Masukพี่แฮซูมาส่งฉันถึงบ้านก่อนจะแยกกัน ฉันขอร้องให้เขากลับไปก่อนเพราะเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันต้องจัดการด้วยตัวเอง มันเกิดขึ้นเพราะฉันและฉันต้องเป็นคนรับมันให้ได้
ฉันเดินเข้าไปในบ้าน เห็นพ่อนั่งอยู่ที่โซฟา มือยังถือหนังสือเล่มโปรด หัวใจเต้นแรงทุกย่างก้าว ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเขา “พ่อ…” เสียงฉันแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “หนูมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยค่ะ” พ่อเงยหน้าขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ วางหนังสือลง “มีอะไรเหรอลูก” คำถามธรรมดา แต่กลับทำให้ฉันแทบยืนไม่อยู่ คำพูดติดค้างอยู่ที่ลำคอ น้ำตาเอ่อขึ้นมาทันที “หนู…” ฉันมองหน้าพ่อได้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เข่าจะทรุดลงอย่างหมดแรง “หนูท้อง…ฮือ…” ความเงียบปกคลุม ไม่มีเสียงตำหนิ ไม่มีคำถาม มีเพียงมือทั้งสองข้างที่ยื่นมาพยุงฉันให้ลุกขึ้น และอ้อมแขนที่โอบกอดฉันไว้แน่นอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยน น้ำตาฉันไหลออกมาไม่หยุด เหมือนทุกอย่างที่แบกไว้พังทลายลงในอ้อมกอดนั้น “หนูขอโทษนะพ่อ…ฮือ…ขอโทษ…” “ไม่เป็นไรหรอกลูก” เสียงพ่อเรียบ อบอุ่น มือใหญ่ลูบหลังฉันเบา ๆ เพื่อปลอบโยน “หนูทำให้พ่อผิดหวัง…” ฉันพูดทั้งสะอื้น “หนูขอโทษจริง ๆ” พ่อค่อย ๆ ดึงฉันออก มองหน้าที่เปื้อนน้ำตาอย่างจริงจัง “พ่อยอมรับนะ ว่าพ่อผิดหวัง” หัวใจฉันหล่นวูบ “แต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว” พ่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เราแก้ไขอดีตไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือเดินหน้าต่อ ไม่ใช่จมอยู่กับความรู้สึกผิด” ฉันพยักหน้าช้า ๆ “แล้วหนูคิดยังไงต่อกับชีวิตตัวเอง” “หนู…ยังไม่รู้เลยค่ะ” ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตา พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “แล้วพ่อของเด็กรู้เรื่องหรือยัง” “รู้แล้วค่ะ” “แล้วเขาว่ายังไง” ฉันสูดหายใจลึก “หนูไม่อยากให้เขามารับผิดชอบค่ะ…หนูไม่อยากให้เขามายุ่งกับชีวิตหนูอีก” พ่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ลูกเขยพ่อเลวขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันส่ายหน้า “ไม่เลวค่ะ…แต่ก็ไม่ใช่คนดี แล้วพ่อก็อย่าเรียกคนนั้นแบบนี้อีกนะคะ” พ่อพยักหน้าเหมือนเข้าใจทุกอย่าง “อืม…งั้นก็แล้วแต่การตัดสินใจของเรา แต่อย่าลืมนะ มีอะไรบอกพ่อได้เสมอ” น้ำตาฉันไหลออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว “ขอบคุณนะคะพ่อ…ขอบคุณที่เข้าใจหนู” ฉันก้าวเข้าไปกอดพ่อแน่นอีกครั้ง อ้อมกอดเดิม…ที่ยังคงเป็นที่ปลอดภัยของฉันเสมอ ZANE TALK ผมนอนลืมตาอยู่บนเตียงทั้งคืน ภาพของอันนาและคำว่า ท้อง วนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด สิ่งแรกที่ผมต้องทำคือบอกพ่อแม่ ไม่กลับบ้านมานาน พอกลับไปอีกที…ดันมีหลานให้พวกท่านซะแล้ว แม่คงไม่เท่าไหร่ แต่พ่อ…ผมเดาได้เลยว่าคงด่าผมเละไม่เหลือชิ้นดี “เฮ้อ…” ผมถอนหายใจยาว เครียดฉิบหาย ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมลุกไปเปิดทันที คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือชาร์ล ลูกน้องคนสนิท ในมือเต็มไปด้วยเอกสารหนาเตอะ “ผมได้ประวัติของอันนามาแล้วครับ นายน้อย” “ดีมาก เข้ามาก่อน” ผมเปิดทางให้มันเข้ามา ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาด้วยกัน ชาร์ลเปิดแฟ้มเอกสารทีละแผ่น พร้อมอธิบายอย่างเป็นระบบ “ชื่อ ‘ลี อันนา’ ครับ อายุสิบเก้าปี ได้ทุนการศึกษา เรียนอยู่มหาวิทยาลัยวิทยา K ผลการเรียนดีมาตลอด ตั้งแต่ประถม ไม่มีพี่น้อง แม่เสียชีวิตตั้งแต่เธออายุหกขวบ ปัจจุบันอาศัยอยู่กับพ่อ เปิดร้านบะหมี่เล็ก ๆ ครับ ถ้านายน้อยอยากรู้อะไรเพิ่มเติม รายละเอียดอยู่ในเอกสารทั้งหมด” ผมหยิบแฟ้มขึ้นมา พลิกดูช้า ๆ “ขอบใจมากชาร์ล” “ไม่เป็นไรครับ ยังไงนายน้อยก็ต้องจ่ายเงินเดือนผมอยู่แล้ว” “เออ ๆ รู้แล้ว” ผมตบไหล่มันแรงพอเป็นพิธี “เดือนนี้เพิ่มให้” ชาร์ลยิ้มกว้าง รีบลุกขึ้นก้มคำนับ “ขอบคุณครับนาย งั้นผมขอตัวก่อน” “อืม ไปได้” ผมสะบัดมือเป็นเชิงไล่ ก่อนจะกลับมามองเอกสารในมืออีกครั้ง เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้รวย ไม่มีเส้น ไม่มีชื่อเสียง แต่ฉลาด เรียนเก่ง และมีอนาคต ผมเอนหลังพิงโซฟา สายตาจ้องกระดาษในมือแน่น หรือจริง ๆ แล้ว… ผมเป็นคนไปทำลายอนาคตของเธอ? คำถามนั้นหนักกว่าที่คิด และครั้งแรกที่ผมไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ ผมหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ถึงเวลาแล้วสินะ ที่ผมต้องกลับไปสารภาพความผิดกับพ่อแม่ตัวเอง คฤหาสน์โซซัน ผมก้าวเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด เสียงโซเฟียกับไอ้แซ็คทะเลาะกันดังลั่นตามปกติ ทำให้บ้านหลังนี้ไม่เคยเงียบ ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นสายตาของพ่อ แม่ และน้องทั้งสองก็หันมามองผมเป็นตาเดียว คงเพราะผมแทบไม่เคยกลับมาที่นี่ “พ่อครับ แม่ครับ” ผมเอ่ยเสียงหนัก “ผมมีเรื่องจะคุยด้วย” พ่อวางถ้วยกาแฟลงช้า ๆ “มีอะไรก็พูดมาตรงนี้แหละ บ้านนี้ก็มีแต่คนในครอบครัว” ผมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดออกไปตรง ๆ “ผมทำผู้หญิงท้องครับ” “ฮะ!?” เสียงพ่อกับแม่ดังขึ้นพร้อมกัน โซเฟียกับแซ็คเบิกตากว้างแทบถลน “ครับ…” ผมก้มหน้าลง ยอมรับความผิดโดยไม่แก้ตัว พ่อถอนหายใจแรง มือยกขึ้นกุมขมับ ก่อนจะหันไปมองน้องทั้งสองคน“พวกแกออกไปก่อน” “ครับ/ค่ะ” ทั้งคู่ไม่พูดอะไร รีบลุกออกจากห้องทันที เหลือเพียงผมกับพ่อแม่ ผมเดินไปนั่งลงตรงข้ามอย่างสงบ พ่อเปิดฉากด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้?” “ผมพลาดเองครับพ่อ” ผมพูดตามตรง “วันนั้นผมไม่ได้ป้องกัน” แม่ขมวดคิ้วทันที “แล้วลูกทำใครท้อง มาเบลเหรอเซน?” “ไม่ใช่ครับ” สายตาของพ่อกับแม่เปลี่ยนไปทันที “อ้าว…แล้วใครล่ะ?” “เธอชื่ออันนาครับ อายุสิบเก้า” ผมเล่าเท่าที่รู้ “บ้านเปิดร้านบะหมี่” แม่ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปมองพ่อ “แปลว่าเพิ่งเข้าเรียนมหาลัย…” แล้วหันกลับมาถามผม “พ่อแม่เขารู้เรื่องหรือยัง?” “น่าจะรู้แล้วครับ” ผมตอบเสียงต่ำ “หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่ได้คุยกับเธออีกเลย” แววตาแม่เต็มไปด้วยความกังวล “แล้วเราจะเอายังไงต่อ?” ผมเงยหน้าขึ้น “ผมยังไม่รู้ครับ แต่ยังไง…ผมจะเอาลูกมาอยู่กับผมให้ได้” “ยังไงพ่อก็ต้องไปคุยกับครอบครัวเขาก่อน” พ่อพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะถามต่อเสียงเข้ม “เด็กอายุครรภ์กี่เดือนแล้ว?” “ประมาณเดือนหนึ่งครับ” พ่อพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมานิ่ง ๆ แต่หนักหน่วง “ก็ดี จะได้แต่งงานไม่ดูน่าเกลียดนัก” ผมเงยหน้าขึ้นขวับ หัวใจเต้นแรง “ฮะ!? แต่งงาน?” ปัง! มือพ่อทุบโต๊ะเสียงดัง สายตาคมกริบจ้องมาที่ผม “ทำผู้หญิงท้องแล้วแกจะไม่แต่งกับเขารึไง?” “แต่ผมไม่ได้รักเขา!” ผมสวนกลับทันที “แล้วผมก็มีมาเบลเป็นแฟนอยู่แล้วด้วย!” “ใช่ แกมีแฟนอยู่แล้ว” พ่อพูดช้า ๆ แต่เสียงเย็นจัด “แต่แกก็ยังไปเอากับผู้หญิงคนอื่นจนเขาท้อง เป็นผู้ชายเที่ยวไปไข่เรี่ยราด แล้วไม่รับผิดชอบแบบนี้ไม่ได้” น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดจนห้องทั้งห้องเงียบงัน “ยังไงแกก็ต้องแต่งงาน!” “แม่เห็นด้วยกับพ่อนะเซน” แม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ไม่แข็งกร้าว “เราจะยอมรับลูก แต่ไม่ยอมรับแม่ของเด็กไม่ได้หรอก ในฐานะที่แม่เป็นผู้หญิง แม่รู้ดีว่าถ้าทำแบบนี้ ยังไงเขาก็ไม่ยอมแน่” คำพูดนั้นทำให้ผมเงียบไป เหมือนถูกตัดทางถอยทีละนิด “เธออาจจะตั้งใจท้องเพื่อจับผมก็ได้…” ผมพึมพำเสียงเบา เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าคนอื่น พ่อหันมามองผมทันที สายตานิ่งแต่เด็ดขาด “เซน ต่อให้แกจะคิดยังไง เด็กในท้องก็เป็นลูกของแก เป็นลูกผู้ชาย กล้าทำ ก็ต้องกล้ารับผิดชอบ” ผมกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “วันนี้พ่อกับแม่จะไปคุยกับครอบครัวของหนูคนนั้น” พ่อพูดเหมือนตัดสินคดีเสร็จแล้ว ก่อนจะหันมามองผมอีกครั้ง “แล้วแกก็ต้องไปด้วย” “…ครับ” ผมกัดฟัน แค่นเสียงตอบออกไปอย่างไม่เต็มใจ แต่ในใจรู้ดี ครั้งนี้ ผมหนีไม่ได้จริง ๆ“นี่คุณหลอกฉันเหรอคะ ?” ฉันหันมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง คนอะไร…แกล้งล้มร้องโอดโอยเพื่อหลอกให้ฉันเปิดประตูร้ายกาจจริง ๆ“ใช่ครับ” เขาตอบเต็มปากเต็มคำอย่างไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย ยังไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงก็ช้อนตัวฉันขึ้นในอ้อมแขน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องอย่างหน้าตาเฉย“คุณเซน!” เขาวางฉันลงเบา ๆ แต่สายตาคมยังจ้องจับผิด “ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ คุณจะยอมให้ผมเข้าห้องไหมล่ะ”เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ “หรือว่าคุณกลัวผม ?”“ฉันเปล่านะคะ” ฉันรีบปฏิเสธทันทีเขาก้มลงมาอีกนิด รอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์จนใจฉันสั่น “ไม่ได้กลัวจริงเหรอ ?”ฉันถอยหลังหนึ่งก้าว เขาก้าวตามหนึ่งก้าว จนแผ่นหลังฉันติดกับตู้ไม้ มือทั้งสองของเขาวางเท้าข้างศีรษะฉัน ล็อกพื้นที่เอาไว้ไม่ให้หนี “ผมไม่ยอมให้คุณหนีผมอีกแล้วนะ…” ฉันเงยหน้ามองเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง “ฉันไม่ได้หนีคุณไปไหน… ฉันก็แค่…”“คุณไม่รักผมแล้วเหรอ ?” ประโยคนั้นทำให้ฉันชะงักสายตาเขาไม่ได้เจ้าเล่ห์เหมือนเมื่อครู่ แต่กลับกลายเป็นสายตาออดอ้อนน่าสงสาร ฉันรีบยกมือขึ้นแตะแก้มเขา “ไม่ใช่นะคะ”“คุณก็พิสูจน์สิ” คุณเซนเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมทอประกายบางอย่างที่ฉันอ่า
ดวงตากลมค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างอิดโรย ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก ฉันกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนจะหยุดที่ถุงน้ำเกลือซึ่งหยดลงช้า ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอที่นี่…โรงพยาบาลสินะ“อันนาเป็นยังไงบ้าง ?” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น ฉันหันไปมองเจ้าของเสียงทันที“พี่แฮซู…” ถัดไปด้านหลังเขา คือใบหน้าของคนที่ฉันคุ้นเคยที่สุดอีกคน “แจ็คสัน…”“แกเป็นยังไงบ้างอันนา ?” แจ็คสันถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง“ฉันไม่เป็นอะไร…” เสียงฉันยังแผ่วเบา ก่อนจะรีบถามคำถามที่ค้างอยู่ในใจ “แล้วคุณเซนล่ะ ?”ฉันพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่แจ็คสันรีบจับไหล่ไว้ “คุณเซนปลอดภัยแล้ว เขาอยู่ห้องข้าง ๆ นี่เอง แกเพิ่งฟื้นนะ พักก่อนเถอะ”หัวใจฉันเหมือนถูกบีบรัด “แต่ฉันอยากไปหาเขา…ฉันเป็นห่วงเขา”“เดี๋ยวพี่พาไปเอง” พี่แฮซูพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน พลางช่วยพยุงฉันลงจากเตียง “ไม่ต้องห่วงนะ แจ็คสัน พี่ดูแลอันนาเอง”“ครับ…”ฉันพยักหน้าขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะเดินช้า ๆ ไปยังห้องข้าง ๆ พร้อมถุงน้ำเกลือที่ถูกลากตามจังหวะก้าวทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจฉันสะท้าน ร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวกว่า
ในความมืดสลัวมีแสงไฟสว่างที่คอยนำทางฉัน และภายใต้จิตใจที่มีความหวาดกลัวก็มีจิตใจที่กล้าหาญที่ช่วยพยุงฉันขึ้นมาได้…ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับสำลักน้ำออกมา พลางรีบสูดอากาศให้เข้าไปเต็มปอด “แฮ่ก…แฮ่ก…!”ภาพพร่ามัวค่อย ๆ ชัดขึ้น ร่างของฉันนอนอยู่บนผืนทรายละเอียดที่ยังชื้นจากคลื่นทะเล ฉันฝืนพยุงตัวลุกขึ้น แม้แขนขาจะสั่นระริก แล้วสายตาก็ไปหยุดที่เขา คุณเซนนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ“คุณเซน…” ฉันพยายามคลานไปหาเขา ระหว่างทางล้มลงไปหลายครั้งเพราะหมดแรง แต่ก็ฝืนลุกขึ้นอีกครั้งฉันรอดมาได้ แต่คุณจะตายไม่ได้นะฉันแตะใบหน้าเขาเบา ๆ “คุณเซน…ตื่นสิคะ…”ไม่มีการตอบสนอง ใบหน้าของเขาซีดจัด ร่างกายร้อนผ่าวผิดปกติ น้ำตาฉันหยดลงบนเปลือกตาของเขา “คุณเซน…”เปลือกตาคู่นั้นค่อย ๆ ขยับ ก่อนจะเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของฉันหลุดออกมาทันที เขายกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ลูบแก้มฉันแผ่วเบา “คุณ…เป็นอะไรไหม…” เสียงเขาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน“คุณเป็นห่วงฉัน ทั้งที่ตัวเองเป็นหนักถึงขนาดนี้แท้ ๆ” ฉันจับตัวที่ร้อนของเขาพร้อมน้ำตาที่รินไหลออกมา สายตามองด้วยความฉงน “ทำไมคุณไม่ห่วงตัวเองบ้างคุณเซน ?”
ANNA TALKฉันรีบวิ่งตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปสุดแรง แต่เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา เสียงเรียกของฉันเหมือนลอยหายไปกับอากาศ เหตุการณ์เมื่อครู่มันเป็นแค่ความเข้าใจผิด ฉันกับพี่แฮซูเป็นเพียงพี่น้องกันเท่านั้น เขาแค่ปลอบฉัน หลังจากที่ฉันได้รับสายจากคุณเซน เขายังบอกให้ฉันกลับไปหาสามี กลับไปหาลูกของเรา แต่คุณเซนดันเข้ามาเห็นตอนที่เรากอดกันพอดี“คุณเซน! ฟังฉันก่อนสิคะ!” ฉันตะโกนสุดเสียง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก แต่เขาเดินห่างออกไปทุกทีทุกที“คุณเซ…”มือหยาบกระชากฉันจากด้านหลัง ผ้าผืนหนึ่งถูกปิดทับจมูกและปากของฉันทันที กลิ่นฉุนรุนแรงแทรกเข้ามาในลมหายใจ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน โลกทั้งใบหมุนคว้าง “คุณ…เซน…ช่วย…” เสียงของฉันเบาหวิว ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิทZANE TALKเสียงเรียกของอันนาขาดหายไปกลางคัน ผมหยุดฝีเท้า หันกลับไป แต่ไม่มีแม้เงาของเธอ ช่างเถอะ… ในเมื่อผมมันก็ไม่สำคัญสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว ผมกลับขึ้นรถ ขับออกไปทั้งที่ความขุ่นมัวยังอัดแน่นในอก แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นไอ้แฮซูเดินวนไปมาหน้าคอนโด สีหน้าร้อนรนผิดปกติเดี๋ยว… แล้วอันนาล่ะ?สัญชาตญาณบางอย่างกระตุกแรงจนผมเหยียบเบรกกะทันหัน กระจ
ผมพาเซนาย้ายกลับมาอยู่คฤหาสน์ของพ่อแม่ ผมทนอยู่เรือนหอหลังนั้นไม่ได้ ทุกมุมของบ้านมีเธออยู่ในนั้น โซฟาตัวเดิมที่เธอเคยนั่งป้อนนมลูก โต๊ะกินข้าวที่เราทะเลาะกัน เตียงที่เคยมีเสียงหัวเราะ ความทรงจำพวกนั้น…มันไม่ได้อบอุ่นอีกต่อไป มันกลายเป็นมีดที่คอยกรีดหัวใจผมทุกวัน อันนาทิ้งผมไป และทิ้งบทลงโทษไว้ให้ผมอยู่กับมัน“เฮีย ไหวไหมเนี่ย?” เสียงแซคน้องชายผมดังขึ้น ผมนั่งเหม่อมองสวนหน้าคฤหาสน์ตั้งแต่เช้าโดยไม่รู้ตัว“ตอนนี้ไม่ไหว…ก็ต้องไหวว่ะ” ผมหัวเราะหยันเบา ๆ ให้ตัวเอง“อันนารักเซนามากนะเฮีย เขาต้องกลับมา” คำพูดของไอ้น้องตัวแสบวันนี้กลับหนักแน่นกว่าที่เคย “แต่ตอนนี้เฮียต้องดูแลลูกให้ดีที่สุดก่อน”ผมพยักหน้า “เฮียรู้…แต่การรอใครสักคนโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาไหม มันโคตรทรมานเลยว่ะ คนรอมันท้อ”แซคตบไหล่ผม “ถ้าเธอรัก เธอจะกลับมา”ผมหลับตาลงช้า ๆ ผมหวังให้มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ“คุณเซนคะ มีคนมาขอพบค่ะ” ผมหันไปมองสาวใช้ที่ยืนหน้าซีด“ใคร?”“คุณไปดูเองเถอะค่ะ ดิฉันไม่กล้าพูด…”หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว หรือว่า…อันนา? ผมรีบเดินไปที่ห้องรับแขก แต่ภาพที่เห็น ทำให้ความหวังเมื่อครู่ดับวูบมาเบ
ณ โรงพยาบาลแสงไฟสีขาวสว่างจ้าเหนือศีรษะ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ ฉันนอนอยู่บนเตียงในห้องคลอด รายล้อมด้วยคุณหมอและพยาบาล เสียงเครื่องมือดังแผ่ว ๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจฉันที่เต้นแรงแทบทะลุอกเรียวขาทั้งสองถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการคลอด ความเจ็บบีบรัดจากท้องล่างแล่นขึ้นมาเป็นระลอก “เดี๋ยวหมอนับเสร็จ คุณแม่เบ่งเลยนะครับ”“ค่ะ…” เสียงฉันเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน“หนึ่ง…สอง…สาม…เบ่งครับ”“อื้ออออออ!” ฉันออกแรงสุดกำลัง ร่างทั้งร่างเกร็งจนสั่น มือกำผ้าปูแน่น ความเจ็บแล่นผ่านทุกเส้นประสาทราวกับจะฉีกฉันออกเป็นสองส่วน“อีกครั้งนะครับ หนึ่ง…สอง…สาม”“อื้ออออออ!” น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว แรงเริ่มร่อยหรอ แต่ลูกยังไม่ออกมา“อีกครั้งนะครับ”ฉันส่ายหน้าเบา ๆ หายใจหอบถี่จนแทบขาดใจ“ฉัน…ไม่ไหวแล้วค่ะ…” เสียงสั่นเครือ “คุณเซนอยู่ไหน…”ความกลัวคืบคลานเข้ามาในใจ กลัวว่าจะผ่านมันไปไม่ได้ กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูก“คุณพ่อมาแล้วค่ะ คุณแม่ใจเย็น ๆ นะคะ”ฉันรีบหันไปมองทันที คุณเซนยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคยเห็น มือใหญ่เอื้อมมาจับมือฉันแน่น ทั้งที่มือฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ“
ANNA TALKและแล้วฉันก็ผ่านอีกหนึ่งวันที่หนักหน่วงมาได้อย่างทุลักทุเล ฉันต้องขอบคุณพ่อ…ที่ยังคงอ้าแขนรับฉันกลับเข้าไปในอ้อมกอด โดยไม่ตั้งคำถาม ไม่ซักไซ้ ไม่ตัดสิน ต่อจากนี้ฉันคงต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าที่เคย ไม่ใช่เพื่อตัวฉันอีกแล้ว…แต่เพื่อลูกฝ่ามือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังไม่ปรากฏความเปลี่ยนแป
ฉันก้าวออกมาจากคอนโดของเขาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด มันไม่ใช่แค่ความเสียใจ แต่คือความโง่ของตัวเอง ถ้าฉันไม่ไปที่นั่น ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น ฉันไม่ต้องการให้เขารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ผู้ชายแบบเขา…ไม่มีวันเป็นพ่อคนได้ สิ่งเดียวที่ฉันกลัวไม่ใช่อนาคต แต่คือสายตาของพ่อ ในวันที่ฉันต้องบอกความจริงว่า ฉันท้
ZANE TALK ผมพาอันนามาที่โรงพยาบาล ตอนนี้ผมนั่งรอหมออยู่หน้าห้องตรวจ ส่วนมาเบลก็นั่งอยู่ข้าง ๆ แต่สีหน้าของเธอไม่ได้มีแววกังวลเลยสักนิด มีเพียงความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด “เซนจะช่วยมันทำไมกัน?” มาเบลนั่งไขว่ห้าง ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ผมหันไปมองเธอเล็กน้อยก่อนจะตอบ “แล้วเบลจะให้เธอนอนสลบอยู่ตรงน
“พี่แฮซู…”รุ่นพี่ลุกจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นฉัน สีหน้าตกใจวูบหนึ่ง ก่อนสายตาจะไล่สำรวจร่างกายฉันอย่างไม่สบายใจ ฉันเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ พยายามฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจเต้นแรง“มันทำอะไรอันนา” น้ำเสียงเขาต่ำ แต่แข็ง“เปล่าค่ะ…” ฉันตอบหลบ ๆ สายตาหลบหนี เพราะรู้ดีว่าคำปฏิเสธนั้นไร้น้ำหนัก“สภาพแ







