LOGINANNA TALK
และแล้วฉันก็ผ่านอีกหนึ่งวันที่หนักหน่วงมาได้อย่างทุลักทุเล ฉันต้องขอบคุณพ่อ…ที่ยังคงอ้าแขนรับฉันกลับเข้าไปในอ้อมกอด โดยไม่ตั้งคำถาม ไม่ซักไซ้ ไม่ตัดสิน ต่อจากนี้ฉันคงต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าที่เคย ไม่ใช่เพื่อตัวฉันอีกแล้ว…แต่เพื่อลูก ฝ่ามือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ฉันรับรู้ได้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตกำลังเติบโตอยู่ตรงนี้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย “อันนา ลงมาข้างล่างหน่อยลูก มีคนอยากคุยด้วย” เสียงพ่อดังมาจากนอกห้อง น้ำเสียงจริงจังกว่าปกติ “ใครคะ?” ฉันถามพลางเดินไปเปิดประตู พ่อไม่ได้ตอบทันที สีหน้าท่านเคร่งขรึมจนฉันเริ่มใจไม่ดี “ลงไปดูเองเถอะลูก” หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ฉันเดินตามพ่อไปยังชั้นล่าง และภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ฉันชะงักเท้าแทบไม่ทัน เขา… และชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่ดูภูมิฐาน สง่างาม เกินกว่าจะเป็นคนธรรมดา ไม่แปลกเลยว่าทำไมลูกชายของพวกเขาถึงมีหน้าตาดีและบุคลิกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบนั้น ฉันหันไปมองพ่อด้วยสายตางุนงง พ่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ท่านเองก็ไม่รู้ว่าการมาเยือนครั้งนี้หมายถึงอะไร “หนูอันนา มานั่งคุยกันก่อนสิ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ “ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างเสียมารยาทไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างพ่อ ก่อนก้มตัวคำนับทั้งสองท่านอย่างนอบน้อม แล้วค่อย ๆ นั่งลง “ผมกับภรรยาทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ว่าลูกชายของผมก่อเรื่องอะไรไว้” น้ำเสียงเขานิ่ง หนักแน่น ก่อนจะหันไปมองลูกชาย “เซน ขอโทษคุณลุงเขาสิ” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ผมขอโทษครับคุณลุง” น้ำเสียงนั้น…ไม่เต็มใจเอาเสียเลย ฉันเผลอเหลือบไปมองเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบหลบสายตา “เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ทางเราก็อยากรับผิดชอบ” ชายวัยกลางคนพูดต่อ ก่อนจะสบตาฉันโดยตรง “ผมกับภรรยาเลยอยากให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน คุณจะว่ายังไงครับ?” แต่งงาน…? หัวใจฉันเหมือนถูกบีบแน่น ดวงตาเบิกกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ “ผมเองไม่ขัดอะไรหรอกครับ” พ่อเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “แต่ต้องถามอันนาว่าเขายอมไหม” ทุกสายตาหันมาที่ฉัน เหมือนฉันถูกดันขึ้นไปยืนกลางเวที โดยไม่มีทางถอย “ว่าไงหนูอันนา” หญิงวัยกลางคนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หนูไม่ต้องการให้รับผิดชอบค่ะ” ฉันตอบเสียงแข็งกว่าที่คิด “ผมบอกแล้ว…” เสียงพึมพำของเขาลอยมาแผ่วเบา หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดลูกชาย ก่อนจะกลับมามองฉันอีกครั้ง แววตานั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอน “แต่เราตั้งใจจะรับผิดชอบหนูจริง ๆ นะ อย่างน้อย…เราก็เป็นแม่คนเหมือนกัน” เธอหยุดไปเล็กน้อย “หนูคงไม่อยากให้ลูกไม่มีพ่อใช่ไหม สงสารเด็กที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกเถอะนะ” คำพูดนั้นแทงลึก ลึกจนฉันพูดอะไรไม่ออก เธอพูดถูก… แต่เขามีคนที่เขารักอยู่แล้ว แล้วฉันล่ะ? ฉันควรอยู่ตรงไหนของเรื่องนี้ “พ่อเห็นว่าสมควรนะลูก” พ่อพูดขึ้นเบา ๆ “แต่งไป คนอื่นจะได้ไม่มองเราไม่ดี” น้ำตาฉันคลอ “หนูไม่อยากให้ใครมองพ่อไม่ดีมากกว่า…” มืออุ่น ๆ ของหญิงวัยกลางคนเอื้อมมากุมมือฉันไว้ “แต่งเถอะนะหนูอันนา” ฉันหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมคำตอบที่ฝืนหัวใจที่สุดในชีวิต “ก็ได้ค่ะ…” ฉันหันไปมองเขา ใบหน้าของเขาฉายแววตกใจเล็กน้อย ฉันยอม…เพื่อลูกไม่ใช่เพราะคุณ “งั้นก็ดีเลย” หญิงวัยกลางคนยิ้มโล่งอก “หกโมงเย็นวันนี้ ให้เซนมารับหนูไปทานข้าวที่บ้านนะ จะได้คุยเรื่องงานแต่ง” น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดเกินกว่าจะปฏิเสธ แม่…” เขาอุทานอย่างงุนงง “ค่ะ…” ฉันตอบเพียงสั้น ๆ อย่างไร้อารมณ์ “พวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ” ชายวัยกลางคนพูด “แต่งตัวสวย ๆ ละหนูอันนา” ทั้งสามคนลุกขึ้นไหว้พ่อ ก่อนจะเดินออกไป ฉันมองตามไปยังรถหรูหลายคันที่จอดรออยู่ด้านนอก ชายชุดดำยืนเรียงรายราวกับภาพในภาพยนตร์ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันหันไปมองพ่อด้วยสายตาสับสน “หนูทำถูกแล้วใช่ไหมคะพ่อ…” พ่อยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน “เราตัดสินใจไปแล้ว ก็ต้องเข้มแข็งนะลูก ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องสู้” “ค่ะ…” ฉันพยักหน้าเบา ๆ ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นอะไร ฉันจะอดทนให้ได้เพื่อลูก…และเพื่อตัวฉันเอง ส่วนเขา ฉันไม่จำเป็นต้องสนใจอีกแล้วว่าเขาจะรู้สึกยังไง 17.30 น. ฉันแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยืนรอเวลาที่จะต้องก้าวออกไปเผชิญกับมื้ออาหาร…และอนาคตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ครอบครัวของเขาจะเป็นยังไงนะ คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน ฉันก็หนีไม่พ้นอยู่ดี เสียงประตูร้านดังขึ้น ไอ้แจ็คสันเดินเข้ามาพร้อมกับพี่แฮซู ฉันรีบก้มศีรษะทำความเคารพ “สวัสดีค่ะ รุ่นพี่” “สวัสดีอันนา เป็นยังไงบ้าง?” พี่แฮซูถามด้วยแววตาห่วงใยที่ฉันคุ้นเคยดี ฉันยิ้มบาง ๆ ให้เขา “ทุกอย่างโอเคแล้วค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง” “ทำไมวันนี้แต่งตัวสวยแปลก ๆ วะ” ไอ้แจ็คสันกวาดตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะกับพี่แฮซู “ลุงครับ เอาเหมือนเดิมนะ / ผมด้วยครับ” “นี่แกชมฉันหรือด่าฉันกันแน่?” ฉันจ้องมันเขม็ง “ชมสิวะ แล้วตกลงแต่งตัวสวยทำไม?” มันคาดคั้นไม่เลิก จังหวะนั้นเองพ่อเดินมาพร้อมชามบะหมี่ “วันนี้อันนามีนัดน่ะแจ็คสัน” “มีนัดอะไรเหรอครับ?” พี่แฮซูถามทันที สีหน้าฉงน ฉันเม้มริมฝีปาก ไม่อยากให้เขารู้…แต่ความจริงมันก็หนีไม่พ้นอยู่ดี “เขาจะมารับอันนาไปกินข้าวกับครอบครัวฝ่ายนั้น แล้วก็คุยเรื่องแต่งงาน” พ่อพูดเรียบ ๆ “ลูกเขยพ่อชื่ออะไรนะอันนา?” “เซนค่ะ…” ฉันตอบเสียงเอื่อย สีหน้าของพี่แฮซูแข็งไปทันที ต่างจากไอ้แจ็คสันที่ตาโตเป็นไฟ “เฮ้ย!!! แกจะแต่งงานแล้วเหรอวะ?!” “อื้อ…” ฉันพยักหน้า “แกก็รู้นี่ว่าฉันไม่มีทางเลือกแล้ว” ไอ้แจ็ครู้ดีที่สุดว่าท้องในท้องฉันมาจากใคร มันยกมือขึ้นตบหัวฉันเบา ๆ“ก็ดีแล้ว อย่างน้อยมันก็ต้องรับผิดชอบแก” ฉันไม่ได้ตอบ สายตาหันไปมองรถหรูที่จอดอยู่หน้าร้าน กระจกรถลดลงเซนก้มศีรษะทำความเคารพพ่อฉันอย่างสุภาพ ฉันลุกขึ้นยืน “ฉันไปก่อนนะ แจ็คสัน พี่แฮซู” “เดี๋ยวก่อน…” มือหนึ่งรั้งแขนฉันไว้ ฉันหันไปมองเจ้าของมือนั้น ดวงตาสีน้ำตาลของเขามองฉันด้วยความรู้สึกที่ฉันไม่อยากตีความ “อันนา…ถ้ามีอะไร โทรหาพี่ได้นะ” “ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับเบา ๆ มือใหญ่ค่อย ๆ คลายออกจากแขนฉัน และฉันก็เดินออกมาจากร้าน โดยไม่หันกลับไปมองอีก ฉันเปิดประตูรถและนั่งลงข้างคนขับ เซนเหลือบตามามองฉันครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงเรียบ “คนที่จับแขนเธอเมื่อกี้ เป็นแฟนเธอหรือไง?” ฉันหัวเราะในลำคอ “จะเป็นอะไรกัน มันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะออกรถ “ฉันเป็นผัวเธอ…และเป็นพ่อของลูกด้วย แค่นี้ยังไม่พอเหรอ?” “แล้วไง?” ฉันตอบกลับเสียงยียวน เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็ไม่แล้วไง เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอ” ฉันยิ้มจาง “ฉันก็ไม่ได้อยากแต่งกับคุณเหมือนกัน ที่ฉันยอมก็เพราะลูก” เขาหัวเราะเบา ๆ “งั้นเรามาตกลงกัน หลังแต่งงาน เราจะให้อิสระกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิต แค่ทำหน้าที่พ่อแม่ของลูกก็พอ” “โอเค” ฉันตอบทันที โดยไม่ลังเล ในเมื่อไม่มีความรัก อิสรภาพคือสิ่งเดียวที่ฉันต้องการ เซนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “แต่ถ้าเธอรักฉันก่อนเมื่อไร เธอจะเป็นฝ่ายเจ็บนะ” ฉันหันไปสบตาเขา “ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะฉันไม่มีวันรักคุณแน่นอน”คุณเซนพาฉันกลับมาที่บ้าน หลังจากส่งครอบครัวเขากลับไปบ้านใหญ่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ในคฤหาสน์หลังโตมีเพียงฉันกับเขา และแม่บ้านกับบอดี้การ์ดอีกไม่กี่คนเท่านั้นทันทีที่กลับมาถึง ฉันก็ขอตัวขึ้นมานอนพัก เพราะร่างกายมันโหวงแปลก ๆ เหมือนจะหมดแรง ส่วนคุณเซนนั่งทำงานอยู่ที่โซฟาปลายเตียงไม่ห่างกันนักตื้ดดดด… ตื้ดดดด…เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฉันรีบพยุงตัวลุก คว้าโทรศัพท์ก่อนเสียงจะรบกวนคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอยู่ชื่อบนหน้าจอทำให้ฉันชะงักไปเล็กน้อย “พี่แฮซู”เมื่อวานเขาไม่ได้มางานแต่ง…ฉันกดรับสาย “ว่าไงคะ รุ่นพี่?”[พี่โทรมาถามว่าเราเป็นยังไงบ้าง ทำไมน้ำเสียงดูเหนื่อย ๆ ล่ะ] เสียงทุ้มอ่อนโยนถามกลับมาฉันเผลอกวาดตามองคนที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกล เขาไม่ได้เงยหน้า แต่ฉันรู้ว่าเขาได้ยิน “รู้สึกไม่ค่อยดีนิดหน่อยค่ะ เพิ่งนอนพักไป”[แล้วดีขึ้นไหม?]“ดีขึ้นแล้วค่ะ แต่เมื่อวานทำไมพี่ไม่มางานแต่งอันนาคะ?” ทันทีที่ถามออกไป ฉันก็อยากกัดลิ้นตัวเองปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงจะอ่อนลงชัดเจน [ขอโทษนะที่พี่ไม่ได้ไป…]ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเองอย่างหงุดหงิด ทั้งที่รู้อยู่แล
ANNA TALKคุณเซนพาฉันมาที่โรงพยาบาลเพื่อฝากครรภ์แต่เหตุการณ์เมื่อเช้ายังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย จนฉันไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ กลัวว่าเผลอเมื่อไร ความทรงจำชวนหน้าแดงนั่นจะย้อนกลับมาเล่นงานอีกครั้ง“เดินเร็ว ๆ หน่อยสิ” เสียงทุ้มเรียกจากด้านหน้า ร่างสูงหยุดแล้วหันกลับมามองฉันที่เดินตามหลังห่าง ๆ ก่อนมือใหญ่จะเอื้อมมาจับแขนฉันไว้หลวม ๆ “อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้พิศวาสเธอ… ก็แค่อยากเธอเดินเร็ว ๆ หน่อย จะได้ไม่เสียเวลา”“ฉันรู้ค่ะ” ฉันตอบเบา ๆ พยักหน้ารับเราเดินมาหยุดหน้าห้องตรวจ ก่อนจะเข้าไปนั่งรอด้านใน บรรยากาศกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าอย่างประหลาด มือเผลอบีบชายกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก คุณหมอหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อคมราวกับนักแสดง ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มคนไข้ในมือ แต่ทันทีที่สายตาเขาสบเข้ากับชายที่นั่งข้างฉัน แววตากลับเปลี่ยนเป็นตกตะลึง “เฮ้ย ไอ้เซน!”“ไอ้มาร์ค! หายหัวไปตั้งนานเลยนะมึง” คุณเซนยิ้มกว้างอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเดินเข้าไปตบไหล่คุณหมอเต็มแรง สีหน้าสองคนดูสนิทกันเกินกว่าคำว่าเพื่อนธรรมดา“ก็ไปเรียนต่อที่อ
ผมรีบจับคนตัวเล็กถอดชุดบางของเธอออก เธอส่งเสียงเล็ก ๆ กรีดร้องออกมาพร้อมดิ้นอยู่ในอ่าง “คุณหยุดนะ!!! จะทำบ้าอะไรน่ะ?”“แค่จะอาบน้ำให้เมียเอง” ผมถอดชุดของเธอออกจนเหลือแต่ชุดชั้นในลูกไม้สีดำ ผมแทบไม่เชื่อว่านี่คือรูปร่างของคนท้อง เอวยังคอดบางเหมือนเดิมแต่ดูเหมือนว่าหน้าอกหน้าใจของเธอจะใหญ่ขึ้นมากกวาเดิมอีกเธอรีบยกมือขึ้นมาปิดเนินอกที่ทะลักออกมา ผมกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว “เธอคิดว่ามือแค่นี้จะปิดหมดรึไง? ทำเหมือนของตัวเองเล็กอย่างนั้นแหละ”“ฉันไม่เล่นนะคะ” เธอทำเสียงจริงจังจนทำเอาผมเกือบชะงัก“แล้วใครว่าฉันเล่นล่ะ” ผมมองกระต่ายตัวน้อยที่นั่งขดตัวอยู่ขอบอ่าง ไม่รีรอรีบเข้าไปปลดตะขอเสื้อในของเธอออกก่อนจะพยายามดึงเสื้อในตัวจิ๋วจากตัวของเธอมาไว้ในกำมือ “ฉันเอาจริง”“เอาเสื้อในฉันคืนมานะ!” เธอโวยวายพร้อมยกมือขึ้นมาปิดทั้งสองเต้า ผมแสยะยิ้มและชูเสื้อในตัวจิ๋วขึ้นมา ก่อนจะโยนมันไปไกล ๆ คนตัวเล็กมองตามด้วยสายตาขุ่นเคือง “โทษทีนะ มันหลุดมือน่ะ”“พอใจคุณรึยัง?”“ยัง ยังไม่ถอดข้างล่างเลยนะ” ผมพูดไม่ทันจบรีบเข้าไปดึงกางเกงตัวจิ๋วของเธอออกทันที แต่เธอก็ไม่ยอมง่าย ๆ พยายามใช้เท้าถีบมาที่ตัวของผม
ฉันค่อย ๆ ก้าวออกจากห้องน้ำด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ชุดนอนสีขาวบางแนบผิวจนทำให้ฉันต้องระวังทุกย่างก้าว ก่อนจะหันไปสบตาคนตัวสูงที่เอนกายรออยู่บนเตียงคุณเซนมองฉันนิ่ง สายตาคมกริบไล่สำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นช้า ๆ แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกหนาววาบ“คุณ…ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา พยายามไม่ให้ความสั่นไหวเล็ดรอดออกมา“เธอก็รู้ดีนี่ ว่าตอนนี้ฉันอยากทำอะไรมากกว่า” น้ำเสียงนั้นเรียบ แต่กดทับจนฉันขนลุกซู่ฉันสูดลมหายใจลึก บอกตัวเองให้ตั้งสติ “ฉันทนนอนกับคนไม่อาบน้ำไม่ได้ ถ้าฉันอ้วกใส่คุณขึ้นมา อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “ก็ได้”ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้จนฉันต้องเผลอถอยหลัง เสียงกระซิบข้างหูทำให้หัวใจฉันร่วงวูบ “แต่เธอจะหาข้ออ้างไม่ได้อีกแล้วนะ…คืนนี้”เมื่อเขาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ฉันแทบทรุดลงทันที รีบขึ้นไปบนเตียง ดึงผ้าห่มผืนใหญ่มาคลุมตัวแน่นทำยังไงดี… สายตาฉันเหลือบไปเห็นแก้วไวน์บนโต๊ะ แต่ความคิดนั้นถูกปัดทิ้งแทบจะทันทีไม่…ยิ่งเสี่ยง ยิ่งอันตรายงั้นก็แกล้งหลับ แกล้งหลับให้พ้นคืนนี้ไปก่อน ฉันซุกตัวใต้ผ
SOFIA TALKพรุ่งนี้ก็ถึงวันแต่งงานของเซนแล้ว งานใหญ่ขนาดนี้ ฉันไม่มีทางพลาดเด็ดขาด ฉันเดินตรวจตรารอบงานที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ทีมงานวิ่งกันวุ่นวายเต็มพื้นที่ เสียงสั่งงาน เสียงจัดดอกไม้ เสียงขนของดังระงมไปหมดแต่ปัญหาของงานนี้ ไม่ใช่เรื่องสถานที่ ไม่ใช่เรื่องพิธี และไม่ใช่เรื่องแขกอุปสรรคที่แท้จริง…คือ มาเบลฉันได้ยินข่าวมาว่าไม่กี่วันก่อน เธอบุกไปอาละวาดด่าอันนาถึงมหาวิทยาลัย ถ้าผู้หญิงคนนั้นโผล่มาในวันแต่งงาน บอกเลยว่างานนี้ ‘ไม่สวย’ แน่ แต่ฉันวางแผนเอาไว้แล้วก่อนที่สายเกินไป“คุณโซเฟียคะ คุณแซคมาแล้วค่ะ” ทีมงานคนหนึ่งวิ่งมาบอก“ขอบคุณค่ะ” ฉันพยักหน้า “ช่วยเติมดอกไม้ตรงมุมนี้ให้อีกนิดนะคะ”ฉันเดินไปหาน้องชายตัวแสบที่ยืนรออยู่ “เป็นไง เรื่องที่พี่ให้ช่วย สำเร็จไหม?”แซคยิ้มกวน ๆ ทันที “สำเร็จสิ ระดับผมแล้ว” เขาก้มเสียงลงเล็กน้อย“เพื่อนผมจัดการเรียบร้อยแล้ว สายรายงานบอกว่าเมื่อเช้า…พี่มาเบลบินไปอเมริกาแล้ว”ฉันเผลอกำมือแน่นด้วยความสะใจ “กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอก ก็กลับมาไม่ทันงานแต่งพี่เซนแน่นอนครับ”แผนได้ผลสมบูรณ์แบบ ฉันให้แซคปล่อยข่าวไปถึงหูมาเบลว่า เซนกับอันนาหนีไป
ZANE TALKผมขับรถกลับคอนโดด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดจนแทบระเบิด อีกแค่สองอาทิตย์ ผมก็ต้องแต่งงานกับอันนาแล้ว แล้วผมจะบอกมาเบลยังไงดี เธอเป็นแฟนของผม แต่ผมกลับทำผู้หญิงคนอื่นท้องโคตรเครียด!ผมรูดคีย์การ์ดเปิดประตู ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องที่ไฟและแอร์ถูกเปิดทิ้งไว้ หัวใจผมกระตุกวูบ ใครมา?“เซนไปไหนมาเหรอคะ?” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ผมหันขวับไปมองทันที“เบล!”“ก็เบลน่ะสิคะ” เธอยิ้มบางๆ แต่แววตากลับจับจ้องผมไม่วาง “เห็นเบลแล้วทำไมต้องตกใจขนาดนั้น เซนมีอะไรรึเปล่า?”ผมกลืนน้ำลาย ฝืนตั้งสติ “คือ…ผมมีเรื่องจะบอกเบล”“เรื่องอะไรคะ?” ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัยผมสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงแผ่ว “ผม…ต้องแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”“เซนว่าไงนะคะ!?” เธออุทาน ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง“ผมต้องแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน…” ผมก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “เพราะผมทำเธอท้อง”“ทำไมเซนทำกับเบลแบบนี้!” เสียงของมาเบลสั่นเครือ มือเล็กทุบลงบนอกผมไม่ยั้ง ก่อนที่เธอจะปล่อยโฮออกมา “ฮือ…ทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ผมขอโทษ…”“ขอโทษแล้วมันช่วยอะไรได้อ่ะ!?” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้าสวยเปรอะเปื้อนไปด้







