LOGIN"นั่นรึเปล่าครับหมอ ไอ้รางอะไรที่หมอว่า!? ผมเห็นเป็นเงายาวสีเข้ม ๆ ทอดตัวยาวไปจรดฟากกระโน้นเลย!"
.
พอเปลี่ยนใจคิดจะช่วยอะไร ๆ ก็ง่ายขึ้น เจฟเฟอร์ในสภาพห้อยต่องแต่งใช้เลนส์ออปติคอลซูมในม่านตาเพ่งทะลุกลุ่มควันลงมายังพื้นเจลหลอมเหลวข้างล่างได้ ผดเหงื่อที่หยดติ่ง ๆ ลงมาโดนตัวบวกกับองศาการบินที่ลู่ต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้เจ้าตัวเกิดความสำนึก หมอยูมิโกะคงจะเหนื่อยมากกับการที่ต้องมีเขาเป็นสัมภาระ ลมหายใจเธอหอบรัว การกระชับวงแขนแน่นแต่ละครั้งนั้น บ่งบอกได้ชัดเจนว่าหล่อนกำลังจะพาเขาร่วง
.
"ไหวไหมหมอ! นั่นไงมันโผล่พ้นเจลลาวาขึ้นมาอีกแล้ว ให้ตายสิรู้สึกเหมือนจะมีโบกี้โผล่ขึ้นมาด้วยนะน่ะ ทิศเจ็ดนาฬิกาบินตามนิ้วผมไปเลยหมอ! เดี๋ยวผมนำเองถ้ามองไม่เห็น"
.
"โอเคค่ะถ้างั้นก็ไปกันเลยค่ะ , ฮึบ!"
.
"เหวอ.. อ.. อ.. ! ใช่แบบนี้ซะที่ไหนเล่าหมอ อ๊ากกกกก!"
.
หมอยูมิโกะถอนหายใจพรู เธอปัดมือสองข้างสลับกันไปมาพลางเป่าลมใส่ฝ่ามือเพื่อทุเลาการอักเสบ ให้ตายเถอะ! เธอไม่คิดว่าเจฟเฟอร์จะตัวหนักขนาดนี้ จุลินทรีย์ในอากาศนั้นต่างจากพวกที่อยู่บนพื้นมาก พวกมันแวววับสวยงามก็จริง แต่ก็บอบบางกว่ามากในปริมาณที่เท่ากัน ฉะนั้นพอได้ยินว่าเจฟเฟอร์มั่นใจในพิกัดเป้าหมายของเขาแล้ว หมอสาวก็เลยรีบเหวี่ยงเอาร่างอันหนักอึ้งทิ้งลงมาทันที! เพราะยังไงซะสิ่งมีชีิวิตขนาดเล็กของเธอ ก็ย่อมมีความสำคัญกว่าสายลับแขนขาดเป็นไหน ๆ
.
.
"เป็นไงบ้างคุณเจฟเฟอร์! หมอโยนแม่นรึเปล่า ลอยอยู่บนนี้มองอะไรไม่ค่อยเห็นเลย เฮ้! ได้ยินไหม! เฮ้!"
ชะเง้อคอป้องตามองหา เธอตะโกนสวนกลับไปทั้ง ๆ ที่ร่างแกร่งยังพุ่งทะยานไปไม่ถึงเป้าหมายด้วยซ้ำ
.
ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมอแกเข้าใจตรงกันกับสิ่งที่เจฟเฟอร์บอกรึเปล่า เขาบอกว่ามีรางรถไฟกับโบกี้กำลังผุดขึ้นมาจากพื้นเจลในทิศ 7 นาฬิกา แต่ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าใกล้หรือไกลแค่ไหน
.
แล้วดูพละกำลังที่เธอเหวี่ยงเขาออกมาสิ โอ้แม่เจ้าโว๊ย! คนนะครับไม่ใช่บั้งไฟพญานาค! พุ่งเร็วแรงอย่างกับขีปนาวุธเกาหลีเหนือ หนังหัวเจฟเฟอร์นี่ลู่ไปกับลม ปากเผยอสั่นพับ ๆ ๆ น้ำลายกระเซ็น มองอะไรก็ไม่เห็นนอกเสียจากสีแดงฉานของเจลลาวาร้อนตึ๋งหนืด ที่บัดนี้แหกเป็นสองซีก! ด้วยฤทธาของหมอยูมิโกะในดินแดนมหัศจรรย์
.
"ตาย ๆ ๆ กูตาย! จะชนแล้วอร๊ายยยย!"
เกร็งคองอเข่าเจฟเฟอร์ทำอะไรไม่ได้นอกจากการใช้ส่วนหนาซับแรงปะทะ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5.. 4.. 3.. 2.. ! โครม!!! โดนเต็ม ๆ ไม่ต้องเกรงใจกัน โบกี้รถไฟนี่ถึงกับหลังคาหลุด ดีที่มันยังไม่ผุดขึ้นมาพร้อมกับรางเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นัก เจฟเฟอร์ก็เลยยังมีชีวิตรอด เขาค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นแล้วก็มีอาการเซถลันถลาคล้ายกับนักมวยเมาหมัดบ้างนิดหน่อย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับที่ขอบโบกี้ แล้วก็ชะโงกหน้าออกไปดูบรรดาเจลลาวาที่ยังคงเดือดปุด ๆ อยู่ในระยะประชิด
.
"อูยยย~มึนหัวโคตรอ่ะกู.. ซี๊ดดดด! เวรเอ๊ย! หมอแม่งไม่ให้เกียรติความเป็นพระเอกของกูเลย เนื้อเรื่องไม่ไปไหนมาไหนก็เพราะติดอยู่บนชั้น 4 กับแกนี่ล่ะ อะไรกันนักหนาจะให้กูตายให้ได้เลยใช่ไหมห๊ะถามตรง ๆ บัดซบเอ๊ย! "
"แต่ก็ยังดีวะอย่างน้อยหมอแกก็ยังโยนแม่น ถ้าเจ้าโบกี้กับรางรถไฟนี้โผล่ขึ้นมาช้ากว่านี้นิดเดียว มีหวังเราได้พุ่งลงไปในบ่อเจลลาวาแน่ ดูสิระรานตาปกคลุมทุกอย่างไว้หมดเลย ดูทรงแล้วเจ้าเศษเหล็กนี่กับรางคู่ใจของมันคงจะเป็นทางรอดเดียวของเราซะล่ะมั้ง"
เจฟเฟอร์ร่ายยาวอยู่คนเดียว เขาเดินวนไปวนมาอยู่บนโบกี้เหล็กหลังคาเปิงหลายรอบ เฝ้าดูการยกตัวขึ้นพ้นจากเมือกเจลของมัน จนกระทั่งครบร้อยเปอร์เซ็นต์สมบูรณ์ หมอยูมิโกะในลุคของนางฟ้าระยิบระยับก็ได้บินตามลงมาสมทบ
.
"ฮู่ววว.. เป็นไงบ้างคุณ? หมอตกใจแทบแย่แหนะตอนตะโกนลงมาแล้วคุณไม่ตอบ หมอคิดว่าเสียคุณไปซะแล้ว"
.
"หราาาา.. หมอ หราาาา.."
เจฟเฟอร์ประชด
.
"อ่าว! นี่หมอกำลังเป็นห่วงคุณอยู่นะคุณเจฟเฟอร์ ไม่เห็นรึไงว่าโบกี้กำลังเชื่อมต่อกับรางรถไฟอยู่ แล้วคุณก็ลองโผล่หน้าออกไปดูสิ! เห็นไหมว่าใครเป็นคนทำ!"
.
เจฟเฟอร์ทำตามเขาค่อย ๆ ก้มชำเลืองลงไปดู แม้จะงงกับถ้อยคำดังกล่าวอยู่มากโข
.
"มะ.. แมลงวัน! แมลงวันกำลังยิงแสงเลเซอร์เชื่อมล้อกับรางเข้าด้วยกันอยู่ บะ.. บ้าไปแล้ว! ข้างนี้ก็มี! ข้างนี้ด้วย!"
.
"แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้นนะคะคุณสายลับอันดับหนึ่งที่เคารพ คุณลองดูตรงตำแหน่งที่คุณพุ่งชนสิ! ถ้าไม่ได้เด็ก ๆ ของหมอช่วยรองรับเอาไว้ คุณคิดว่าตัวเองจะมามุ่ยหน้ามองบนใส่หมอเป็นอีตุ๊ดแบบนี้ได้งั้นเหรอ? เช๊อะ!"
.
ฝูงแมลงวันอีกกลุ่มบินหึ่งออกไปจากตัวถังโบกี้ เล่นเอาเจฟเฟอร์นี่หน้าชาไปตั้งแต่โหนกแก้มจรดฝ่าเท้า เขาพูดไม่ออกเลยหลังโดนชุดคอมโบนี้เข้าไป ในเมื่อมันคือความจริงแทบทั้งหมด เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาได้แมลงวันช่วยชีวิตไว้ แต่ครานั้นหมอยูมิโกะก็เลือกที่จะไม่หยุดรับฟังคำขอโทษใด ๆ จากเขา สงสัยหมอแกจะกลัวเสียเวลามั้ง แกก็เลยหันมาทำงานต่อด้วยการดีดนิ้ว "เปรี๊ยะ" ไปหนึ่งที
.
ชั่วเสี้ยวอึดใจจุลินทรีย์ทั้งหลาย ก็แตกสลายกระจายตััวแวววับขึ้นไปบนฟ้า รวมไปถึงฝูงแมลงวันกรรมกรที่เชื่อมต่อล้อโบกี้เข้ากับรางจนแล้วเสร็จด้วย
.
"น่าจะได้ที่แล้วล่ะ ต่อไปหมอจะกดรีโมทล่ะนะ อย่าตกใจโวยวายอีกล่ะ"
.
"อืม.. คะ.. ครับ ผมจะพยายาม"
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดคอ คือถ้าหมอจะเน้นย้ำขนาดนี้ก็ต้องเป็นอะไรที่ไม่ปกติแน่ เจ้าตัวก็เลยสืบเท้าถอยหลังไปยืนชิดกับขอบโบกี้เอาไว้ก่อน ซึ่งพอมองออกไปจากตรงนี้ทุกอย่างรอบตัวก็ยังเต็มไปด้วยเจลลาวาเดือด ๆ กับม่านควันที่โพยพุ่ง ออกมาเป็นระยะเหมือนเดิม
.
"ติ๊ด!"
.
"เอ๋.. ทำไมไม่ติดล่ะ ถ่านหมดหรอ ติ๊ด ติ๊ด เฮ้! ติ๊ด "
.
เอาแล้วไง! ดันเกิดความผิดพลาดขึ้นซะได้ เมื่อหมอยูมิโกะที่อุตส่าห์โปรยคำซะดิบดีดันกดรีโมทไม่ติด เธอลองยื่นมือออกไปข้างนอกดูก็แล้วแต่ก็ยังเงียบ เจ้าหล่อนก็เลยพยายามเดินหาคลื่นจนเผลอมายืนอยู่ข้าง ๆ เจฟเฟอร์ ที่กำลังเกาะขอบโบกี้อยู่โดยไม่รู้ตัว แล้วเธอก็ได้ทำการเคาะรีโมทป๊อก ๆ เข้ากับขอบโบกี้ซะอย่างงั้น ดีแค่ไหนแล้วที่หมอแกไม่แงะถ่านออกมาเลีย เพราะหลังจากเคาะไปสองสามทีมันก็ได้ผลจริง ๆ
.
"ติ๊ด!"
.
"ครืดดดดด! แกร็กกกก ๆ ๆ ๆ "
.
โอ้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ! เจฟเฟอร์นี่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นัยน์ตาเขาเบิกโพลงกว้างกระเถิบตัวออกจากขอบโบกี้ จ้วงเท้าตัดหน้าหมอยูมิโกะแล้วชะเง้อออกมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจลลาวาหลอมเหลวให้เต็มสองตาตัวเอง เขาไม่จำเป็นจะต้องกลัวมันอีกต่อไปแล้ว เพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่หมอยูมิโกะกดรีโมท พวกมันก็หยุดนิ่งไปซะเฉย ๆ หยุดเต้นตุบๆ หยุดพ่นควัน มิหนำซ้ำยังเคลื่อนตัวเข้าหากันทบไปทบมาชั้นแล้วชั้นเล่าจนแน่นและจับตัวเป็นก้อนแข็ง เสียงแกร็ก ๆ ๆ ที่ได้ยินตอนต้นคือการกระแทกกันของพวกมัน
.
จากเจลยางหลอมเหลวบัดนี้ก็ได้มีสภาพกลับคืนมาเป็นดินแห้ง ๆ เหมือนเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีพวกต้นไม้แห้ง ๆ เศษหญ้าแล้วก็อาคารบ้านเรือนเก่า ๆ คล้ายกับในหนังคาวบอยในยุค 60's ของแฮริสัน ฟอร์ด อะไรเทือกนั้นโผล่ขึ้นมาด้วย กล่าวคือการกดรีโมทของหมอได้ทำให้โลกหลังม่านเจลนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง เหมือนตอนที่เจฟเฟอร์โดนตบจนหัวทิ่ม!
.
"หมอครับผมมีข้อสงสัย แล้วไอ้พวกบ้านเรือนพวกนั้นมันมาจากไหนครับน่ะ มันมีอยู่แต่แรกหรือผมไม่ได้สังเกต?"
.
"มันก็ผุดขึ้นมาเหมือนรางรถไฟกับโบกี้นี่ล่ะคุณเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีอยู่แต่แรกหรอก หมอแค่ฝังมันไว้ข้างล่างพอเราเรียกระบบขนส่งพื้นฐานขึ้นมาใช้ เจ้าพวกนี้ก็เลยติดร่างแหมาด้วย นี่ก็หลายปีแล้วเหมือนกันที่แทบจะไม่ได้ใช้งานเลย , ฮึบ!"
ร่างบางกระโจนลงมายืนบนพื้นดิน ฝุ่นคละคลุ้งที่ฟุ้งขึ้นมาบ่งบอกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย เจฟเฟอร์ก็เลยคิดที่จะปีนลงไปตามแต่ก็โดนหมอสาวปรามไว้ซะก่อน
.
"ไม่ต้องค่ะ! คุณอยู่บนนั้นแหละเพราะคุณต้องเดินทางต่อ"
.
"ไปไหนครับ? ผมไม่รู้ทางในนี้สักหน่อย"
.
หมอยูมิโกะเอื้อมมือมาตบที่หัวไหล่ซ้ายของตัวเองป๊าบ ๆ ให้เขาเข้าใจ พลันพยักหน้าอมยิ้ม
.
"เพราะงั้นหมอถึงต้องดึงเจ้ารางเก่า ๆ กับโบกี้โกโรโกโสนี่ขึ้นมาให้คุณไงคะ คุณก็รู้นี่ว่าหมอต้องกลับออกไปข้างนอกเพื่อไปซ่อมนาริตะจังให้ยูมิเขา เพราะฉะนั้นคุณต้องไปหาเอาเองค่ะแขนซ้ายของคุณน่ะ"
.
"ชิบหายแล้ว!"
.
"ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เพราะระบบรางตัวนี้หมอเป็นคนออกแบบเอง ตอนหมอใช้ที่นี่เป็นแล็บใหม่ ๆ หมอยังควบคุมจุลินทรีย์ไม่ได้ จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ถึงตอนนี้มันจะดูเก่าไปหน่อยแต่รับประกันได้ว่าเจ้านี่จะพาคุณไปถึงโรงงานได้แน่นอน"
.
"โรงงาน? ที่นี่มีแขนเป็นโรงงานเลยหรอครับหมอ!?"
.
"ใช่ค่ะ อย่าว่าแต่แขนเลย ขา , น่อง , สะโพก , ตับ , ไต , แม้แต่ก้านสมองก็มี! แต่ก็อย่างที่เคยบอกแหละว่าหมอไม่ค่อยชอบ ไม่อยากทำเพราะมันแข็งกระด้าง โปรเจคพวกนี้ก็เลยยุบทิ้งไปนานแล้ว แล้วก็ให้ความสนใจมาที่อะไรที่สมจริงมากกว่าอย่างโปรเจคยูมิกับนาริตะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปถึงแล้วก็อย่าตกใจไป มันอาจจะดูเก่าดูเขรอะไปสักหน่อย แต่เชื่อหมอเถอะว่าคุณจะต้องชอบ เพราะแขนกลรุ่นต่าง ๆ จะห้อยเป็นสายพานให้คุณจิ้มเลือกได้เลยทีเดียว"
.
ตาใสเป็นประกาย นับเป็นความตื่นเต้นครั้งแรกของเจฟเฟอร์เลยก็ว่าได้ หลังจากที่ได้สนิทสนมใกล้ชิดกับหมอยูมิโกะ
.
"ว้าว! ผมชักรอไม่ไหวแล้วสิหมอเอางี้ไหม หมอช่วยเตะเจ้าโบกี้นี่ให้มันวิ่งไว ๆ เป็นจรวดเหมือนตอนทำกับผมหน่อยสิ ผมใจร้อนอยากไปให้ถึงเร็ว ๆ ห่ะ ๆ "
.
"ได้โปรดอย่ากวนตีนค่ะ!"
"แล้วก็โปรดรับนี่ไว้ด้วย , ฟืบ!"
.
"หมับ!"
.
"เหวอเกือบหลุดมือแหนะ โยนของชิ้นเล็กแบบนี้ขึ้นมาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงเนี่ยะนะหมอ.. ว่าแต่?"
.
ลักษณะมันเหมือนกับหูฟังไอโฟนไร้สายแต่มีอยู่ข้างเดียว มีเสาอากาศเล็ก ๆ ยืดออกมานิดหน่อย ซึ่งเจฟเฟอร์ก็เดาไม่ถูกอยู่ดีว่ามันคืออะไร
.
"หมอให้ยืมใช่ก่อนค่ะ สิ่งนี้มีไว้เรียกผู้ช่วยเผื่อคุณอาจจะต้องเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน หมอเองก็มีเหมือนกันใส่ไว้ตลอดเลยแบบนี้ไง"
หลอนเสยผมขึ้นเผยให้เห็นใบหูที่มีเจ้าหูฟังประหลาดนี่อุดอยู่ ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอให้เจฟเฟอร์ประติดประต่อทุกอย่างได้แล้ว เขาถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมาเลยทีเดียว คิดกับตัวเองในใจว่าจะได้เป็นพระเจ้ากับเขาบ้างก็คราวนี้แหละ
.
"ขอบคุณมากครับหมอ เลือกแขนที่ถูกใจได้แล้วผมจะรีบกลับ หมอจะรอผมอยู่ตรงนี้ใช่ไหมตรงลานดินกว้าง ๆ สังเกตง่าย ๆ "
.
"ก็เป็นไปได้ค่ะ.. ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ถ้าไม่เจอหมอยังไงก็ติดต่อกับหมอได้ผ่านทางเจ้าสิ่งที่ให้ไปนั่นแหละ แต่หมอขอเตือนไว้อย่างนะคะว่า ในพื้นที่ 70% ของชั้น 4 แห่งนี้ หมอไม่ใช่พระเจ้าอย่างที่คุณเข้าใจ นาริตะจังกับยูมิคือสิ่งที่หมอทำผิดพลาด หมอเองก็ผิดมาเยอะเจ็บมาเยอะเพียงแต่หมอเลือกที่จะซ่อนความผิดเหล่านั้นไว้ใต้นี้ แล้วมันก็ได้พลิกขึ้นมาข้างบนพร้อมกับรางและโบกี้ด้วย เพราะงั้นโปรดระวังตัวด้วย!"
.
"คิดมากน่ะครับ.. ผมมีเจ้านี่อยู่ ยังไงซะหมอก็คือพระเจ้าสำหรับผมอยู่ดี ถึงรอยเดิมมันจะหายไปแล้ว แต่ผมก็ยังจำได้แม่นนะครับว่าหมอซัดผมกระเด็นไปทางไหน เหอะ ๆ ๆ"
.
"ถ้างั้นก็โชคดีค่ะ คุณเจ้าหน้าที่เจฟเฟอร์ แล้วเจอกัน"
.
"เปร๊ียะ!"
.
ยูมิโกะดีดนิ้วอีกครั้ง! แล้วก็เป็นจุลินทรีย์จากภาคพื้นที่ค่อย ๆ ผลักดันกงล้อสนิมเขรอะใต้โบกี้ให้เคลื่อนไหวไปตามราง ก่อนจะไหลลงไปตามทางลาดชันด้วยความเร็วสูง!
.
"นั่นไงกูว่าแล้ว! หมอยูมิโกะเล่นกูอีกแล้ว เร็วไปแล้วเฮ่ย! อ๊ากกกกก! ยู่ฮู้สนุกจังโว๊ยยย!"
.
"อร๊ายยยยย ดรีมเวิร์ลไหมล่ะมึง! "
.
"กร๊ีดดดดดดด!"
.
เจฟเฟอร์ยังคงคิดว่านี่เป็นเรื่องสนุก เขาไม่สนใจฟังคำเตือนจากปากแพทย์หญิงผู้ซึ่งสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ สิ่งผิดพลาดที่หมอยูมิโกะกล่าวถึงนั้นน่ากลัวกว่าที่เขาคิดมาก ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าพวกมันตามติดเขาอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่เจ้าตัวก้าวเท้าเข้ามาในนี้แล้วยังไงล่ะ!
วังเวงเงียบเชียบราวกับป่าช้า อาคารสถาบัน BPI เป็นตึกที่สร้างขึ้นมาใหม่ และทั้งหมดที่เห็นอยู่ก็เป็นเพียงเทคโนโลยีสร้างภาพเสมือน ใต้ฝ่าเท้าที่พวกเขาเหยียบอยู่จึงไม่มีกระดูกของวีรชนคนบรรพบุรุษ จะมีก็แต่ร่างที่ละม้ายคล้ายศพของเด็ก ๆ จากทีมเฟอร์นันโดทั้ง 3 คน ที่มิอาจประเมินความเป็นคนที่คงเหลือได้."ฟู่~!"(ควันยังคงขึ้นโขมง).และคุณครูมนุษย์ลาวาก็เงียบกริบ ต่อด้วยการกระดิกมือเป็นสัญญาณให้ลูกศิษย์ทั้ง 2 ถอยฉากออกมาก่อน.แกเเดินเข้าไปเช็คร่างของอันธการผู้นอนคว่ำหน้าอยู่ใกล้สุด ด้วยความสัตย์จริงมองปราดเดียวก็รู้ว่าหมอนี่คือคนที่เก่งที่สุดในตี้ จัดการเขาได้คนอื่นก็ไม่ใช่งานยากอะไร ร่างจิ๋วดำเมือบของอันธการจึงถูกจับชูแขนขึ้นกลางอากาศ เครื่องออนิวแทร็ปคือเป้าหมายด้วยข้อมูลพิกัดในนี้จะทำให้ล่วงรู้ตำแหน่งของคนเป็นครูที่ซ่อนตัวอยู่ได้ ส่วนการจับแขนชูไว้ให้เรือนร่างห้อยต่องแต่งลงมา ก็มีเจตนาเพื่อจะโชว์ให้ลูกศิษย์ของตัวเองได้เห็น."ฉันจะฉีกแขนแกให้ขาดตามออนิวแทร็ปออกมาเลย ไอ้เด็กเหี้ย!".โรคจิตสัด ๆ กับเด็กก็ไม่เว้น แม้จะสลบไสลอยู่แต่เสียงกระดูกหัวไหล่ที่เริ่มเลือนลั่นก็ทำเอาเสียววาบไปทั้งย่าน
ฟ้าโล่งโปร่งสบายดินเรียบดั่งเม็ดทรายไร้อุปสรรค ว่าแต่มันหายไปไหน! ไอ้ก้อนหินลูกไฟที่พ่นออกจากปากราวกับแมกม่าเดือด ๆ นั่น มันพ่นไปไหนของมัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดหลังจากได้เห็นร่างกายของครูหัวเพลิงได้เปลี่ยนรูปร่างไป.แม่งเหมือนภูเขาไฟเวอร์ชั่นมีขาเนื้อตัวแตกกะเทาะล่อนเป็นกาบ ๆ ปากอ้ากว้างราวกับปากปล่อง แถมยังเดือดปุด ๆ ปะทุอยู่ตลอดเวลา จังหวะที่ครูโก่งตัวนี่ทุกคนรู้เลยว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้น เศษหินดินกรวดได้ผสมปนเปกับมวลไฟที่อยู่ภายในเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะพุ่ง ปุด!.. ปุด!.. ปุด!.. ปุด! ออกมารวดเดียวราวกับห่ากระสุน.เด็กฝั่งนั้นต่างพากันก้มหลบวิถี เช่นกันกับอันธการกับสกายด์ที่ก็ต่างย่อตัวให้ต่ำลง พยายามกางบาเรียผลึกให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วสกายด์ก็ถามขึ้น."มันยิงไปไหนอ่ะพี่อัน? พวกเราอยู่ทางนี้ไม่ใช่เหรอ?"."ไม่รู้ดิ? พลาดมั้ง! ก้อนแม็กม่านั่นถ้าโดนเข้าล่ะก็เราคงไม่รอด"อันธการตอบ.กระทั่งหันหลังกลับไปอีกทีถึงได้รู้ความจริงว่า ที่แท้มันไม่ได้ยิงขึ้นข้างบนหรือลงข้างล่าง แต่มันยิงแบบไซร้โค้งออกมาด้านข้างเพื่อหลบกำแพงบาเรียของสกายด์ต่างหาก.บางทีครูหัวเพลิงอา
"อืม.. ไม่เลวนี่ Not bad! , Not bad! at all"ลูบคางครึงปากคือพฤติกรรมที่เฟอร์นันโดแสดงออก เขายืนกอดอกอยู่บนเนินเขาเฝ้ามองเด็กในสังกัดจากระยะไกล เปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจอยู่ในที."อัธการดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วคงอยากจะพิสูจน์ตัวเอง งั้นก็จงแสดงออกมาเถอะไอ้หนู รอบตัวนายก็พี่น้องทั้งนั้น ฝั่งศัตรูก็ไม่เห็นจะสักเท่าไหร่"คุณครูพูดคนเดียวไม่ได้เหงาหรอก แต่ถ้าคิดอะไรที่มันปลุกใจขึ้นมาได้เฟอร์นันโดก็มักจะเผลอทำแบบนี้."ซึมมมม~!""จิ้ววว! , จิ้ววว! , ซึมมม~!""ตูมมมมม~!"."จิ้ววว! , จิ้ววว! , จิ้ววว!".เสียงระเบ็งเซ็งแซ่จากการปะทะกันดังก้องขึ้นมาถึงบนนี้ ฝ่าตีนที่รับน้ำหนักอยู่นี่ถึงกับสั่นโครม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่แง่งผาสั่นโยก ให้ตายเถอะนี่มันการต่อสู้ประเภทไหนกัน เกิดการเซอร์ไพรต์ขึ้นเล็กน้อยเจ้าตัวก็เลยต้องหลุบสายตาลงมามองข้อความบนออนิวแทร็ปเป็นการแก้เขิน."สกายด์ส่งข้อความมางั้นเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่?""อืม.. อืม.. อืม.. อ่าห๊ะ!""อืม.. ครูก็เห็นด้วยตามที่เธอบอกอยู่นะว่าตัวปัญหาของศึกนี้น่าจะเป็นไอ้คนที่เป็นครูของฝั่งโน้นนั่นแหละ มันไม่ยอมเบามือเลย ดูจากท่าทางการปล่อยหมัดกับออกอาวุธแล้ว
"เฮ๊ยยยย! , ย๊ากกกก!"."เปรี๊ยงงง!!!".เศษผลึกแตกกระจุยกระจาย อันธการสอดแขนพุ่งขึ้นมาราวกับลูกเจ๊ียบที่ทะยานตัวออกจากเปลือกไข่ เขาแหกปากตะโกนเพื่อเป็นการเสริมแรง เหยียดแขนถีบขากะเอาให้แม่งแตกออกทุกทิศทุกทางจะได้ลุกขึ้นได้ง่าย ๆ แล้วก็ทำได้จริง ๆ."เฮือกกก! ขอบใจมากสกายด์ช่วยฉันได้เยอะเลย"รุ่นพี่แห่งโลกวิญญาณพูดพลางเอื้อมมือมาตบที่ไหล่ ต่อด้วยการสืบเท้าขึ้นมายืนด้านหน้าพวกน้อง ๆ."เอ่อ..จะเอาเลยเหรอครับพี่อัน? พี่ไม่มีแผลหรือแตกหักตรงไหนบ้างเลยเหรอ?"สกายด์ชำเลืองสายตาถาม."กริ๊กกก! , กรุ๊บ! , กริ๊กกก!"."ไม่หรอกถ้าจะมีก็เห็นจะมีแต่ผลึกของนายที่ฉันเหยียบแตกไปเมื่อครู่ ฮึ่ยยย! นี่แหนะ!"."เปรี๊ยงงง!"ไม่มีปี่มีขลุ่ยมีแต่หลังตีนหนา ๆ ที่ตะบันเตะเข้าใส่เศษผลึกก้อนหนึ่งเต็มแรง หวังเป็นการเบิกทางการโจมตีให้แก่ฝั่งตนเอง.มันลอยแหวกอากาศด้วยพละกำลังที่แรงกว่าตอนที่สกายด์คอนโทรลถึง 3 เท่า มิหนำซ้ำทิศทางก็ตรงเป๊ะ อีกไม่ถึง 3 วิต้องตรงเข้าหน้าผาก ไอ้มนุษย์ไฟที่ยืนอยู่ตรงกลางเป็นแน่แท้.แต่แม่งพลาด!.จะเรียกว่าโดนหักหน้ายับเป็นหนที่สองติด ๆ กันก็คงไม่ผิด เพราะฝั่งนั้นแค่ขยิบตาการโจมตีแบ
เคยเห็นแต่คลื่นน้ำทะเลที่โถมเข้ามากระทบหาดทรายดังครืด ๆ เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่ได้เห็นคลื่นพลังเพลิงกับตาตัวเองเป็นครั้งแรก จากหนึ่งในสามต้องมีใครสักคนในนั้นที่ปล่อยมันออกมา เกลียวความร้อนหมุนวนตวัดตัวไต่เรี่ยมากับพื้นดิน พลันยกตัวเองขึ้นสูงเสียดฟ้า เตรียมจะโถมลงมากลบใส่อันธการ ที่เอาแต่ยืนนิ่งยอมรับชะตากรรมราวกับสารภาพบาป."ครืดดด.. ด.. ด.. ด! , ครืดดดด.. ด.. ด.. ด..!"."โถ่เอ๊ย! ไม่ทันแล้วสินะ เรามาได้แค่นี้เองเหรออันธการ"ตั้งคำถามกับตัวเองพลันแหงนหน้ามองเงาดำทะมึนจากเปลวเพลิงเหนือศีรษะ สาบานได้ว่าเจ้าตัวไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นปิดป้องเลยด้วยซ้ำ."ฟึมมม~! ม.. ม.. ม~!"."ฟีบบบ~~!"."เอ๋..อะไรอ่ะ? มอดไปเองเฉยเลยแฮะ?".ใช่อย่างที่เขาพูดดูเหมือนการพิพากษาจากเปลวไฟจะจบสั้นกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการมาถึงของเพื่อนร่วมทีมอย่างสกายด์และเรนโบว์ จากระยะไกลกว่า 20 เมตรแถว ๆ ตีนเขา ทันทีที่เห็นว่ารุ่นพี่ชักจะเสียท่า สกายด์จึงรีบส่งผลึกสีฟ้าอันเป็นพลังเฉพาะตัวของเขามุดแทรกลงไปใต้พื้นดิน พวกมันทั้งหลายพุ่งแหวกผ่านฐานล่างเสียดแทงเป็นกระสวยทะลุทะลวงสรรพส่ิง ก่อนจะโผล่พรวดขึ้นมาขวางกั้นม่านทะเลเพลิงจ
"ช่วยด้วย! , ช่วยฉันด้วย! , ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ววว~!".กระเสือกกระสนดิ้นทุรุนทุราย การเปล่งวาจาเช่นนี้ออกมาดั่งบอกเป็นนัยว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียว อันธการพลาดอีกจนได้ ความร้อนทารุณกรรมเขาแล็วก็เปรียบดั่งทวยเทพที่ไม่มีใครหน้าไหนโกหกได้ ตรงกับที่ครูฝั่งโน้นโม้ไว้จริง ๆ."หอมน่ารับประทานเชียวคุณผู้ชม~"คุณครูประชดแกยิ้มมุมปากออกมาพลางหลุบสายตาไปมองลูกศิษย์ทั้งคู่ ที่ต่างก็ออกอาการสะใจอยู่ในที เพียงแค่นี้การตายของเพื่อนก็ถูกชำละล้างแล้ว."หนูจะกินเขาให้พุงกางเลยค่ะ.."."ใช่! ผมก็เหมือนกัน เราไม่ได้กินเนื้อดี ๆ มาเป็นอาทิตย์แล้ว ตั้งแต่ที่ด็อกเตอร์ J ห้ามไม่ให้ใช้งานแอพสั่งอาหาร.."เด็กชายพูดเสริม เขาวางมือลงที่พุง พลันสัมผัสได้ถึงเนื้อหอม ๆ แสนอร่อยที่ส่งกลิ่นโชยมาเตะจมูก.อันธการตกอยู่ในสถานะคอขาดบาดตาย เขาได้ยินสิ่งที่พวกนี้ถ่มถุยออกมาทุกคำ แล้วก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นอาหารอันโอชะ คนปี้คนยังได้แล้วทำไมคนจะกินคนไม่ได้เล่า ตรรกะก็สมเหตุสมผลอยู่โลกยุคปัจจุบันก็ปาเข้าไปปี ค.ศ. 2078 เข้าไปแล้ว สมัยใหม่โลกใหม่ ชุดความคิดที่ว่าคนกินคนเป็นเรื่องของคนป่าล้าหลังจึง







