั่น ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น ฉันไม่ต้องการให้เขารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ผู้ชายแบบเขา…ไม่มีวันเป็นพ่อคนได้ สิ่งเดียวที่ฉันกลัวไม่ใช่อนาคต แต่คือสายตาของพ่อ ในวันที่ฉันต้องบอกความจริงว่า ฉันท้อง เสียงสะอื้นหลุดออกมาท่ามกลางทางเดินที่ผู้คนเดินสวนกันไปมา สายตาแปลกหน้าจับจ้องอย่างไม่เข้าใจ ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
ทำไมชีวิตฉันต้องพังขนาดนี้ด้วยนะ… “อันนา” เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยทำให้ฉันชะงัก ฉันหันไปมองผ่านม่านน้ำตา และเห็นผู้ชายร่างสูง ผมสีน้ำตาล ยืนอยู่ไม่ไกล แววตาอบอุ่นคู่นั้นมองฉันด้วยความเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง “พี่แฮซู…” เสียงฉันสั่นเครือ ก่อนจะโผเข้ากอดเขาแทบจะทันที อ้อมแขนของพี่แฮซูโอบรับฉันไว้แน่น มือใหญ่ลูบหลังอย่างแผ่วเบา เหมือนต้องการบอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งอยู่คนเดียว น้ำตาไหลเปื้อนเสื้อเขา เสียงสะอื้นขาดห้วงจนหายใจแทบไม่ทัน “ฮือ…” “ใครทำอะไรอันนา บอกพี่มา” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอดกลั้น “จะทำยังไงดี…” ฉันส่ายหน้า ร้องไห้หนักกว่าเดิม พี่แฮซูค่อย ๆ คลายอ้อมกอด จับไหล่ฉันให้เงยหน้าขึ้น “เราเป็นอะไร?” “หนูท้อง” คำสั้น ๆ แต่หนักอึ้ง เขานิ่งไป แววตาฉงนวูบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงเหมือนกำลังตั้งสติ “คนนั้นเขารู้แล้วใช่ไหม” “รู้แล้วค่ะ…แต่หนูไม่อยากยุ่งกับเขาอีกแล้ว” เสียงฉันแตกพร่า “ไม่ต้องกลัวนะ” มืออุ่นลูบศีรษะฉันเบา ๆ “พี่จะช่วยเราเอง” ฉันเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมองเขา “ช่วยยังไงคะ?” “ไปคุยกันในรถพี่ก่อน เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน” เขาเช็ดน้ำตาให้ฉันอย่างอ่อนโยน ฉันนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ ก้มหน้ามองมือตัวเอง ในหัวว่างเปล่า ไม่รู้เลยว่าชีวิตหลังจากนี้ควรเดินไปทางไหน “อันนา…ให้พี่เป็นพ่อของเด็กในท้องเถอะนะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น ราวกับตัดสินใจมาแล้วเรียบร้อย “พี่แฮซู!” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบลืมหายใจ ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างพี่แฮซูจะเลือกช่วยฉัน…ด้วยวิธีนี้ “พี่พูดจริง” เขาย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือฉันไว้ “บอกคุณลุงว่าพี่เป็นพ่อของเด็กในท้องเถอะ” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาเอ่อขึ้นมาจนมองอะไรพร่าไปหมด “หนูยอมให้พี่ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ…พี่แฮซูจะมารับผิดชอบในสิ่งที่พี่ไม่ได้ทำไม่ได้” “แต่พี่เต็มใจ” น้ำเสียงเขานุ่มลง แต่แววตากลับจริงจังยิ่งกว่าเดิม “ไม่ได้จริง ๆ…” น้ำตาฉันไหลลงมาอีกครั้ง ถ้าพ่อแม่ของพี่แฮซูรู้เรื่องนี้ พวกเขาคงเจ็บปวดไม่ต่างจากพ่อของฉัน ฉันจะเห็นแก่ตัว เอาอนาคตของคนดี ๆ มาทำลายไม่ได้ “พี่ชอบอันนา” ประโยคนั้นทำให้ฉันนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจสั่นไหว แต่ไม่ใช่เพราะความรัก เป็นเพราะความรู้สึกผิด ฉันมองเขาด้วยสายตาที่หนักอึ้ง “พี่แฮซู…หนูขอบคุณมากนะคะ ที่หวังดีกับหนู” ฉันสูดหายใจลึก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “แต่หนูคิดกับพี่แค่พี่ชายจริง ๆ และหนูไม่ยอมพี่ให้ต้องแบกรับเรื่องนี้แทนหนูแน่ค่ะ” มืออุ่นค่อย ๆ คลายออกจากมือฉัน ความเงียบปกคลุมในรถ ก่อนที่เขาจะถามเสียงเบา “แล้วเราจะบอกคุณลุงว่ายังไง…” ฉันหลับตาลง น้ำตาไหลเงียบ ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นและพูดออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “บอกว่าเด็กในท้อง…ไม่มีพ่อค่ะ” ZANE TALK ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาหนาอย่างหมดแรง ความคิดในหัวตีกันมั่วไปหมด แต่มีเรื่องเดียวที่ชัดเจน คือเด็กในท้องของอันนา…เป็นลูกผมแน่นอน แล้วผมควรทำยังไงวะ? ทั้งชีวิตไม่เคยคิดเลยว่าจะพลาดถึงขั้นทำผู้หญิงท้อง แต่ต่อให้ยังไง ผมก็ไม่มีวันยอมให้เธอพรากลูกไปจากผมเด็ดขาด ปัญหาคือ…อันนาเป็นใคร ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ผมรู้จักเธอแค่ชื่อ โคตรเครียด คงต้องให้ชาร์ลจัดการแล้วละ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาลูกน้องคนสนิททันที “ชาร์ล ฉันมีงานให้แกทำอีก” [มีอะไรให้ผมรับใช้อีกครับ นายน้อย] “แกช่วยสืบประวัติอันนาผู้หญิงที่แกพามาให้ฉัน” [อันนาอีกแล้วเหรอครับ?] “เออ! อย่าถามมาก” ผมขบกรามแน่น “เอามาให้เร็วที่สุด พรุ่งนี้ได้ยิ่งดี” [ครับ นายน้อย] สายตัดไป ผมเอนหลังพิงโซฟา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้ามาเบลรู้เรื่องนี้เข้า…เธอคงโกรธผมจนไม่เหลือซากแน่ ตื้ดดด—ตื้ดดด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ‘มาร์ช’ ผมกดรับสายอย่างไม่เต็มใจ “ว่าไงวะ?” [ออกมาดื่มเป็นเพื่อนกูหน่อยสิวะเซน กูอกหัก…] “ไม่อกหัก มึงก็แดกเหล้าเป็นประจำอยู่แล้วปะวะ” ผมสวนกลับเสียงประชด [เออ…นั่นดิ งั้นมึงก็มาเป็นเพื่อนกูหน่อย] “ไม่ไป” ผมตอบทันควัน “ตอนนี้กูเครียด” [ยิ่งเครียดยิ่งต้องดื่ม กูรออยู่ร้านเดิมนะ] “เฮ้ย ไอ้มาร์ช!” สายถูกตัดไปก่อนที่ผมจะทันด่าให้สะใจ ผมจ้องโทรศัพท์ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสบถออกมาเบา ๆ …สรุปคือกูต้องไปใช่ไหมวะ ช่างแม่ง ถือว่าระบายความเครียดก็แล้วกัน ผับแห่งหนึ่ง ผมก้าวเข้ามาในผับท่ามกลางแสงไฟสลัวและเสียงดนตรีกระแทกโสตสายตาของชายหญิงหลายคู่หันมามอง แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ เดินตรงไปยังโต๊ะของเพื่อนสนิททันที “ว่าแล้วมึงต้องมา!” ไอ้มาร์ชทักขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ผมจะทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามมัน “ก็เล่นมึงตัดสายกูไปดื้อ ๆ แบบนั้น กูก็ต้องมาดิ” ผมมองมันด้วยสายตาขุ่น ๆ “อย่าหัวร้อนน่า” มันหัวเราะ พลางตบไหล่ผมเบา ๆ “กูสั่งเหล้าให้แล้ว” “เออ…ดี” ผมหยิบแก้วที่เพิ่งชงเสร็จ กระดกเข้าปากโดยไม่คิดมาก “กูโดนผู้หญิงทิ้งว่ะ” มันเริ่มพล่ามด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “แล้วรู้ไหม เลิกกับกูไปคบกับทอม แม่ง…เสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายชิบหาย” ผมเหลือบมองมันขำ ๆ “แปลว่าเอ็นมึงสู้มือไม่ได้ มึงมันอ่อน” “เฮ้ย ๆ ๆ ไม่เกี่ยว!” มันรีบโวย “ของกูผู้หญิงคนไหนก็ร้องทั้งนั้น เรื่องบนเตียงกูไม่ได้แพ้มึงหรอกเว้ย!” ท่าทางร้อนตัวของมันทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมา มันรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “แล้วมึงล่ะ เครียดเรื่องอะไร?” ผมวางแก้วลง สูดหายใจเข้าลึก “รู้แล้วมึงอย่าตกใจนะ” “จะมีอะไรน่าตกใจกว่าเรื่องกูอีกวะ บอกมาเลย” “กูทำผู้หญิงท้อง” “อ้อ…ทำผู้หญิงท้อง” มันหัวเราะออกมาเหมือนยังไม่ประมวลผล จู่ ๆ เสียงหัวเราะก็หายไป มันหันขวับมามองผม ตาโตขึ้นทันที “ฮะ!? ทำผู้หญิงท้อง!?” “เออ…ไหนมึงบอกจะไม่ตกใจไง” ผมยกแก้วขึ้นจิบช้า ๆ “เรื่องแบบนี้จะไม่ให้กูตกใจได้ยังไงวะ!” มันรีบวางแก้ว “มาเบลเหรอ?” “ไม่ใช่ว่ะ” ผมทำหน้าเจื่อน ก่อนจะยกเหล้ากระดกอีกครั้ง “อ้าว! แล้วใครมึงท้องวะ?” “กูก็ไม่รู้จัก” ผมถอนหายใจ “รู้แค่ว่าเธอชื่ออันนา อายุ…ไม่น่าถึงยี่สิบ” ไอ้มาร์ชส่ายหัวไปมาอย่างเอือม “ไอ้เซน…มึงซวยแล้วว่ะ” “ซวยยังไง” “ถ้าอายุไม่ถึง มึงมีสิทธิ์ติดคุกนะเว้ย แล้วมึงทำยังไงถึงท้องได้วะ?” “ก็…เอากัน” “Sh*t เรื่องนั้นกูรู้ครับ!” มันกระแทกเสียง “กูหมายถึงมึงไม่ป้องกันหรือไง!” “กูพลาดเอง” ผมขบกรามแน่น เสียงผมต่ำลง “ไม่ได้ใส่ถุงยาง จังหวะวันนั้นไอ้แซคน้องกูแม่งเอาไปหมดตู้เลย กูเลยเล่นสดแม่ง…” ผมยกแก้วเหล้าขึ้นอีกครั้ง รสขมไหลลงคอ “แล้วมึงจะเอายังไงต่อวะ?” ไอ้มาร์ชถามจริงจังขึ้นเป็นครั้งแรก “ตอนนี้กูก็ยังไม่รู้เหมือนกัน” ผมยกแก้วเหล้าหมุนช้า ๆ ในมือ “ต้องคุยกับพ่อแม่ก่อน แต่ไม่ว่ายังไง…ลูกต้องมาอยู่กับกู” ไอ้มาร์ชขมวดคิ้ว “แล้วแม่เด็กล่ะ มึงจะเอายังไง?” “ไม่เอาดิ” ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด“กูก็มีมาเบลอยู่แล้ว” มันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงต่ำ “แล้วเขาจะยอมเหรอวะไอ้เซน ทั้งแม่เด็ก ทั้งมาเบลนั่นแหละ” ผมยกเหล้ากระดกเข้าปาก รสขมแผ่ซ่าน ก่อนจะวางแก้วลงดัง กึก “ไม่ยอม…ก็ต้องยอม” น้ำเสียงผมเรียบ แต่แข็งจนไอ้มาร์ชเงยหน้าขึ้นมามอง “มึงรู้ตัวไหมว่ามึงพูดเหมือนคนใจร้ายฉิบหายเลยว่ะ” ผมหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ไม่ใช่ขำ แต่เป็นเสียงเย็นเฉียบ “กูไม่ได้เริ่มก่อน” มันจ้องหน้าผมเขม็ง “หมายความว่ายังไง?” ผมเอนหลังพิงพนักโซฟา สายตาจ้องแก้วเหล้าในมือ ก่อนจะเอ่ยออกมาช้า ๆ “เพราะเขาใจร้ายกับกูก่อน”“นี่คุณหลอกฉันเหรอคะ ?” ฉันหันมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง คนอะไร…แกล้งล้มร้องโอดโอยเพื่อหลอกให้ฉันเปิดประตูร้ายกาจจริง ๆ“ใช่ครับ” เขาตอบเต็มปากเต็มคำอย่างไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย ยังไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงก็ช้อนตัวฉันขึ้นในอ้อมแขน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องอย่างหน้าตาเฉย“คุณเซน!” เขาวางฉันลงเบา ๆ แต่สายตาคมยังจ้องจับผิด “ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ คุณจะยอมให้ผมเข้าห้องไหมล่ะ”เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ “หรือว่าคุณกลัวผม ?”“ฉันเปล่านะคะ” ฉันรีบปฏิเสธทันทีเขาก้มลงมาอีกนิด รอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์จนใจฉันสั่น “ไม่ได้กลัวจริงเหรอ ?”ฉันถอยหลังหนึ่งก้าว เขาก้าวตามหนึ่งก้าว จนแผ่นหลังฉันติดกับตู้ไม้ มือทั้งสองของเขาวางเท้าข้างศีรษะฉัน ล็อกพื้นที่เอาไว้ไม่ให้หนี “ผมไม่ยอมให้คุณหนีผมอีกแล้วนะ…” ฉันเงยหน้ามองเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง “ฉันไม่ได้หนีคุณไปไหน… ฉันก็แค่…”“คุณไม่รักผมแล้วเหรอ ?” ประโยคนั้นทำให้ฉันชะงักสายตาเขาไม่ได้เจ้าเล่ห์เหมือนเมื่อครู่ แต่กลับกลายเป็นสายตาออดอ้อนน่าสงสาร ฉันรีบยกมือขึ้นแตะแก้มเขา “ไม่ใช่นะคะ”“คุณก็พิสูจน์สิ” คุณเซนเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมทอประกายบางอย่างที่ฉันอ่า
ดวงตากลมค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างอิดโรย ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก ฉันกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนจะหยุดที่ถุงน้ำเกลือซึ่งหยดลงช้า ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอที่นี่…โรงพยาบาลสินะ“อันนาเป็นยังไงบ้าง ?” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น ฉันหันไปมองเจ้าของเสียงทันที“พี่แฮซู…” ถัดไปด้านหลังเขา คือใบหน้าของคนที่ฉันคุ้นเคยที่สุดอีกคน “แจ็คสัน…”“แกเป็นยังไงบ้างอันนา ?” แจ็คสันถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง“ฉันไม่เป็นอะไร…” เสียงฉันยังแผ่วเบา ก่อนจะรีบถามคำถามที่ค้างอยู่ในใจ “แล้วคุณเซนล่ะ ?”ฉันพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่แจ็คสันรีบจับไหล่ไว้ “คุณเซนปลอดภัยแล้ว เขาอยู่ห้องข้าง ๆ นี่เอง แกเพิ่งฟื้นนะ พักก่อนเถอะ”หัวใจฉันเหมือนถูกบีบรัด “แต่ฉันอยากไปหาเขา…ฉันเป็นห่วงเขา”“เดี๋ยวพี่พาไปเอง” พี่แฮซูพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน พลางช่วยพยุงฉันลงจากเตียง “ไม่ต้องห่วงนะ แจ็คสัน พี่ดูแลอันนาเอง”“ครับ…”ฉันพยักหน้าขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะเดินช้า ๆ ไปยังห้องข้าง ๆ พร้อมถุงน้ำเกลือที่ถูกลากตามจังหวะก้าวทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจฉันสะท้าน ร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวกว่า
ในความมืดสลัวมีแสงไฟสว่างที่คอยนำทางฉัน และภายใต้จิตใจที่มีความหวาดกลัวก็มีจิตใจที่กล้าหาญที่ช่วยพยุงฉันขึ้นมาได้…ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับสำลักน้ำออกมา พลางรีบสูดอากาศให้เข้าไปเต็มปอด “แฮ่ก…แฮ่ก…!”ภาพพร่ามัวค่อย ๆ ชัดขึ้น ร่างของฉันนอนอยู่บนผืนทรายละเอียดที่ยังชื้นจากคลื่นทะเล ฉันฝืนพยุงตัวลุกขึ้น แม้แขนขาจะสั่นระริก แล้วสายตาก็ไปหยุดที่เขา คุณเซนนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ“คุณเซน…” ฉันพยายามคลานไปหาเขา ระหว่างทางล้มลงไปหลายครั้งเพราะหมดแรง แต่ก็ฝืนลุกขึ้นอีกครั้งฉันรอดมาได้ แต่คุณจะตายไม่ได้นะฉันแตะใบหน้าเขาเบา ๆ “คุณเซน…ตื่นสิคะ…”ไม่มีการตอบสนอง ใบหน้าของเขาซีดจัด ร่างกายร้อนผ่าวผิดปกติ น้ำตาฉันหยดลงบนเปลือกตาของเขา “คุณเซน…”เปลือกตาคู่นั้นค่อย ๆ ขยับ ก่อนจะเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของฉันหลุดออกมาทันที เขายกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ลูบแก้มฉันแผ่วเบา “คุณ…เป็นอะไรไหม…” เสียงเขาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน“คุณเป็นห่วงฉัน ทั้งที่ตัวเองเป็นหนักถึงขนาดนี้แท้ ๆ” ฉันจับตัวที่ร้อนของเขาพร้อมน้ำตาที่รินไหลออกมา สายตามองด้วยความฉงน “ทำไมคุณไม่ห่วงตัวเองบ้างคุณเซน ?”
ANNA TALKฉันรีบวิ่งตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปสุดแรง แต่เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา เสียงเรียกของฉันเหมือนลอยหายไปกับอากาศ เหตุการณ์เมื่อครู่มันเป็นแค่ความเข้าใจผิด ฉันกับพี่แฮซูเป็นเพียงพี่น้องกันเท่านั้น เขาแค่ปลอบฉัน หลังจากที่ฉันได้รับสายจากคุณเซน เขายังบอกให้ฉันกลับไปหาสามี กลับไปหาลูกของเรา แต่คุณเซนดันเข้ามาเห็นตอนที่เรากอดกันพอดี“คุณเซน! ฟังฉันก่อนสิคะ!” ฉันตะโกนสุดเสียง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก แต่เขาเดินห่างออกไปทุกทีทุกที“คุณเซ…”มือหยาบกระชากฉันจากด้านหลัง ผ้าผืนหนึ่งถูกปิดทับจมูกและปากของฉันทันที กลิ่นฉุนรุนแรงแทรกเข้ามาในลมหายใจ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน โลกทั้งใบหมุนคว้าง “คุณ…เซน…ช่วย…” เสียงของฉันเบาหวิว ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิทZANE TALKเสียงเรียกของอันนาขาดหายไปกลางคัน ผมหยุดฝีเท้า หันกลับไป แต่ไม่มีแม้เงาของเธอ ช่างเถอะ… ในเมื่อผมมันก็ไม่สำคัญสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว ผมกลับขึ้นรถ ขับออกไปทั้งที่ความขุ่นมัวยังอัดแน่นในอก แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นไอ้แฮซูเดินวนไปมาหน้าคอนโด สีหน้าร้อนรนผิดปกติเดี๋ยว… แล้วอันนาล่ะ?สัญชาตญาณบางอย่างกระตุกแรงจนผมเหยียบเบรกกะทันหัน กระจ
ผมพาเซนาย้ายกลับมาอยู่คฤหาสน์ของพ่อแม่ ผมทนอยู่เรือนหอหลังนั้นไม่ได้ ทุกมุมของบ้านมีเธออยู่ในนั้น โซฟาตัวเดิมที่เธอเคยนั่งป้อนนมลูก โต๊ะกินข้าวที่เราทะเลาะกัน เตียงที่เคยมีเสียงหัวเราะ ความทรงจำพวกนั้น…มันไม่ได้อบอุ่นอีกต่อไป มันกลายเป็นมีดที่คอยกรีดหัวใจผมทุกวัน อันนาทิ้งผมไป และทิ้งบทลงโทษไว้ให้ผมอยู่กับมัน“เฮีย ไหวไหมเนี่ย?” เสียงแซคน้องชายผมดังขึ้น ผมนั่งเหม่อมองสวนหน้าคฤหาสน์ตั้งแต่เช้าโดยไม่รู้ตัว“ตอนนี้ไม่ไหว…ก็ต้องไหวว่ะ” ผมหัวเราะหยันเบา ๆ ให้ตัวเอง“อันนารักเซนามากนะเฮีย เขาต้องกลับมา” คำพูดของไอ้น้องตัวแสบวันนี้กลับหนักแน่นกว่าที่เคย “แต่ตอนนี้เฮียต้องดูแลลูกให้ดีที่สุดก่อน”ผมพยักหน้า “เฮียรู้…แต่การรอใครสักคนโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาไหม มันโคตรทรมานเลยว่ะ คนรอมันท้อ”แซคตบไหล่ผม “ถ้าเธอรัก เธอจะกลับมา”ผมหลับตาลงช้า ๆ ผมหวังให้มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ“คุณเซนคะ มีคนมาขอพบค่ะ” ผมหันไปมองสาวใช้ที่ยืนหน้าซีด“ใคร?”“คุณไปดูเองเถอะค่ะ ดิฉันไม่กล้าพูด…”หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว หรือว่า…อันนา? ผมรีบเดินไปที่ห้องรับแขก แต่ภาพที่เห็น ทำให้ความหวังเมื่อครู่ดับวูบมาเบ
ณ โรงพยาบาลแสงไฟสีขาวสว่างจ้าเหนือศีรษะ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ ฉันนอนอยู่บนเตียงในห้องคลอด รายล้อมด้วยคุณหมอและพยาบาล เสียงเครื่องมือดังแผ่ว ๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจฉันที่เต้นแรงแทบทะลุอกเรียวขาทั้งสองถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการคลอด ความเจ็บบีบรัดจากท้องล่างแล่นขึ้นมาเป็นระลอก “เดี๋ยวหมอนับเสร็จ คุณแม่เบ่งเลยนะครับ”“ค่ะ…” เสียงฉันเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน“หนึ่ง…สอง…สาม…เบ่งครับ”“อื้ออออออ!” ฉันออกแรงสุดกำลัง ร่างทั้งร่างเกร็งจนสั่น มือกำผ้าปูแน่น ความเจ็บแล่นผ่านทุกเส้นประสาทราวกับจะฉีกฉันออกเป็นสองส่วน“อีกครั้งนะครับ หนึ่ง…สอง…สาม”“อื้ออออออ!” น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว แรงเริ่มร่อยหรอ แต่ลูกยังไม่ออกมา“อีกครั้งนะครับ”ฉันส่ายหน้าเบา ๆ หายใจหอบถี่จนแทบขาดใจ“ฉัน…ไม่ไหวแล้วค่ะ…” เสียงสั่นเครือ “คุณเซนอยู่ไหน…”ความกลัวคืบคลานเข้ามาในใจ กลัวว่าจะผ่านมันไปไม่ได้ กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูก“คุณพ่อมาแล้วค่ะ คุณแม่ใจเย็น ๆ นะคะ”ฉันรีบหันไปมองทันที คุณเซนยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคยเห็น มือใหญ่เอื้อมมาจับมือฉันแน่น ทั้งที่มือฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ“
ANNA TALKและแล้วฉันก็ผ่านอีกหนึ่งวันที่หนักหน่วงมาได้อย่างทุลักทุเล ฉันต้องขอบคุณพ่อ…ที่ยังคงอ้าแขนรับฉันกลับเข้าไปในอ้อมกอด โดยไม่ตั้งคำถาม ไม่ซักไซ้ ไม่ตัดสิน ต่อจากนี้ฉันคงต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าที่เคย ไม่ใช่เพื่อตัวฉันอีกแล้ว…แต่เพื่อลูกฝ่ามือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังไม่ปรากฏความเปลี่ยนแป
พี่แฮซูมาส่งฉันถึงบ้านก่อนจะแยกกัน ฉันขอร้องให้เขากลับไปก่อนเพราะเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันต้องจัดการด้วยตัวเอง มันเกิดขึ้นเพราะฉันและฉันต้องเป็นคนรับมันให้ได้ฉันเดินเข้าไปในบ้าน เห็นพ่อนั่งอยู่ที่โซฟา มือยังถือหนังสือเล่มโปรด หัวใจเต้นแรงทุกย่างก้าว ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเขา“พ่อ…” เสียงฉันแผ่วจนแทบไม่
ZANE TALK ผมพาอันนามาที่โรงพยาบาล ตอนนี้ผมนั่งรอหมออยู่หน้าห้องตรวจ ส่วนมาเบลก็นั่งอยู่ข้าง ๆ แต่สีหน้าของเธอไม่ได้มีแววกังวลเลยสักนิด มีเพียงความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด “เซนจะช่วยมันทำไมกัน?” มาเบลนั่งไขว่ห้าง ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ผมหันไปมองเธอเล็กน้อยก่อนจะตอบ “แล้วเบลจะให้เธอนอนสลบอยู่ตรงน
“พี่แฮซู…”รุ่นพี่ลุกจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นฉัน สีหน้าตกใจวูบหนึ่ง ก่อนสายตาจะไล่สำรวจร่างกายฉันอย่างไม่สบายใจ ฉันเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ พยายามฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจเต้นแรง“มันทำอะไรอันนา” น้ำเสียงเขาต่ำ แต่แข็ง“เปล่าค่ะ…” ฉันตอบหลบ ๆ สายตาหลบหนี เพราะรู้ดีว่าคำปฏิเสธนั้นไร้น้ำหนัก“สภาพแ







