Se connecterImperative Mama คุณแม่จำเป็น
EP.2 ร่างกายของใคร??
.
.
“พ้นขีดอันตรายแล้วครับ เดี๋ยวพักติดตามอาการประมาณ 2-3 วัน ถ้าไม่มีอาการผิดปกติอะไร ก็กลับบ้านได้เลยครับ”
เสียงคนพูดคุยกัน และเสียงดังอื้ออึงทั่วบริเวณที่มีคนพลุกพล่านเดินผ่านไปมาให้วุ่นก้องอยู่ในโสตประสานของคนที่พึ่งได้สติ อินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วแสงไฟสว่างค่อย ๆ แทรกเข้ามาแทนที่ความมืดให้จางหายไป
“คุณหมอคะ คนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ”
เจ้าหน้าที่พยาบาลสังเกตเห็นว่าคนไข้มีการขยับตัวก็รีบหันไปแจ้งหมอเจ้าของไข้ให้รีบเข้าไปดูคนไข้ที่พึ่งได้สติ
“คนไข้รู้สึกเจ็บตรงไหนมั้ยครับ เดี๋ยวคนไข้มองตามแสงไฟนี้นะครับ อ่า..ดูเหมือนจะปกติดีนะครับ คุณ ดารินทร์ เก่งมากเลยนะครับที่อดทนผ่านมาได้”
คุณหมอตรวจดูอาการเบื้องต้นตามปกติ และคนไข้ก็ทำตามอย่างว่าง่าย แต่มีสิ่งเดียวที่เจ้าตัวรู้สึกผิดปกติไปคือชื่อที่คุณหมอเรียกตัวเขาเอง ดารินทร์ งั้นเหรอ หมายถึงใครกัน
“ดารินทร์เมื่อไรเธอจะรู้จักโตสักที เธอเป็นแม่คนแล้วนะ ขอร้องล่ะ ช่วยทำตัวให้ดีขึ้นหน่อยเถอะ ไม่งั้นก็ยกลูกให้ฉันซะ”
ใครกันนะผู้ชายคนนี้มายืนพูดเรื่องที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด เราเป็นแม่คน หมายถึง มีลูกเหรอ ไม่ใช่สักหน่อยลูกของเขาไม่มีโอกาสได้ลืมตามาดูโลกด้วยซ้ำ หรือนี่จะเป็นโลกหลังความตาย หรืออินจะได้พบกับลูกของตัวเองจริง ๆ ในโลกนี้
“มะม๊า!!! ”
“ป๊า ม๊าตื่นแล้วเหรอครับ”
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ของเด็กน้อยที่กำลังวิ่งมาหาเขาทั้งคู่ซึ่งกำลังมองหน้ากันอยู่ จนคนตรงหน้าผู้ป่วยหันไปมองเด็กตัวน้อยที่ส่งเสียงเรียกป๊าม๊าดังลั่นทั้งสองคน พร้อมกับอุ้มเด็กน้อยทั้งสองไว้ด้วยสองแขนแกร่งพร้อม ๆ กัน ทำไมแข็งแรงจัง อินแอบคิดในใจ
“อ๊ะ!!”
อยู่ ๆ อาการเจ็บแปลบที่หัวก็แทรกเข้ามาจนอินรู้สึกปวดไปทั้งหัว ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับหัวตัวเองด้วยความเจ็บปวด
“เธอเป็นอะไร ให้ตามหมอหรือเปล่า”
คนป่วยส่ายหัวไปมาด้วยความสับสน เมื่ออยู่ ๆ ก็มีความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในหัวอิน นี่เป็นความทรงจำของใครกันแล้วทำไมมันมาอยู่ในหัวเขา มันไม่ใช่เพียงความทรงจำสั้น ๆ แต่มันเป็นความทรงจำมากมายแล่นเข้าหัวจนแทบจะล้นออกมา
“ไพลิน เพทาย พี่พิชญ์”
คนป่วยค่อย ๆ ไล่เอ่ยชื่อบุคคลที่เห็นอยู่ตรงหน้าช้า ๆ ราวกับคนพึ่งฟื้นความทรงจำได้ใหม่ ๆ
“มะม๊า”
“ม๊าเจ็บอยู่เหรอครับ”
เด็กน้อยที่หน้าเหมือนกันเอ่ยถามคนเป็นแม่ คนป่วยค่อย ๆ หันมองไปรอบ ๆ ห้อง จนไปสะดุดตาเข้ากับเงาสะท้อนที่เหมือนจะเป็นของตัวเองจากทีวีจอแบนที่ถูกปิดอยู่ แต่เงาที่สะท้อนนั้นมันไม่ใช่หน้าตาของอิน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
“ชะ..ช่วยพาผมไปห้องน้ำทีครับ”
คนป่วยหันไปหาคนที่ในสมองเขาเรียกว่า พี่พิชญ์ ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง เพื่อให้ช่วยพาตัวเองไปยังห้องน้ำ
“อืม...ลูกครับ นั่งรอป๊าที่โซฟาก่อนนะครับ เดี๋ยวป๊ากลับมา”
“โอเค”
“ครับป๊า”
เด็กแฝดทั้งสองทำตามอย่างว่าง่ายเดินไปนั่งที่โซฟา อินมองไปที่เด็กแฝดทั้งสองด้วยความสงสัย ความทรงจำที่พึ่งได้รับมาหมาด ๆ บอกว่าเด็กทั้งคู่เป็นลูกของตัวเขาจริง แต่ทำไมความทรงจำมันถึงไม่มีความรู้สึกรักและหวงแหนอะไรทำนองนั้นมากนัก แต่อินเองก็คงไม่รู้สึกถึงมัน เพราะยังไม่มีโอกาสเป็นแม่ของลูกตัวเองด้วยซ้ำ
“เสร็จก็เรียก”
“ขอบคุณครับ”
“หึ อยู่ ๆ อยากเป็นคนมีมารยาทขึ้นมาหรือไง”
พูดจบผู้ชายในความทรงจำใหม่ของเขาก็เดินออกไป รอยยิ้มร้ายกาจราวกับขยะแขยงกันเต็มทนแบบนั้นเขาสัมผัสได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้เกลียดตัวเขาในตอนนี้แน่ ๆ ถึงความรู้สึกถูกรักเขาจะไม่เข้าใจ แต่ความรู้สึกเกลียดเขามั่นใจว่าเขารู้จักมันดี
อินตรงไปที่กระจกเงาทันทีเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองเห็นจากเงาในหน้าจอทีวี เขาไล่สายตาขึ้นจากปลายเท้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นไปมองยังใบหน้าที่ควรจะเป็นของตัวเอง แต่แล้วความประหลาดใจก็ต้องปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง มันชัดเจนยิ่งกว่าภาพ Full HD เสียอีก นี่มันใครกัน!!
ใบหน้าที่โดดเด่น ดวงตาสวยได้รูปมีปลายหางตายกขึ้นราวกับจิ้งจอก สันจมูกที่ไม่โด่งมากจนเกินไปรับกับปลายจมูกเล็กที่เชิดขึ้นจนทำให้ใบหน้าดูเป็นคนดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย ไหนจะรูปปากที่รับเข้ากับปลายจมูกเป็นอย่างดีซึ่งมีมุมปากดูยกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูยังไงก็สวยงามและโดดเด่นมากตรงหน้าอินนี้ มันใครกัน ไม่ใช่ อิน อภิษฎา เปี่ยมมีสุข ที่ดูธรรมดาคนเดิมเลยแม้แต่น้อย
อินมองดูตัวเองที่ไม่เหมือนตัวเองในกระจกอยู่นาน และความทรงจำบางอย่างก็ค่อย ๆ คืนกลับมา ใช่แล้ว ใบหน้านี้เป็นของคนที่เขาพบเป็นคนสุดท้าย คนที่ดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ในขณะที่อินพร้อมจะทิ้งมันไปวันนั้น เป็นเขานั่นเอง
แต่ทำไมล่ะ ทำไมอินถึงมาอยู่ในร่างนี้ได้ หรือจะเป็นเพราะคำขอสุดท้ายของอินที่ดันไปขอว่า อยากรู้ความรู้สึกของคนที่อยากจะมีชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยมคนนี้
แล้วถ้าเป็นแบบนี้เท่ากับว่าร่างกายของเราตอนนี้มีเจ้าของเป็นคนที่เรียกว่า ดารินทร์ คนนี้น่ะเหรอ ไม่นะ ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ ดารินทร์เจ้าของร่างนี้จะถูกกระทำเหมือนกับที่เราโดนหรือเปล่า
“แต่ถ้าเราไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ใครจะเชื่อล่ะ”
และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ อินเองก็ไม่อยากเป็นตัวเองอีกแล้ว ไม่เอาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกผิดต่อร่างกายนี้แค่ไหนก็ตาม เขาก็ไม่อาจกลับไปอยู่ในร่างที่เขาพึ่งพามันจมดิ่งลงไปที่ก้นแม่น้ำนั้นอีกเป็นอันขาด ความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำใจอินไปเรียบร้อยแล้ว
-ช่วยดูแลลูกฉันด้วย แลกกับการอยู่ในร่างของฉัน-
อยู่ ๆ ภาพในกระจกก็ขยับไปในทิศทางที่ต่างออกไปจากตัวอิน นั่นทำให้อินต้องผงะด้วยความตกใจนี่มันอะไรเขาโดนผีหลอกอยู่หรืออย่างไรกัน
“นะ..นี่เธอ..”
อินพูดไม่เป็นคำเพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
-เธออยู่ในร่างของฉัน ร่างของเธอตายแล้ว-
อินเบิกตากลมโตเพราะความตกใจอีกครั้ง ว่าไงนะ เขาตายแล้วงั้นเหรอ แต่นั่นก็เป็นความต้องการของเขาอยู่แล้ว แล้วทำไมอินต้องเข้ามาอยู่ในร่างของคนที่ต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยล่ะ
“แล้วเธอจะทำยังไง ฉันจะออกจากร่างนี้ให้นะ”
อินทำท่ากลั้นใจแล้วก้าวเดินออกไป ราวกับเดินออกจากประตูบ้านตามปกติ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่ออินตั้งใจก้าวออกมาแรง ๆ จนหน้าคะมำไปกับอ่างล้างหน้า แต่ก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในร่างอีกฝ่ายเหมือนเดิม
-ไม่ได้หรอก เธอคงได้โอกาสใช้ชีวิตต่อ เหมือนที่เธอขอก่อนตาย ส่วนจิตสุดท้ายของฉันคือหนีไอ้พวกเจ้าหนี้ให้พ้น และดูเหมือนว่าฉันจะหนีพ้นจริง ๆ -
เจ้าของร่างพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร จนอินแปลกใจว่าอะไรกันทำไมคนคนนี้ดูไม่ยี่หระกับเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นอินเองที่กังวลทั้งที่เขาเป็นคนอยากจะตายเองแท้ ๆ
“แล้วเธอจะทำยังไง เธอจะกลับมาเข้าร่างเมื่อไร”
อินยังคงไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดตรงหน้าและกระวนกระวายไปหมด แทนที่จะเป็นเจ้าของร่างซึ่งเข้าร่างตัวเองไม่ได้ที่ต้องกังวล เพราะถ้าเขาอยู่ในร่างนี้เท่ากับอีกฝ่ายต้องตายไม่ใช่หรืออย่างไร
-เรื่องนั้นไม่ต้องสนใจ ฉันใช้ชีวิตมาจนสุดทุกทางแล้ว มีสิ่งเดียวที่ฉันยังไม่เคยได้ทำมันเลย คือดูแลลูกให้ดี ยังไงก็ฝากเธอดูแลด้วยถือว่าเป็นการตอบแทนที่เธอได้ใช้ชีวิตเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองแล้วกันนะ-
เมื่อพูดจบภาพในกระจกตรงหน้าก็กลับมาสะท้อนเป็นท่าทางของอินในร่างอีกฝ่ายตามปกติ เหลือไว้แค่ความสงสัย นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย
เรื่องนี้จะไปบอกให้ใครเชื่อก็คงไม่มี เป็นเรื่องที่มันเกิดแต่ในละคร เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แล้วอินเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในร่างนี้ไปถึงตอนไหน มันเกิดจากความผิดพลาดของอะไรกันแน่ หรืออาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาที่จะได้มีชีวิตเหมือน ๆ กับคนอื่นเขาเสียที
“ยังไงเธอก็รักษาตัวเองก่อน แล้วลูก ๆ ฉันจะดูแลเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หวังว่าเธอจะไม่ใจแคบจนเกินไป”
ร่างสูงใหญ่ของคนที่อินได้รับรู้จากความทรงจำเจ้าของร่างคนเก่า เขาไม่ชอบดารินทร์อาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นเกลียดเลยก็ว่าได้ และเหตุผลที่เขาโดนปฏิบัติแบบนี้เขาก็รับรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่คนทั้งคู่มีให้กันแทบปราศจากความรักโดยสิ้นเชิง และสิ่งที่ดารินทร์ทำลงไปนั้นก็เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะให้อภัยได้
“ครับ”
“ลูกครับ เดี๋ยววันนี้ไปอยู่กับป๊านะครับ”
“แล้วม๊าล่ะครับป๊า”
เพทายหันไปมองหน้าคนเป็นแม่ ในสายตาของเด็กน้อยตอนนี้แม่ของตัวเองเหมือนคนหมดแรงจนเด็กน้อยเป็นกังวล เพราะตอนนี้หน้าม๊าเหมือนกับไพลินตอนวิ่งเล่นจนหอบ
“มะม๊าฉีดยาอะยาง ถ้าฉีดยาแล้วจะหายยย”
ไพลินวิ่งมาเกาะที่ขอบเตียงมองคนเป็นแม่อย่างสงสัย คางเล็กถูกวางอยู่บนขอบเตียงแววตาใสซื่อส่งไปให้คนป่วย จนคนมองใจกระตุก เมื่อรับรู้ได้ว่าเด็กทั้งคู่มีความรักให้กับเจ้าของร่างกายนี้มากมายแค่ไหน
“ฮึก ๆ ”
อินเหมือนได้รับรู้ถึงความรักจากใครสักคนว่ามันคงเป็นแบบนี้เอง มันช่างรู้สึกอิ่มเอมเข้าไปในหัวใจจนต้องระบายออกมาทางดวงตา ของเหลวใสไหลอาบแก้ม แม้ความรู้สึกนั้นจะมาจากเด็กตัวเล็กๆ เพียงเท่านั้น แต่แววตาที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ และการกระทำที่ไร้เดียงสา ทุกอย่างไม่มีการประดิษฐ์หรือปรุงแต่งแต่อย่างใด ความสุขของการถูกรักมันเป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าลูกเขามีโอกาสได้เกิดมาก็คงจะมองเขาด้วยสายตาแบบนี้เหมือนกัน
“ม๊าร้องไห้ทำไมครับ”
“ฮึก ป๊า..ม๊าเจ็บมากแน่เลยยย”
เด็กน้อยทั้งสองตกใจเมื่อเห็นคนเป็นแม่ร้องไห้ออกมา ไพลินเห็นแบบนั้นก็เริ่มร้องตาม หันไปกอดคนเป็นพ่ออย่างต้องการคนปลอบ ส่วนเพทายยื่นมือไปจับมือของม๊าเอาไว้ ใจหนึ่งก็กลัวแม่จะสะบัดออกเพราะทุกครั้งที่เด็กน้อยทั้งสองเข้าใกล้คนเป็นแม่ทีไร แม่ของพวกเขาก็จะแสดงอาการรำคาญลูก ๆ ออกมาทุกครั้ง แต่วันนี้คนเป็นแม่ดูต่างออกไป
“ขะ ขอกอดหน่อยได้มั้ย”
“เธอว่าไงนะ”
“ผมขอ ฮึก ขอกอดลูก ๆ หน่อยได้มั้ยครับ”
อินคิดถึงโอกาสของการได้เป็นแม่คนจึงรู้สึกอยากกอดเด็กๆ แม้ว่าความทรงจำของดารินทร์จะไม่ค่อยได้ทำแบบนี้ แต่อินรู้สึกได้ถึงความรักของเด็กน้อยที่มีต่อร่างกายนี้ ขอเก็บไว้ได้มั้ย อินเห็นแก่ตัวได้หรือเปล่า มันจะเป็นการพรากอะไรมาจากดารินทร์มั้ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอโทษด้วยนะ ฉันจะดูแลมันอย่างดีเลย ดารินทร์ ในตลอดเวลาที่ได้ใช้ร่างกายนี้
.
.
หลังจากออกมาจากโรงพยาบาล อินเดินทางกลับบ้านตามความทรงจำของดารินทร์ที่พักอาศัยเป็นคอนโดแบบสองห้องนอน อินเดินดูไปทั่วห้องก็พบว่า ห้องหนึ่งน่าจะเป็นห้องของลูกๆ และอีกห้องน่าจะเป็นห้องของตัวเขาเอง ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านดูไม่เป็นระเบียบอะไรมากนัก และดูไม่เหมือนห้องพักที่มีเด็กอาศัยอยู่ด้วยเลย
ทำไมเจ้าของร่างกายนี้ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ ทั้งการใช้ลูกของตัวเองเป็นที่หาเงินจากพ่อของเด็ก แต่ถึงอย่างนั้นตอนที่ได้อยู่กับลูกๆ เขาก็ไม่ได้สนใจไยดีเด็กตัวน้อยเลย อินรู้สึกสงสารเด็กน้อยทั้งสองเหลือเกินที่ถูกเมินเฉยจากคนเป็นแม่ของตัวเอง แต่ถึงโดนกระทำถึงขนาดนั้นเด็กทั้งสองก็ยังเติบโตมาอย่างดี คงเป็นเพราะพ่อของเด็กแฝดทั้งสอง เสียมากกว่า
Rrr Rrr Rrr
“ฮัลโหลครับ”
อินรับโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในกระเป๋าปรากฏเป็น ‘ป้าพี่เลี้ยง’ ของเด็ก ๆ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ตอนเย็นวันที่พ่อของเด็กแฝดจะมาส่งลูกแฝดทั้งคู่ของเขาที่คอนโดแห่งนี้
[คุณคะ วันนี้ดิฉันอยู่ได้ถึงแค่หกโมงเย็นนะคะ ]
พี่เลี้ยงเด็กแฝดที่ก็ดูจะไม่ชอบเจ้าของร่างนี้เท่าไร ไม่ต้องพึ่งความทรงจำเก่า แค่ฟังจากน้ำเสียงก็พอรู้ได้แล้ว
“ครับ”
ปกติเขาคงใช้งานพี่เลี้ยงหนักหน้าดูสินะ พฤติกรรมของดารินทร์คงไม่ดีนัก ถ้าเป็นปกติเจ้าของร่างคงได้ออกไปข้างนอกกว่าจะกลับก็ตีสองตีสาม จนพี่เลี้ยงต้องเป็นคนทำหน้าที่ส่งเด็ก ๆ เข้านอนตลอดหลายปี
[เอ่อ...ไม่เป็นไรแน่นะคะ ]
“ครับ ขอโทษที่ทำให้ลำบากมาตลอดนะครับ”
[คะ..ค่ะ ]
พี่เลี้ยงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อ ถ้าเป็นทุกครั้งคนปลายสายต้องโวยวายและด่าเธอสาดเสียเทเสียเป็นแน่ ที่เธอยังทำงานให้ดารินทร์อยู่เพราะนายจ้างจ่ายเยอะอยู่พอสมควรนะสิ
.
.
15.00 น.
ตรงเวลาพอดีเป๊ะเหมือนในทุกครั้ง รถเก๋งยี่ห้อดังขับผ่านเข้ามาจอดที่จอดรถภายในคอนโดเรียบร้อย คนเป็นพ่อพาเด็กแฝดทั้งสองขึ้นลิฟต์เพื่อไปส่งคืนให้คนที่ได้แค่ชื่อว่าเป็นแม่เท่านั้น แต่ก็ยังดีที่คนเป็นแม่นั้นไม่ถึงขั้นละทิ้งเด็กน้อย อย่างน้อย ๆ ดารินทร์ก็ยังรู้จักจัดหาพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูก และคงทำได้ดีกว่าดารินทร์แน่นอน
“สวัสดีครับม๊า”
“มะม๊า หายอะยางงง”
เด็กทั้งสองทักทายคนแม่อยู่ห่างๆ ไม่เห็นเหมือนกับในละครเลย ที่ลูก ๆ เวลาห่างอกแม่ตัวเองเมื่อได้พบกันต้องวิ่งเข้ามากอดอย่างเต็มรักไม่ใช่หรือไงกันนะ แต่ตอนนี้มันเหมือนลูก ๆ กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเดินเข้ามาหาเขาจนงงว่านี้แม่หรือคนอื่นกันแน่
“ม๊าหายแล้ว มาให้ม๊ากอดหน่อยสิครับ”
อินเห็นแบบนั้นก็ตัดสินใจว่าเขาจะให้ความรักแก่เด็ก ๆ เอง ความรักที่เหมือนกับที่เด็กน้อยมีให้ร่างกายนี้ อย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนเจ้าของร่างกายนี้ระหว่างที่เขาใช้อาศัยอยู่ จนกว่าตัวเขาจะหายไปจริง ๆ ในสักวัน
“มะม๊า!!”
“ม๊าครับ”
เด็กน้อยวิ่งเข้าไปกอดคนเป็นแม่ที่อ้าแขนรออยู่ก่อนแล้ว แม้จะสับสนกันอยู่ไม่น้อยแต่เด็ก ๆ ก็ทำตามใจตัวเอง อยากกอดมะม๊ามาตลอดเลยนี่น่า
“จะมาไม้ไหนอีกล่ะ จะเล่นบทแม่ผู้ใจดีอย่างงั้นสิ หรือสมองเธอกระทบกระเทือนจนอยากเป็นคนดีขึ้นมา” หลังจากที่พี่เลี้ยงเดินทางมาถึงเด็ก ๆ ก็ได้รับการดูแลต่อ เพื่อให้คนทั้งคู่ได้คุยกัน
“ครับจะว่าแบบนั้นก็ได้”
อินตอบกลับไปพร้อมกับก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นไปสบตากับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ใครจะกล้าสู้หน้ากันล่ะ ก็เจ้าของร่างนี้ทำกับเขาไว้มากเลยทีเดียว
“เธอจะกวนฉันหรือไง”
“ไม่ใช่นะครับ แค่มันคงจะเป็นผลมาจากอุบัติเหตุนั่นแหละครับ เอ่อก็..ประมาณนั้นครับ”
อินตอบกลับด้วยเสียงที่ติดกังวลเล็กน้อยแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ให้บอกว่าเขาไม่ใช่ดารินทร์ก็คงจะไม่เชื่อ
“เอาเถอะ ฉันไม่อยากจะเสวนากับเธอนาน ๆ หรอก แต่ถึงเวลาที่เธอต้องคิดเรื่องยกลูกให้ฉันได้แล้วนะดารินทร์ เธอดูแลตัวเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไรติดหนี้พนันจนพวกมันมาไล่ล่า เธอคิดบ้างมั้ยว่าถ้ามันมาตามถึงที่คอนโด ลูก ๆ จะเป็นยังไง”
“มันจะไม่เกิดขึ้นอีกครับ ผมจะไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนั้นอีกครับ”
“ดารินทร์ ทำไมเธอถึงดื้อรั้นมากขนาดนี้ แล้วเงินตั้งมากมายฉันก็จ่ายทุกเดือน เธอยังสร้างปัญหาให้ตัวเองได้อีก คนแบบเธอนี่มัน ฉันสงสารลูกจนจะบ้าตายอยู่แล้วดารินทร์”
คนเป็นพ่อที่ได้รู้ว่าลูก ๆ ต้องมาอยู่กับแม่ที่อาจจะสร้างสิ่งแวดล้อมแย่ ๆ ให้ตัวเด็กแฝดลูกรักของเขาทั้งสอง
“ผมจะดูแลพวกเขาอย่างดีครับ ต่อจากนี้ผมจะไม่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้วครับ”
อินทำใจกล้าเงยหน้าสบตากับอีกฝ่าย เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่แค่คำพูดแต่เขาจะทำมันจริง ๆ
“ดารินทร์ ฉันจะชดใช้หนี้ที่เธอสร้างไว้ทั้งหมดให้ แต่ยกลูกให้ฉันซะ”
“ไม่ได้หรอกครับ ผมตัดสินใจไม่ได้ครับ”
“ห๊ะ แม่แบบเธอตัดสินใจไม่ได้แล้วจะให้ใครตัดสินใจอีก ช่วยรู้สึกผิดหน่อยเถอะ เอาลูกมาเป็นตัวประกันแบบนี้ แล้วยังดูแลไม่ได้อีก”
“ผมทำไม่ได้ครับ ผมตัดสินใจแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ ครับ”
ใครมันจะไปกล้าตัดสินใจแทนคนเป็นแม่แท้ ๆ ได้ล่ะ ถึงยังไงเสีย เจ้าของร่างนี้อาจจะกลับมาเมื่อไรก็ได้ หากเขาตัดสินใจยกลูก ๆ ให้คนเป็นพ่อไป มันก็ไม่ยุติธรรมกับดารินทร์น่ะสิ แค่แอบอ้างมาใช้ชีวิตในร่างของคนอื่นก็รู้สึกผิดจะแย่แล้ว
“ยกลูกให้ฉันซะ”
“ไม่ได้จริง ๆ ครับ”
“ดารินทร์!!!”
ด้วยความเหลืออดคนเป็นพ่อตะคอกใส่คนตรงหน้าอย่างหัวเสีย จนถึงขนาดนี้แล้วดารินทร์ยังดื้อดึงจะเก็บลูก ๆ ไว้ให้ได้ มีสำนึกของความเป็นแม่อยู่บ้างหรือเปล่า
เด็กแฝดที่กำลังเล่นของเล่นอยู่กับพี่เลี้ยงได้ยินคนเป็นพ่อตะโกนออกมาจนเสียงดังไปถึงบริเวณที่เด็ก ๆ เล่นกันอยู่ เพทาย และ ไพลิน จึงวางของเล่นในมือลงแล้วรีบวิ่งด้วยขาเล็ก ๆ มาหาพ่อและแม่ที่โมโหใส่กันอยู่
“ป๊าใจเย็น ๆ นะครับ” เพทายวิ่งไปหาคนเป็นพ่อแล้วบอกป๊าไปอย่างใจเย็น
“มะม๊า โอ๋ ๆ”
ส่วนไพลินวิ่งไปหามะม๊าของตัวเอง แล้วปีนขึ้นโซฟาอย่างทุลักทุเลเอาใบหน้าไปซบเข้ากับต้นแขนคนเป็นแม่แล้วตบลงที่แขนเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจเหมือนตอนปะป๊าปลอบตัวเองเวลาร้องไห้ซึ่งเขาก็หยุดร้องทุกครั้ง
“ป๊าขอโทษที่เสียงดังนะลูก”
“ม๊าไม่เป็นไรแล้ว”
“มาให้ป๊ากอดก่อนกลับหน่อยครับลูก”
“ครับป๊า / กอด ๆ ปะป๊า”
หลังจากที่กอดลูกๆ ก่อนกลับเหมือนทุกครั้ง จารุพิชญ์ ก็ลงมาข้างล่างเพื่อเดินทางกลับบ้านโดยมีแม่ของเด็กแฝดลงมาส่ง ทุกทีไม่เคยจะโผล่หน้ามาส่งเด็กแฝด มาทีไรก็มีแต่พี่เลี้ยงอยู่ด้วยตลอดแท้ ๆ
“คิดดูให้ดีนะดารินทร์”
คนเป็นพ่อหันกลับมากำชับแม่ของเด็กแฝดอีกครั้งเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ เขาได้แต่หวังว่าคนตรงหน้าจะหลงเหลือความเป็นแม่อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพราะการใช้ชีวิตของดารินทร์ช่างไร้ประโยชน์และนำพามาซึ่งความเดือดร้อนให้แก่ลูก ๆ ในทุก ๆ วัน
.
.
“วันนี้ม๊าไม่ไปข้างนอกเหรอครับ”
“คุณป้า ไปไหนไม่รู้แล้วววว”
หลังจากที่จารุพิชญ์กลับไป อินก็ให้พี่เลี้ยงเด็ก ๆ กลับบ้านได้ รวมถึงบอกว่าอาจจะไม่ได้เรียกใช้บ่อย ๆ เหมือนเดิมแล้ว
เด็ก ๆ ที่ปกติตอนนี้จะต้องอยู่กับพี่เลี้ยงจนกว่าจะเข้านอน ส่วนคนเป็นแม่นั้นไม่เคยอยู่บ้านเลยนอกจากช่วงเช้าที่ถึงจะอยู่บ้าน ก็คงเป็นการนอนหลับอยู่บนเตียงเฉย ๆ จึงน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่วันนี้คนเป็นแม่ยังอยู่ที่บ้านให้เห็นหน้าจนถึงตอนนี้
“วันนี้ม๊าจะอยู่กับไพลินกับเพทายนะครับ ตั้งแต่วันนี้อยู่กับม๊านะ”
อินที่อยู่ในร่างของดารินทร์ลูบหัวเด็กแฝดทั้งสองคนเบา ๆ ก่อนจะดึงเข้ามาให้อยู่ในอ้อมกอด อินตั้งใจแล้วว่าจากนี้จนถึงวันที่เขาต้องจากไป เขาจะทำหน้าที่เป็นแม่ของเด็กน้อยทั้งสองแทนดารินทร์ที่ถึงจะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองก็คงไม่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วก็ตาม
มาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้งกันเถอะนะเด็ก ๆ
.
.
.
to be continued..
.
.
.
*Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||15 ปีผ่านไป“เราชอบเธอนะ” เด็กชายรุ่นราวคราวเดี๋ยวกันกับเด็กหญิงเดินออกมาจากมุมตึกก่อนจะยื่นดอกกุหลายหนึ่งดอกที่ตัวเองเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นดอกที่สวยที่สุดในร้านเพื่อนำมาส่งมองให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบมองมากว่าหลายเดือน“เดี๋ยวก่อนไอ้น้อง จะมาขอสาวเป็นแฟนทั้งทีใช้ดอกกุหลาบดอกเดียวเนี่ยนะ” ว่าแล้วหนุ่มหล่อคนหนึ่งก็คว้าดอกกุหลาบในมือเด็กชายไปถือเองอย่างถือวิสาสะและพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างขบขัน“อายุเท่าไร ให้เดานายคงซื้อดอกไม้ด้วยเงินค่าขนม กลับไปตั้งใจเรียนเถอะ” หนุ่มหล่ออีกคนที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่แตกต่างกันที่คนนี้ใส่แว่นตาจนหนาเตอะแต่สายตากลับเฉือดเฉือนคนได้มองราวกับเป็นผู้คุมกฏมาจากไหนและมันก็ทำให้เด็กชายกลัวจนวิ่งหนีหายไปทันที“หยุดเลยนะพี่ไพลินพี่เพทาย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับหนูไง หนู 17 แล้วนะโตแล้ว”“กล้าจะโตนะหนูพร้อมรัก ยังต้องเอาตุ๊กตาเน่าใส่กระเป๋ามาเรียนอยู่เลยนี่ไง” ไพลินไม่ว่าเปล่าคว้าไปหยิบตุ๊ก
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||2 ปีผ่านไป“ม่าย ๆ ม่ายเพาะเอา เอาขวด ๆ ” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กงอแงเรียกชื่อตัวเองเป็นคำว่า เพาะ เพราะยังพูดไม่ค่อยชัดมากนัก“น้องพร้อมรักไม่แง ๆ น้า เดี๋ยววันพรุ่งนี้ม๊าให้กินแบบขวดนะครับ” อินกำลังตกลงความเห็นที่ไม่ลงตัวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้านเพราะด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนเล็กทุกคนเลยพร้อมจะตามใจ คงมีแต่อินที่ต้องพยายามดัดนิสัยอยู่บ้างบางครั้งเพราะกลัวว่าจะโตไปเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น่ารัก“ม่ายน้าม๊า ขวด”“คุณรินทร์ครับเดี๋ยวผมออกไปซื้อที่สาขาอื่นให้นะครับ” คนขับรถเองก็เห็นท่าทางเบะจะร้องไห้ของคุณหนูตัวน้อยก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ และเขาก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นคุณหนูเศร้าใจก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างที่เด็กตัวน้อยต้องการจนหมด“ไม่เป็นไรครับลุงสมชายเดี๋ยวผมจัดการเองครับ” แต่อินก็ยังตั้งมั่นว่าจะต้องจัดการกับเด็กเอาแต่ใจคนนี้ให้ได้ ไม่งั้นลุงสมชายต้องเดือดร้อนออกไปหาซื้อให้อีก“แล้วจะได้เหรอครับ ดูเบะมากเลยนะครับนั่
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 2สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล||“ใกล้คลอดเข้าไปทุกที ให้เมียแกลงมานอนข้างล่างซะ” คนที่ทำเหมือนไม่สนใจคนท้องแก่แต่กลับใส่ใจกว่าที่คิดเอ่ยปากบอกลูกชายให้พาเมียลงมานอนห้องข้างล่างเพราะเห็นคนท้องขึ้นบันไดทุกวันแล้วพานให้เธอหงุดหงิด“ผมให้ป้าดาวจัดการแล้วครับ”“ดี เธอก็เดินเหินให้มันระวัง ไม่ใช่คิดน้อยอยากจะขยับไปไหนก็ทำ”“ครับ” อินตอบรับยิ้ม ๆ เพราะรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณย่าเด็กแฝดอีกครั้ง“มะม๊าขอไพลินฟังเสียงน้องหน่อยไพลินจะไปเรียนแล้ว” เด็กตัวน้อยจัดการทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก่อนจะวิ่งมาหาคนเป็นแม่และเอาใบหน้าเล็กแนบไปกับหน้าท้องกลมนูนเต็มที่ของมะม๊าเช่นทุกวัน“ม๊าหนักมั้ยครับ” เพทายถามม๊าด้วยความเป็นห่วงและแน่นอนว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ถามมะม๊าแบบนี้ทุกวันเช่นกัน“ม๊าไม่เป็นไรครับ เพทายไม่ต้องห่วงม๊าน้า” อินว่าพร้อมลูบหัวลูกปรอย ๆ“ไปกันครับเด็กแฝด ฉันไปก่อนถ้ามีอะไรรีบโทรบอกทันทีเลยนะ”“ครับพี่พิชญ์” ก่อนออกไปจารุพิชญ์ก้มลงหอมขมับเล็กเบ
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน|ตอนพิเศษ 1 พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่|“กังวลอะไรขนาดนั้น” จารุพิชญ์เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กปรอย ๆ เพื่อเป็นการปลอบคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าคิดไม่ตกตั้งแต่รู้ว่าต้องเข้าบ้านใหญ่เลิศศิริกุล“ก็คุณแม่พี่พิชญ์ไม่ชอบใจผมเอามาก ๆ นิครับ ก็เลย..” อินพูดด้วยใบหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับแม่ของอีกฝ่ายแล้วก็อดคิดมากไม่ได้ เจอกันทุกครั้งเขาไม่เคยมีเรื่องราวดี ๆ เลย จะไม่ให้กังวลก็คงแปลก“เดี๋ยวนอนแค่วันนี้แล้วค่อยหาที่อยู่ใหม่กันดีมั้ย” แม้เพียงสักนิดเขาก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กกังวลเรื่องอะไรก็ตาม“ไม่เป็นไรครับพี่พิชญ์เองก็บอกแล้วว่าคุณย่าติดเด็กแฝดไปแล้ว ผมไม่อยากให้เธอคิดมาก” ในเมื่อเขาตั้งใจจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับพ่อของลูกแล้วจะเอาแต่ความสุขตัวเองก็คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป อินจึงตั้งใจจะอดทนอยู่กับคนที่เรียกได้ว่าเป็นคุณย่าของเด็ก ๆ ให้ได้ เพราะบ้านนี่ยังไงก็เป็นที่ของเด็กแฝดและตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาด้วย อินจึงทำใจสู้เพราะเรื่องที่หนักกว่านี้ก็
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 38 ~การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว..“พี่รินทร์ลาเต้โต๊ะสองหวานน้อยเพิ่มหนึ่งจ้า พี่รินทร์ พี่” ไมโลเรียกอินเป็นครั้งที่สามแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้สติ เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกร้านราวกับว่ากำลังรอใครอยู่“โทษทีจ่ะ ลาเต้หวานน้อยนะ” จนเจ้าหนูไมเดินเข้าไปสะกิดร่างเล็กถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา และได้เริ่มทำเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง“จ่ะพี่รินทร์” ไมโลตอบรับก่อนจะสังเกตท่าทางไร้ชีวิตชีวาของผู้จัดการร้านตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสถามออกไปเพราะลูกค้าเข้าร้านมาเรื่อย ๆ จนเจ้าหนูจำไมนึกหงุดหงิดในใจต้องเก็บความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย อยากใส่ใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพักกลางวันที่ไมโลเป็นคนจัดหาและตัดสินใจเลือกอาหารการกินแทนเพื่อนร่วมงานเพราะถามอะไรก็บอกแต่ว่าแล้วแต่ ๆ จนความหนักใจมาอยู่ที่เจ้าไม จึงออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสตรงข้ามร้าน พอกินเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์เรื่องที่อยากใส่ใจของไอ้ไมสักที“พี่รินทร์ ที่พี่เหม่อมาเป็นอาทิตย์เพราะคิดถึงคุณค
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 37 ~อยากมีเธออยู่ในชีวิต..7.30 น.ร้านคาเฟ่สาขานนทบุรีหลังจากที่หนีพ่อของลูกขึ้นไปบนห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องด้านบนจนเช้า และจะได้เวลาต้องเปิดร้านแล้ว อินจึงเดินลงมาเพื่อจัดการความเรียบร้อยในร้าน ขณะมือเล็กกดเปิดสวิตช์ไฟจนร้านสว่างจึงเห็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาอินไม่ได้พักอยู่ในร้านนี้คนเดียว“พี่พิชญ์ทำไมยังนอนอยู่ที่นี่ครับ”“อื้อ ตื่นแล้วเหรอ” จารุพิชญ์งัวเงียลุกขึ้นนั่งที่โซฟาตัวเดิมกับที่ตัวเองใช้เป็นเตียงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนที่มือหนาจะคว้าจับมือเล็กที่พยายามสะบัดออกแต่โดนคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปหาและใบหน้าหล่อก็ซบลงที่หน้าท้องนูนราวกับคนละเมอที่ยังไม่ตื่นเต็มตา“พี่พิชญ์ทำอะไรครับ” อินพยายามขยับตัวหนีแต่สู้แรงไม่ได้แม้จะเอามือเล็กขึ้นมาแกะอ้อมแขนของคนพี่ออกก็ยังทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก“คิดถึง” คำที่ได้ฟังเมื่อวานถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้อินทนมันได้แล้ว“พี่พิชญ์ปล่อยผมเถอะครับ” จนอินไร้หนทางสู้และจึงเอ่ยบ

![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





