Masukตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน
ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะขอให้พี่สาวช่วยไปส่งเพื่อนสนิทให้ ร่างเล็กลงมายืนอยู่บนบาทวิถี รอจนรถยุโรปคันหรูของกุลนิภาเคลื่อนตัวออกไปแล้ว จึงหมุนกายเดินย้อนกลับไปยังร้านหนังสือที่เลยผ่านมาเล็กน้อย ประตูร้านถูกเปิดเข้าไปพร้อมกับที่กรรณิการ์สอดส่องสายตามองหาคนที่ทำให้เธอกระโดดลงมาจากรถ เพื่อมาหาเขาโดยเฉพาะ จนในที่สุดก็พบตัวเป้าหมายของเธอ “อ่านอะไรเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินเข้ามาประชิดกายสูงจากด้านหลัง ทัศนัยพลันชะงักมือที่กำลังเปิดหน้ากระดาษหนังสืออยู่ลง แล้วขมวดคิ้วมุ่นเมื่อจำเสียงอันน่ารำคาญนี้ได้ “ยุ่ง” เขาตอบกลับเสียงห้วน ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาแล้วเดินไปยังเคาท์เตอร์คิดเงิน “นี่พี่ไทม์ เมินหนูบ่อยจังเลยนะ” กรรณิการ์ยังคงเดินตามหลังเขาไปติด ๆ เห็นชายหนุ่มเริ่มมีท่าทีหงุดหงิด เธอก็รู้สึกชอบใจไม่น้อย ผู้ชายนิ่ง ๆ เวลาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วมันดูกร้าวใจจนเธอนึกอยากแกล้งให้เขาหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม “เล่มนี้เท่าไหร่ครับ” ทว่าเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเธอสักนิด ทัศนัยวางหนังสือที่เขาต้องการลงบนเคาท์เตอร์แคชเชียร์แล้วหยิบกระเป๋าเงินออกมาเตรียมจ่ายค่าหนังสือ ทว่า... “ตัดเงินผ่านบัตรนี้ได้เลยค่ะ” กรรณิการ์ขยับแทรกตัวเข้ามายืนด้านหน้าเขา แล้วยื่นแบล็คการ์ดให้พนักงานคิดเงิน “หยุดวุ่นวายได้แล้ว” เขาเอ่ยเสียงขุ่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อพนักงานรับบัตรจากมือเรียวของคนตัวเล็กไปจัดการคิดเงินแล้ว “ไม่ได้วุ่นวายสักหน่อย กรีนก็แค่อยากจ่ายให้น่ะ” หญิงสาวรับถุงสินค้ามาจากพนักงานก่อนยื่นมันให้กับชายหนุ่มรุ่นพี่ “ฉันจะคืนให้” เขากล่าวเสียงเข้มขึ้น “ทำไงดี กรีนไม่อยากได้เงินค่ะ ขอเป็นหอมแก้มสักทีแทนได้ไหมคะ?” คนตัวเล็กทำทีเอ่ยเสียงใส แล้วขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงมากขึ้น แต่ก็ต้องหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเมื่อชายหนุ่มยกมือขึ้นมาดันหน้าผากเธอออกห่าง แล้วรีบเดินเลี่ยงออกมาจากร้านหนังสืออย่างเร่งรีบ เพราะคำพูดเมื่อครู่ของหญิงสาวมันส่งไปถึงพนักงานซึ่งยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ เขาจึงถูกมองด้วยสายตากรุ้มกริ่มจนรู้สึกอับอาย ร่างสูงรีบก้าวยาว ๆ ออกมาโดยไม่รอให้คนตัวเล็กได้เดินตามทัน “พี่ไทม์รอก่อนสิ” กรรณิการ์เอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังจากดาวอังคารก็รู้ว่ากำลังกวนประสาทเขาอยู่ แต่ทว่าในตอนที่ร่างเล็กยังไม่ทันได้ระวังตัวนั้น พรึ่บ! “อีกรีน!” เสียงแหลมซึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้เจ้าของชื่อหันไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องรีบหลับตาลงเมื่ออีกฝ่ายสาดน้ำใส่หน้าเธอ จนเสื้อผ้าและถุงหนังสือที่อยู่ในมือเปียกชุ่มเหนียวเหนอะไปหมด เพราะน้ำที่ฝ่ายนั้นใช้สาดใส่เป็นน้ำหวาน ทำเอาใบหน้าของกรรณิการ์เย็นวาบไปชั่วครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้หายมึนงง เรือนผมสีบลอนด์ทองก็ถูกจิกกระชากจนร่างเล็กแทบหงายหลัง ตามมาด้วยแรงปะทะจากฝ่ามือที่ฟาดเข้าใส่ซีกหน้าด้านซ้ายของเธอเต็ม ๆ เพี๊ยะ! “อึก โอ๊ย!” เสียงหวานร้องออกมาด้วยความตกใจ ความรู้สึกปวดหนึบปนชาเล็กน้อยทำเอาหญิงสาวเผลอกัดฟันข่มความเจ็บปวดนี้เอาไว้ ทัศนัยซึ่งเดินเกือบถึงรถของตัวเองก็พลันได้ยินเสียงความวุ่นวายนั้นเข้า เขารีบหันกลับไปมองเพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น แล้วก็ไม่ผิดคาดเลยสักนิด เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน “หยุด!” เสียงทุ้มตวาดลั่นเมื่อผู้หญิงแปลกหน้าอีกคนทำท่าจะฟาดฝ่ามือใส่กรรณิการ์อีกหน เมื่อเข้าประชิดตัวหญิงสาวได้เขาก็รีบคว้าร่างเล็กมายืนหลบอยู่ด้านหลังทันที มือที่จับแขนเล็กเอาไว้สัมผัสได้ถึงอาการสั่นของคนตัวเล็ก ทัศนัยหันกลับมามองคนน้องซึ่งมุมปากแตกนิด ๆ ด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง “หลบไป ฉันจะตบอีกะxรี่นี่ให้หน้าแหกสักที” อีกฝ่ายหวีดร้องเสียงดังไม่แพ้กัน ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมองอย่างให้ความสนใจ “ฉันไปทำอะไรให้เธอตอนไหน” กรรณิการ์โพล่งถามขึ้นบ้าง เธอมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้เจ้าตัวตอนไหนกันแน่ “ตอแหล! เพราะมึงพี่เบสถึงได้ทิ้งกู!” คนถูกถามหวีดเสียงแสบแก้วหูสวนกลับมา แล้วทำท่าจะพุ่งมาใส่เธออีกหน “ถ้ากล้าแตะต้องคนของผมอีกแม้แต่นิดเดียว คุณได้ไปนอนคุกแน่” เสียงทุ้มของทัศนัยกดต่ำลงเป็นเชิงบอกว่าเขาเอาจริง แม้จะไม่ชอบหญิงสาวจอมวุ่นวายสักเท่าไหร่ แต่เห็นเธอถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา เขาก็ไม่อาจใจดำเดินหนีไปเฉย ๆ ได้ลงคอ “แล้วแกมายุ่งอะไรด้วย อ๋อ หรือเป็นผัวใหม่มันล่ะ” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยถามอย่างหยามเหยียด กรรณิการ์ยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เบสถาปัตย์ปีสี่คนนั้นน่ะเหรอ” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “เออ! คนที่มึงเปย์เป็นแสนนั่นแหละ ผัวกู!” ความจริงที่ได้ยินทำเอากรรณิการ์ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอเงยหน้ามองสบตาชายหนุ่มซึ่งมองมาด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบา ๆ “ฉันเลิกคุยกับเขาตั้งนานแล้ว แล้วอีกอย่างตอนนั้นที่ฉันรู้เขาไปมีอะไรกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ฉัน” เสียงหวานตอบกลับตามจริง “ไม่จริง มึงสร้างเรื่องตอแหลทั้งนั้น” “เจน หยุดเถอะคนมองเต็มแล้ว” พลันเสียงของหญิงสาวอีกคนก็ดังขึ้น พร้อมทั้งเจ้าตัวยังรีบวิ่งเข้ามาจับแขนของหญิงสาวที่ชื่อเจนเอาไว้ด้วย “อ้าว เป็นเพื่อนกันหรอกเหรอ เหอะ!” กรรณิการ์มองหน้าคนทั้งสองสลับกันแล้วแค่นหัวเราะออกมา “อะไรของแก” หญิงสาวที่ชื่อเจนหันมองมาด้วยสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัย “ก็ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอนั่นไง คนที่ผัวเธอไปมีอะไรด้วยน่ะ” นิ้วเรียวชี้ไปยังผู้หญิงที่เข้ามาใหม่ “ดะ เดี๋ยวสิ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเธอจะมาใส่ร้ายฉันแบบนี้ไม่ได้นะ” ฝ่ายซึ่งถูกพาดพิงรีบร้อนปฏิเสธเป็นพัลวัน “นั่นสิ แกอย่ามาใส่ร้ายเพื่อนฉันนะ” “เหรอ ถ้าอย่างนั้นเธอจะสารภาพเอง หรือให้ฉันปล่อยคลิปดีล่ะ” กรรณิการ์เหยียดยิ้มพลางยกมือถือขึ้นส่ายไปมาเบา ๆ “รู้ใช่มั้ย ว่าฉันไม่เคยกล่าวหาใครลอย ๆ น่ะเดียร์” เธอเอ่ยชื่อของผู้หญิงคนนั้นออกมา ส่งผลให้ฝ่ายนั้นเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เรื่องนี้เธอให้คนของพี่ชายช่วยสืบให้ตั้งแต่เริ่มตงิดใจแล้วว่าผู้ชายที่ชื่อเบสกำลังหลอกเธออยู่ “จะ เจน ฉันขอโทษ...” ผู้หญิงชื่อเดียร์เอ่ยเสียงแผ่ว อีกทั้งยังไม่กล้าสบตาเพื่อนของตัวเองอีกด้วย “ทะ ทำไมมึงทำกับกูแบบนี้วะ นั่นผัวกูนะ” เจนหันกลับไปมองเพื่อนสาวแล้วถามขึ้นเสียงสั่น เมื่อนั้นกรรณิการ์จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเวรตามกรรม “ขอบคุณนะคะ” เธอหันมากล่าวขอบคุณชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยอย่างซาบซึ้ง ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะต้องรีบหุบลงทันทีเมื่อความเจ็บแล่นปราดไปทั่วทั้งซีกหน้าฝั่งที่โดนตบ “ไปหาหมอหน่อยไหม” เขาถามเสียงเรียบ ทว่าหัวคิ้วเข้มนั้นกลับขมวดมุ่น “แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าหนังสือเปียกหมดแล้วอ่ะ” เธอว่าพลางชูถุงพลาสติกที่ใส่หนังสือขึ้นให้เขาดู “ช่างมัน” “งั้นกรีนไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวซื้อให้ใหม่” กรรณิการกำลังจะหมุนตัวเดินออกมา แต่ก็ถูกสัมผัสอุ่น ๆ จากมือหนาซึ่งยื่นมาจับข้อมือรั้งเอาไว้ “เดี๋ยวไปส่ง” ทัศนัยเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะจูงมือคนตัวเล็กให้เดินตามกันไปยังรถของตัวเองผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนในครอบครัวเธอเมื่อไหร่ ได้เจอคุณหนูกรีนเวอร์ชั่นนางมารอย่างแน่นอน คงต้องขอบคุณวีรกรรมต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างสรรค์ไว้ เพราะเพียงแค่ขู่ไปเท่านั้น บรรดาบอดี้การ์ดที่คอยดูแลเธอก็รับคำเป็นอย่างดี กรรณิการ์กลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์เมื่อวานในช่วงบ่ายแก่ แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ได้เห็นว่าคุณากร เพื่อนสนิทหนุ่มของเธอนั้นถูกพี่สาวเธอพาเข้ามาวัดตัวที่นี่ ดูท่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงไม่ธรรมดา ว่ากันตามตรงเธอเองก็พอจะเดาออกจากการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเองอยู่บ้าง คุณากรดูสนใจพี่สาวของเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าคุณากรคงแค่ชอบเพราะพี่เธอสวย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะ ติ๊ง! Ttime : หายดีแล้ว? กรรณิการ์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตอบกลับอีกฝ่าย
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันน่าปวดหัวไปมากกว่านี้ กรรณิการ์จึงขอให้รุ่นพี่หนุ่มมาส่งที่หอของลลิตาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ระหว่างทางภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หญิงสาวแอบชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็นระยะ เธอรู้สึกขอบคุณเขาสำหรับเรื่องในครั้งนี้มากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนเองไปด้วย จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอไปก่อกวนตามแกล้งทำตัววุ่นวายใส่เขาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่คนพี่กลับไม่คิดปล่อยผ่านตอนที่เห็นเธอโดนทำร้าย แถมยังอาสามาส่งกันอีก แม้จะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจจนไม่สนสี่สนแปดขนาดนั้น ทุกครั้งที่กลั่นแกล้งเขาเธอก็พยายามไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป ส่วนเรื่องแหวนเธอไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไว้นานนัก แค่คิ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะ







