Mag-log inก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กสาววัยสิบแปดปีก็ต้องผ่านการเป็นเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักของครอบครัวมาก่อน เด็กหญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม มาพร้อมกับรอยยิ้มร่าเริงสดใสตามวัย ชอบของสวยงามราวกับเจ้าหญิงตามประสาเด็ก พ่อของเธอตั้งใจตั้งชื่อให้ว่า ศรา มีความหมายว่า บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง เหมือนที่เด็กหญิงชอบเล่นเป็นเจ้าหญิงเสมอในวัยเด็ก ซ้ำยังเป็นที่รักของครอบครัว
“ฮึกๆ พ่อจ๋า...แม่ไม่อยู่กับเราแล้ว หนูจะอยู่กับใคร” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยพลางร้องไห้งอแงภายในงานสีดำ ผู้เป็นพ่อเห็นอย่างนั้นก็ดึงลูกสาวตัวน้อยเข้ามากอดเอาไว้
“อยู่กับพ่อนะลูก...พ่อไม่ทิ้งศราไปไหนแน่นอน” ผู้เป็นพ่อพูดพลางน้ำตาไหลพราก สงสารลูกจับใจและเสียใจที่เสียภรรยาไปด้วยโรคร้าย
เธอสูญเสียผู้เป็นแม่ไปตอนที่เธออายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เด็กหญิงอยู่กับผู้เป็นพ่อสองคนมานานและไม่เคยมีปัญหาใดๆ เด็กหญิงศราเริ่มเติบโตขึ้นทุกวันและยังคงความสดใสไร้เดียงสาไม่เคยเกเร ตั้งใจเรียนจนสอบได้อันดับหนึ่งของห้อง ตั้งใจพรากเพียรร่ำเรียนเพราะหวังว่าอนาคตของเธอจะทำให้ผู้เป็นพ่อสบายขึ้นหลังจากเรียนจบ ความใฝ่ฝันที่จะใส่ชุดนักศึกษาและนำใบปริญญามาฝากผู้เป็นพ่อเหมือนลูกบ้านอื่นๆ
ในวัยสิบแปดปีที่เธอกำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย...ผู้เป็นพ่อพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาที่บ้านที่แสนสุขที่เธอคิดว่าเป็นบ้านที่อบอุ่นพอแล้วสำหรับเธอกับพ่อ ผู้หญิงของพ่อมีลูกชายตามติดมาด้วยหนึ่งคน...
“ไหว้พี่เจษเขาสิลูก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจษจะเป็นพี่ชายของลูก เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเธอก็เข้าใจได้ในทันทีว่าพ่อกำลังมีครอบครัวใหม่ แต่เธอก็ยอมรับได้เพราะพ่อของเธอลำบากเลี้ยงเธอมาคนเดียวตั้งหลายปีไม่แปลกที่พ่ออาจจะเหงาบ้าง ศรายกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่มที่ดูอายุไม่ห่างจากเธอเท่าไหร่อย่างว่าง่าย
“สวัสดีค่ะ...พี่เจษ” ศราเอ่ยพลางยิ้มเจื่อน ก่อนจะหันไปมองผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเมียใหม่ของพ่อ ยังดีที่ผู้หญิงคนนี้ดูท่าทางใจดี เธอยิ้มแล้วยกมือไหว้ผู้หญิงคนนั้นอย่างเป็นมิตรไม่ได้มีทีท่าว่าจะปฏิเสธการเข้ามาอยู่ของเมียใหม่ของพ่อ หรือผู้หญิงที่ต่อไปนี้คือแม่เลี้ยงของเธอ
“สวัสดีค่ะคุณน้า...”
“จ้ะ เรียกน้าว่าน้าดาก็ได้” กานดาเอ่ยขึ้นพลางมองเด็กสาวอย่างเอ็นดู
“เรียกว่าแม่ดีกว่า เรียกน้ามันห่างเหินกันเกินไป” ผู้เป็นพ่อของเธอเอ่ยขึ้น
เด็กสาวเหลือบมองพ่อและผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าแม่เลี้ยงของเธอสลับกัน ดูพ่อจะรักผู้หญิงคนนี้มากจริงๆ รอยยิ้มนั้นที่เธอเคยเห็นพ่อยิ้มให้แม่ของเธอเสมอ ตอนนี้พ่อยิ้มให้กับผู้หญิงคนนี้...นั่นแสดงว่าพ่อกำลังมีความสุขมากจริงๆ เมื่อเห็นเธอเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มออกมา
“แม่ดา...” เด็กสาวเอ่ยเสียงแผ่วอย่างเขินๆ พึ่งเคยเรียกคนอื่นว่าแม่ทั้งที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แต่ถ้ามันทำให้พ่อเธอมีความสุขเธอก็ยอมทำและยอมเปิดใจรับอย่างเต็มใจ
“ผมมีน้องสาวสวยขนาดนี้ สงสัยต้องคอยกันท่าผู้ชายไม่ดีที่จะเข้าหาช่วยพ่ออีกแรงแล้วสินะครับ” จิณณ์เจษพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มพลางมองศราด้วยสายตาเป็นประกาย จดจ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า...แต่สายตานั้นทำให้ศรารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เออ จริงสิ...เจ้าเจษอยู่มหาวิทยาลัยใกล้ๆ โรงเรียนของศราไม่ใช่เหรอ? พ่อฝากน้องด้วยแล้วกันนะ ช่วยติวให้น้องสอบเข้ามหา’ลัยเดียวกันกับเจษหน่อย ศราหัวดีสอนง่าย” ผู้เป็นพ่อฝากฝังลูกชายคนใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุข
“ฝากเฝิกอะไรกันคะคุณศิวัช หน้าที่ของพี่ชายอยู่แล้วค่ะ” กานดาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จิณณ์เจษจะพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ จิณณ์เจษตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะดูแลน้องสาวคนนี้อย่างดี...
ชีวิตกำลังดำเนินไปอย่างสงบสุขดี แม่เลี้ยงก็ไม่ได้ใจร้ายเหมือนอย่างในละครแถมดูเป็นห่วงเป็นใยศราดี จนมาถึงวันที่เธอใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องอ่านหนังสือจนดึกดื่นทุกคนในบ้านหลับกันหมดมีเพียงห้องของเธอที่เปิดไฟสว่างไว้ เด็กสาวก้มหน้าก้มหน้าอ่านหนังสือโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง...รวมถึงคนที่เข้ามาในห้องเธอด้วยเช่นกัน...
“อ่านอะไรอยู่ครับ หืม?” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูทำเธอสะดุ้งสุดตัว หันไปทางต้นเสียงก็เห็นเจษผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายโน้มตัวลงมาใกล้ๆ อีกทั้งยังเอาแขนคร่อมกันเธอไว้ มือสองข้างยันกับโต๊ะอ่านหนังสือที่เธอนั่งอยู่จากด้านหลัง
“พ..พี่เจษ เข้ามาได้ยังไง...”
“ประตูไงคะ...อ่านหนังสือสอบเหรอ? ให้พี่ช่วยติวให้ไหม?”
จิณณ์เจษพูดแต่สายตากลับมองเรือนร่างของน้องสาวนอกสายเลือดพลางยิ้มกระหยิ่มกระหย่อง ศราเห็นแบบนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวเขาจนลุกพรวดขึ้นถอยออกห่างจากเขาทันที
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ พี่เข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน”
“อ้อ พี่เห็นไฟห้องเปิดอยู่นึกว่าเราหลับแล้วลืมปิดไฟเลยกะจะมาปิดให้...” พูดไปพลางเลื่อนไล้สายตามองเรือนร่างกายสาววัยสิบแปด สายตานั้นไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป...
“พี่เจษออกไปเถอะค่ะ ศราจะนอนแล้ว”
เธอเอ่ยพลางมองเขาอย่างหวาดหวั่น แต่จิณณ์เจษกลับไม่ได้ขยับไปไหนยังคงจ้องมองเธออยู่อย่างนั้น ศราจึงตัดสินไปเดินไปยังหน้าประตูห้อง หากเกิดเรื่องอะไรไม่ดีเธอจะได้วิ่งออกไปทัน แม้ว่าไม่อยากคิดแย่ๆ กับเขาให้ดูเหมือนอคติกับพี่ชายตัวเอง แต่จากสายตาของเขาตอนนี้เธอคิดดีไม่ได้จริงๆ
“ศราจะปิดไฟแล้วพี่ออกไปเถอะค่ะ พรุ่งนี้ศรามีสอบ” เธอเอ่ยย้ำอีกครั้ง จิณณ์เจษได้ยินอย่างนั้นถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนจะจ้องมองเธอแล้วพูดขึ้น
“ปิดสิคะ”
“คะ?”
“ปิดไฟน่ะ”
“พี่ก็ออกไปก่อนสิคะ ไม่อย่างนั้น...!!”
เขาก้าวเท้าเพียงสองก้าวก็ถึงตัวเธอด้วยความที่ห้องมันเล็ก ในตอนแรกเธอคิดว่าเขาตั้งท่าจะออกไปแต่เปล่าเลย...เขากลับคว้าตัวของเธอเอาไว้พร้อมเอามือใหญ่ของเขาปิดปากของเธอไม่ให้ส่งเสียงร้อง ดันเธอไปชิดติดกำแพงข้างๆ ประตูก่อนจะใช้อีกมือหนึ่งปิดประตูพร้อมกับล็อคกลอน
ศราพยายามดิ้นอย่างสุดแรง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเพราะความตกใจจ้องมองเขาด้วยแววตาขอร้องอ้อนวอน สีหน้าที่แสนดีของพี่ชายตรงหน้าเปลี่ยนเป็นหื่นกระหาย พร้อมกับพ่นคำพูดหยาบคายที่เธอไม่เคยได้ยินจากเขาออกมา
“ถ้ามึงร้อง มึงโดนหนักแน่”
“ฮึก...”
น้ำตาเริ่มไหลรินลงอาบสองแก้ม ร่างของเธอถูกกอดรัดรั้งดึงไปยังเตียงนอนของเธอเองก่อนที่จะถูกกดลงติดกับเตียงนั้นทั้งที่มือของเขายังคงปิดปากของเธอเอาไว้แน่น เธอร้องไห้และส่ายหน้าไปมาต้องการปฏิเสธการกระทำของเขา แต่เขากลับไม่ได้สนใจเลยดูจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ...
เธอเอ่ยเสียงเรียบจับจ้องใบหน้าเขาไม่ละสายตา ไม่ต่างจากหรัญญ์ที่ยังคงนิ่งแต่ก็อึ้งที่ได้ยินเธอสั่งแบบนั้น เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่...คงจะล้อเขาเล่นเหมือนเช่นเคย คนอย่างศราไม่น่ากล้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนั้นแน่...นั่นคือสิ่งที่เขาคิด“รออะไรอยู่ล่ะ? ไหนบอกว่าเท้าฉันแดงยังจะให้ฉันเดินไปหรือยังไง?” พูดทักท้วงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เห็นเขานิ่งอยู่นาน“ครับ...”ตอบรับแต่โดยดีก่อนจะถอดสูทของตัวเองออกมาคลุมที่หน้าขาของเธอแล้วโน้มตัวลง ศราเห็นอย่างนั้นก็รีบคว้าคอของเขากอดเอาไว้แน่น สายตายังคงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนที่หรัญญ์จะใช้แขนข้างที่ว่างช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม อีกข้างหนึ่งถือรองเท้าส้นสูงของเธอเอาไว้ ตัวของเธอเบากว่าที่เขาคิด...แต่แรงตบไม่เบาเลย...“ไอ้หรัญญ์จะโดนแหย่อะไรอีกไหมวะ” เชนเอ่ยพลางมองหรัญญ์อุ้มคุณผู้หญิงขึ้นห้องไป คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน“งานหยาบแน่เลยว่ะ” นายน์เอ่ยต่อ“นั่นดิ...ถึงยังไงไอ้หรัญญ์มันก็ผู้ชาย” ธามพูดพลางทำหน้าเคร่งเครียด“คุณผู้หญิงไม่น่าทำอะไรหรอก...เราก็รู้ๆ
“เสพสมดั่งใจดีไหมล่ะ? คุณหัวหน้า”เธอเอ่ยขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้าห้องทำงานของเธอมา หรัญญ์แค่โค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวที่ยืนหันหน้าออกมองวิวเมืองผ่านกำแพงกระจก แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามแนบแนมของเธอแต่อย่างใด ใบหน้าของหรัญญ์ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะปรายสายตามองเพื่อนๆ ของเขาที่ก้มหน้านิ่งทำสีหน้าเคร่งเครียดกันเป็นแถว“คุณผู้หญิงมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องและถามเข้าประเด็นทันที ที่เธอเรียกเขามาทั้ง ๆ ที่ไล่เขาออกไปพักแล้ว แต่ก็อย่างว่า...เอาแน่เอานอนกับเธอไม่ได้หรอกมันอาจจะไม่ได้มีเรื่องอะไรก็ได้...“ฮึ...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอ? แฟนนายงั้นสิ? ถึงใจดีไหมล่ะบอกให้ฉันรู้หน่อยสิ”ศราพูดขึ้นพร้อมกับหันไปมองเขา ใบหน้าสวยแสยะยิ้มจ้องมองเขาไม่วางตา สองเท้าเรียวที่ใส่ส้นสูงสีดำมันวาวเดินปราดเข้าไปหาเขาเชิดหน้าขึ้นรอคำตอบ“ผมไม่ตอบเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานครับ” หลุบสายตาคมจ้องมองหญิงสาวที่เชิดหน้ามองเขาพร้อมกับตอบเสียงเรียบ“เธอเป็นใครล่ะ? ตอบฉันมาสิ&rdq
“คุณช่วยผมได้อยู่แล้ว...” เขาปราดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย มือใหญ่จับมือเล็กที่ลูบไล้ลำคอของเขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ มอบรสจูบที่แสนหิวโหยนั้นลงบนริมฝีปากบาง ดันตัวหญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำลงนอนบนโซฟา“อื้อ...” เธอครางเสียงหวานตอบรับมืออีกข้างที่ลูบไล้เรียวขาเนียน ล้วงเข้าไปใต้ร่มผ้า บีบเคล้นบั้นท้ายงอนงามนั้นอย่างแรง ชวนให้อารมณ์ไปไกลอย่างต้องการ“...เปลี่ยนสบู่เหรอ?”หรัญญ์เอ่ยถามเมื่อซุกไซร้ที่ซอกคอ พรมจูบไปทั่วคอขาวระหงส์ กลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยเข้ามาแตะที่ใต้จมูกโด่งคมสันของเขา เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกเขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่กลิ่นเดิม“ใช่ค่ะ ชอบไหมคะ? ไม่อยากใช้กลิ่นเดิมซ้ำๆ กลัวคนแถวนี้จะเบื่อ”เธอพูดพลางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย หรัญญ์ละจากลำคอเงยขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าพลางยกยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมาไป จัดการถอดเสื้อคลุมของหญิงสาวออก“อื้อ...หรัญญ์...” ครางเสียงหวานเรียกชื่อเขาพลางยกสะโพกรับตัวตนที่ตั้งชันจนกางเกงปูดนูนเด่นชัดเป็นลำใหญ่ เสียดสีเนื้อนิ่มทั้งที่
ไม่พ้นโดนไล่ตะเพิดออกจากห้องทำงานของประธานบริษัทคนสวย หรัญญ์เดินออกมาหาเพื่อนด้วยใบหน้าคิ้วขมวด หย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ๆ ข้างๆ เพื่อนทั้งสองที่เขาบอกให้ออกจากห้องมาก่อนหน้า“อ้าว ไล่พวกกูออกมาแล้วมึงจะออกมาทำไม?” นายน์หันไปเอ่ยถาม เพราะปกติต้องรอพวกเขาสองคนกลับจากพักก่อนหรัญญ์ถึงจะยอมออกมาพัก ถึงจะพักแค่สิบห้านาทีก็ตาม“ดูท่าแล้วคงไม่พ้นโดนไล่ออกมา” เชนเอ่ยพลางส่ายหน้าไปมา“ถ้าอย่างนั้นใครคอยคุ้มกันคุณผู้หญิงล่ะ? หรือว่าหัวร้อนจนไม่ให้ใครเข้าไป” นายน์เอ่ย“ธามกับเรวิน...” หรัญญ์เอ่ยตอบเสียงเรียบ“แล้วคราวนี้มึงจะพักกี่นาที จะไปพร้อมพวกกูเลยไหม?” เชนหันไปถามตามปกติ“นั่นสิ พวกกูแค่มาหากาแฟกิน เดี๋ยวก็กลับเข้าไปแล้วอีกสิบนาที” นายน์พูดพร้อมยกข้อมือตัวเองขึ้นมามองนาฬิกาเรือนหรู"ครึ่งวัน...คุณผู้หญิงให้พักไปเลยครึ่งวัน” หรัญญ์เอ่ยใบหน้ายังคงขมวดคิ้วเช่นเดิม คำพูดของเขาทำให้เพื่อนร่วมสายงานทั้งสองคนถึงกับมองหน้ากันไปมาก่อนจะดึงสายตากลับไปมองหรัญญ์ที่ตอนนี่นั่งนวดข
เพี๊ยะ!!!“อย่ามาแส่อยากรู้เรื่องของฉัน!! หน้าที่ของนายก็แค่คอยดูแลปกป้องฉัน!! และฟังคำสั่งของฉันเท่านั้น!!”เธอเดินเข้าไปวาดมือขึ้นสูงแล้วฟาดลงที่ใบหน้าของคนตัวสูงกว่าเต็มแรงจนเขาหน้าหัน หรัญญ์ใช้ลิ้นดุนแก้มข้างที่โดนตบ ก่อนจะหันกับมาทำหน้าเรียบนิ่งข่มใจก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ เขาโดนเธอตบมานับครั้งไม่ถ้วน...ทั้งมีเหตุผลทั้งไร้เหตุผลเพราะเธอคุมสติอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“...ครับ...คุณผู้หญิง”ยอมตอบรับแต่โดยดีอย่างสงบนิ่ง ศราเห็นอย่างยิ้มก็ยิ้มเยาะและยังคงจ้องมองเขาไม่ละสายตา หรัญญ์ได้แค่เหลือบมองใบหน้าเธอครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลงเลี่ยงสายตาของเธอเพราะไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้คนอย่างเขาไม่เคยยอมใคร แต่ก็ต้องมายอมผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าผู้จ้างวานอย่างว่าง่าย ที่ผ่านมาเขาเคยเจอแต่ผู้จ้างวานเอาแต่ใจเพราะอยากจะเข้าหาเขา แต่ไม่เคยเจอผู้หญิงที่จ้างงานคนไหนดุเดือดเลือดเย็นอย่างเธอคนนี้มาก่อน...ไม่ใช่ว่าเขาห่วงเงิน แต่เขาห่วงหน้าที่...มันคือประวัติการทำงานของเขาที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ มันจะมีผลต่
‘ศรา’ ที่แปลว่า ‘บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง’ ในตอนนี้เธอแอบหนีออกจากนรกนั่น เดินระหกระเหินไปตามทางด้วยเท้าเปล่า ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาอย่างเหม่อลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีแผนที่จะหนีไปที่ไหน ไม่ไปหาญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เพราะไม่อยากไว้ใจใครอีกแล้วเดินกุมท้องน้อยที่เจ็บปวดออกมารับลมตรงสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ รถยังคงวิ่งไปมาไม่หลับใหลต่างจากความคิดของเธอที่ต้องการจะหลับใหลไปตลอดกาลในตอนนี้...สองเท้าเปล่าปีนขึ้นบนราวสะพานอย่างไม่ได้สติ นั่งลงบนเหล็กราวสะพานนั้นเงยหน้ารับลมเย็นๆ ที่ปะทะเข้ามาโดนใบหน้า มือเล็กที่เคยจับราวสะพานไว้ปล่อยกางอ้าแขนออกรับลมนั้นก่อนจะตั้งท่าทิ้งดิ่งตัวเองลงไปหลังให้จมดิ่งสู่แม่น้ำอันกว้างใหญ่...อยากไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียเหลือเกิน“แม่หนู!!!” ไม่ทันที่จะโยนตัวลงสู่แม่น้ำอย่างใจหวัง หญิงวัยกลางคนก็รีบเข้ามากอดตัวเธอเอาไว้ ใช้แรงทั้งหมดที่มีลากเธอลงมาจากราวสะพานอย่างทุลักทุเล“ช่วยหนูไว้ทำไม!! ช่วยหนูทำไม!!! ฮือๆ”เมื่อล้มลงนั่งกับพื้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยก







