LOGINภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เชื้อไทยมาเต็ม ๆ เลยนะ” คนตัวเล็กยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ “ตามใจ” ทัศนัยปล่อยให้คนน้องทำตามใจตัวเองไป และเขาก็เพิ่งฉุกคิดได้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องมากังวลอะไรกับเรื่องของผู้หญิงคนนี้ เดิมทีความสัมพันธ์ของเราก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่ถูกชะตากันก็เท่านั้น มันควรจะเป็นแค่นั้นต่อไป... ระหว่างนั่งรอพนักงานมาเสิร์ฟออเดอร์ที่สั่งไป เขาก็ลอบมองหญิงสาวซึ่งกำลังหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง ทัศนัยเห็นท่าทางของคนตัวเล็กก็เลิกคิ้วมองคนน้องด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป จนเธอหันมามองเขาพร้อมทั้งยังยิ้มแหย ๆ ส่งมาให้ “มีอะไร” สุดท้ายเขาก็จำเป็นต้องถามออกไป เพราะเธอเล่นหันมาสบตากันแบบนี้ ถ้าไม่พูดอะไรสักอย่างก็คงได้นั่งจ้องตากันไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ “พี่นั่งรออยู่นี่ก่อนได้ไหม เดี๋ยวหนูมา” “จะไปไหน?” เขาเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ “ไปซื้อยางมัดผมค่ะ หนูลืมเอามาด้วย” ความสงสัยของเขาถูกคลี่คลายลงเมื่อได้ยินในสิ่งที่คนน้องบอก ที่แท้ก็หายางมัดผม “ไม่ต้อง รออยู่นี่แหละ” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ก่อนที่ร่างสูงจะลุกเดินออกไปจากร้านโดยไม่คิดอธิบายอะไรเพิ่มเติม ทำเอาหญิงสาวนั่งมองตามหลังไปตาปริบ ๆ เธอตามความคิดของคนพี่ไม่ค่อยทันสักเท่าไหร่ บทจะใจดีก็ทำตัวเหมือนผีเข้า บทจะเมินกันก็เมินจนน่าหมั่นไส้ ทว่าไม่กี่นาทีหลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินกลับเข้ามา ร่างสูงหย่อนกายนั่งลงที่เดิมนั่นก็คือฝั่งตรงข้ามกับคนตัวเล็ก ก่อนที่มือหนาจะยื่นยางรัดผมเส้นสีขาวที่ตกแต่งด้วยลูกปัดไข่มุกให้กับหญิงสาว “หือ? อ้อ ขอบคุณค่ะ เท่าไหร่เหรอ เดี๋ยวหนูโอนให้” กรรณิการ์มองยางรัดผมที่ถูกยื่นมาตรงหน้าสลับมองใบหน้าหล่อของทัศนัย ก่อนจะเข้าใจความหมายของเขา เธอเอ่ยขอบคุณพร้อมทั้งรับยางมาจากมือหนา ก่อนจะนำมารวบมัดเรือนผมสีบลอนด์ทองของตนเองขึ้นเป็นหางม้าลวก ๆ อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเขาตั้งใจเลือกยางรัดผมเส้นนี้มาให้เข้ากับสีเสื้อของเธอหรือเปล่า พอคิดแบบนั้นริมฝีปากอิ่มสวยก็พลันระบายยิ้มออกมาอย่างขัดเขิน “ไม่ต้อง” แต่เขากลับตอบปัดเสียงเรียบ “แต่ว่า...” “ขออนุญาตเสิร์ฟนะคะ” ไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยค้าน เสียงของพนักงานสาวดังขึ้นพร้อมกับเซ็ตเนื้อที่ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะ กรรณิการ์จึงเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้าแทน จนไม่ทันได้เห็นว่าแววตาของชายหนุ่มรุ่นพี่ยามนี้กำลังมองมาที่เธอแบบไหน ทั้งสองคนใช้เวลาจัดการชาบูหม่าล่าอยู่ราว ๆ หนึ่งชั่วโมง จนกระทั่งคนตัวเล็กแต่กินจุอิ่มหนำ เธอก็เป็นฝ่ายอาสาจ่ายค่าอาหารมื้อนี้เอง ทัศนัยเดินตามคนน้องออกมาจากร้าน แล้วเดินเข้าออกโซนนั้นร้านนี้ไปเรื่อย ๆ จนอาหารเริ่มย่อย หญิงสาวจึงหันมาถือวิสาสะคว้าข้อมือเขาไปจับ แล้วพาเดินเข้าร้านไอศกรีมแบรนด์ดังไปทั้งอย่างนั้น “กระเพาะเธอมันจุได้ขนาดไหนกันเนี่ย” เขาอดถามไม่ได้ ตัวก็แค่นิดเดียวแต่กินจุจนเขาที่เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ยังต้องขอยอมแพ้ น่าแปลกที่เธอยังหุ่นฟิตเฟิร์มไร้ไขมันส่วนเกินได้แบบนี้ “หยาบคายมากคำถามนี้ พี่สั่งสิ วันนี้หนูเลี้ยงเต็มที่เลย แทนคำขอบคุณน่ะ” กรรณิการ์ย่นจมูกน้อย ๆ ก่อนจะบอกให้เขาสั่งเมนูของตัวเองด้วย “ฉันไม่ชอบกินไอศกรีม” เขาปฏิเสธออกไปตามตรง “อ้าว ทำยังไงดีล่ะ...” ใบหน้าสวยดูหงอยลงเล็กน้อย ผิดที่เธอเองที่ลืมถามเขาก่อน “เธอก็กินไปสิ เดี๋ยวฉันนั่งรอ” ทัศนัยว่าพลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วยกแขนขึ้นนั่งกอดอกมองอีกคนนิ่ง ๆ “จริงนะ ถ้าอย่างนั้นหนูไม่เกรงใจแล้ว” กรรณิการ์ตาวาวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเขาบอกอย่างนั้น หญิงสาวเผลอยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้เขาเห็นมาก่อน ภาพนั้นทำเอาทัศนัยลืมตัว จับจ้องรอยยิ้มสดใสนั้นจนส่งผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ที่เต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และเหมือนว่าเขาก็จะเพิ่งรู้ตัวว่า ตอนนี้บรรยากาศระหว่างเขาและเธอมันต่างออกไปจากเดิมมาก มากชนิดที่ว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เขาเหมือนกำลังพาแฟนสาวมาเดต นั่งมองเธอเลือกเมนูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แก้มเนียนขยับยกขึ้นตามมุมปากสวยจนขึ้นเป็นเส้นขีดหนวดแมวเล็ก ๆ กรรณิการ์เรียกพนักงานมารับออเดอร์ไอศกรีมของตัวเอง โดยที่แอบสั่งน้ำผลไม้มาให้ชายหนุ่มด้วย เห็นคนโตกว่านั่งจ้องตัวเองไม่ละสายตา กรรณิการ์ก็เริ่มประหม่าขึ้นมา เธอพยายามไม่สบตาเขา แล้วทำทีมองบรรยากาศรอบ ๆ ร้านไปเรื่อย ถูกคนหล่อจ้องนาน ๆ ใครทนไหวก็ทนไปเถอะ เธอทนไม่ไหวหรอก ใจสั่นมือสั่นไปหมดแล้ว กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็น กรรณิการ์เที่ยวสนุกจนลืมดูเวลา มารู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าด้านนอกก็อาบย้อมด้วยสีส้มแสดไปแล้ว “กลับกันเถอะค่ะ” เสียงหวานเอ่ยบอกคนที่เดินอยู่ข้างกัน “เธอกลับยังไง” จริง ๆ เขาอยากถามด้วยว่าเมื่อเช้าเธอมายังไงด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าถามไปก็คงไม่พ้นถูกเด็กแสบนี่ล้อเลียนไม่หยุด “ถามแบบนี้อยากไปส่งหนูเหรอคะ” กรรณิการ์เงยหน้ามองคนโตกว่าพร้อมทั้งอมยิ้มมองเขาด้วยสายตาหยอกล้อ นั่นยังไง ไม่ผิดจากที่เขาคิดเลยสักนิด ทัศนัยกระแอมเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะตีหน้านิ่งแล้วพูดใหม่ว่า “มันเย็นแล้ว เธอจะกลับยังไง” เขาไม่หันไปสบตาหญิงสาว แต่เลือกที่จะเดินขนาบข้างเธอไปเรื่อย ๆ โดยที่ชะลอฝีเท้าให้อยู่ในระดับเดียวกันกับคนน้อง คนถูกถามกลั้นยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เธอรับรู้ถึงการกระทำเล็กน้อยของเขา เพราะเคยเห็นเวลาที่แด๊ดทำกับมัมของเธอบ่อย ๆ ครอบครัวของเธอนับว่ามีพ่อและแม่เป็นต้นแบบของการเลือกคนรัก แม้ว่าแรกเริ่มพวกท่านจะไม่ได้เริ่มต้นได้สวยหรูสักเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันพวกท่านก็เป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารักมาก ๆ จนเธอเองก็ใฝ่ฝันว่าสักวันคงจะได้เจอผู้ชายที่พร้อมจะรักและเอาใจใส่เธอเหมือนที่เธอได้รับจากครอบครัว “หนูยังไม่แน่ใจเลยค่ะ คงเรียกรถกลับล่ะมั้ง” หมายถึงเรียกรถจากที่บ้านมารับน่ะ ซึ่งเธอไม่ได้โกหกเขา แค่บอกไม่หมดก็เท่านั้นเอง “อันตราย” ทัศนัยขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบจากคนเด็กกว่า “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ หรือพี่ไทม์จะไปส่งหนู?” “อืม งั้นรออยู่นี่ เดี๋ยวไปเอารถมารับ” เขาบอกเมื่อเราทั้งสองเดินลงมาจนถึงประตูทางออกผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนในครอบครัวเธอเมื่อไหร่ ได้เจอคุณหนูกรีนเวอร์ชั่นนางมารอย่างแน่นอน คงต้องขอบคุณวีรกรรมต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างสรรค์ไว้ เพราะเพียงแค่ขู่ไปเท่านั้น บรรดาบอดี้การ์ดที่คอยดูแลเธอก็รับคำเป็นอย่างดี กรรณิการ์กลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์เมื่อวานในช่วงบ่ายแก่ แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ได้เห็นว่าคุณากร เพื่อนสนิทหนุ่มของเธอนั้นถูกพี่สาวเธอพาเข้ามาวัดตัวที่นี่ ดูท่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงไม่ธรรมดา ว่ากันตามตรงเธอเองก็พอจะเดาออกจากการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเองอยู่บ้าง คุณากรดูสนใจพี่สาวของเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าคุณากรคงแค่ชอบเพราะพี่เธอสวย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะ ติ๊ง! Ttime : หายดีแล้ว? กรรณิการ์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตอบกลับอีกฝ่าย
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันน่าปวดหัวไปมากกว่านี้ กรรณิการ์จึงขอให้รุ่นพี่หนุ่มมาส่งที่หอของลลิตาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ระหว่างทางภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หญิงสาวแอบชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็นระยะ เธอรู้สึกขอบคุณเขาสำหรับเรื่องในครั้งนี้มากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนเองไปด้วย จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอไปก่อกวนตามแกล้งทำตัววุ่นวายใส่เขาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่คนพี่กลับไม่คิดปล่อยผ่านตอนที่เห็นเธอโดนทำร้าย แถมยังอาสามาส่งกันอีก แม้จะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจจนไม่สนสี่สนแปดขนาดนั้น ทุกครั้งที่กลั่นแกล้งเขาเธอก็พยายามไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป ส่วนเรื่องแหวนเธอไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไว้นานนัก แค่คิ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะ







