Masuk“ไม่เป็นไรหรอกน่า พี่ไทม์เขาอยากให้ฉันนั่งใกล้นี่นา ฉันฝากแกซื้อข้าวด้วยสิ เอากระเพราหมูกรอบไม่เผ็ดเหมือนเดิมเลย” สาวลูกครึ่งเอ่ยบอกกับเพื่อนสนิทด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ซึ่งคุณากรที่ลอบมองอยู่ ก็แอบอยากดุเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดว่า ถึงบ่นไปเพื่อนสาวตัวดีก็คงไม่ยอมฟังอยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร ออกมา แต่เลือกที่จะเดินไปซื้อข้าวกับลลิตาด้วยกันสองคนแทน
“น้องกรีนสนใจเพื่อนพี่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ พี่ไม่เห็นมันจะมีอะไรน่าสนใจเลยนะ นิ่งเหมือนรูปปั้นขนาดนี้” พอมีโอกาสพชรก็ชิงถามรุ่นน้องสาวคนสวยในทันที
เขาไม่ได้อิจฉาเพื่อนแต่อย่างใด เพียงแค่อยากใส่ใจเรื่องของเพื่อนก็เท่านั้น
“แรก ๆ กรีนก็สนใจที่หน้าตาก่อนน่ะค่ะพี่พอร์ช แต่ว่าตอนนี้ก็คงต้องค่อย ๆ ดูไปก่อน ยังมีอีกหลายอย่างที่กรีนยังไม่เคยเห็น คงต้องรอให้พี่ไทม์ถอด อุ้ย หมายถึงเปิดเผยออกมาให้ดูค่ะ”
กรรณิการ์ตอบกลับหนุ่มรุ่นพี่อย่างเป็นกันเอง โดยเธอจงใจพูดประโยคเหล่านี้ให้เพื่อน ๆ ของเขาได้คิดจินตนาการไปเรื่อย และแน่นอนว่ามีเจตนาจะก่อกวนคนที่นั่งอยู่ข้างกันไปพร้อม ๆ กัน
จากแชตกลุ่มมหา’ลัยเมื่อเช้านี้ ก็ทำให้เธอได้รู้ชื่อของพวกเขาทุกคน เพราะทั้งกลุ่มของทัศนัยนั้นนับว่าแต่ละคนนั้นหน้าตาดีกินกันไม่ลงเลยจริง ๆ แถมยังมีเสน่ห์แตกต่างกันไป
พชรจะมีเสน่ห์ของความเป็นเพลย์บอย ปากหวานเจ้าคารม เล่นหูเล่นตาเก่งจนสาว ๆ ต่างหลงใหล
ส่วนศุภวิชญ์นั้นเป็นหนุ่มเนิร์ดดูนุ่มนิ่ม บุคลิกคล้ายกันกับคุณากรเพื่อนของเธอ แต่รุ่นพี่คนนี้ออกแนวละมุนหลอกตาเสียมากกว่า เธอเองก็เคยชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงของเขาผ่านหูมาอยู่บ้าง
และคนสุดท้ายทัศนัยหรือก็คือเป้าหมายของเธอ เขาเป็นคนที่นิ่งและสุขุมกว่าคนอื่น ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา มนุษย์สัมพันธ์ค่อนข้างติดลบ แต่เขากลับมีเสน่ห์ที่น่าค้นหากว่าใคร ๆ
นั่นก็เพราะใบหน้าของเขามันดึงดูดสายตา ไม่ค่อยเปิดเผยสิ่งใดให้ใครรับรู้ จึงทำให้ใครหลายคนอาจจะอยากล้วงดูข้างในของเขามากกว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่ม
ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หากพวกเขาจะถูกนำไปพูดถึงในวงสนทนาของสาว ๆ ที่ชื่นชอบผู้ชายหล่อ
พชรได้ยินอย่างนั้นก็ยกยิ้มชอบใจ ดูท่าแล้วเพื่อนเขาคงรอดยากจริง ๆ สมแล้วที่กรรณิการ์ถูกยกขึ้นเป็นสาวฮอตที่ผู้ชายต่อคิวรอจีบไม่เว้นว่าง
ก็เธอเล่นมีลูกล่อลูกชน แถมยังหว่านเสน่ห์เก่งแบบนี้ เขาคงทำได้เพียงเอาใจช่วยเพื่อนของเขาให้มันลืมหูลืมตามองสาวสวยข้างกายบ้าง ก่อนที่จะมีใครมาชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
“อย่างน้อยไอ้ไทม์ก็ยังดูเป็นคนดีนะพอร์ช ไม่เหมือนมึง” ศุภวิชญ์ที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ้าง
“กูทำไมวะไอ้เซนต์มึงพูดให้เคลียร์ดิ๊” พชรหันไปถามเอาเรื่องคนที่นั่งอยู่ข้างกันแทน
“เหี้ย”
แน่นอนว่าสโลแกนกลุ่มพวกเขาคือ เล่นกันเองเจ็บน้อยสุด
“คิกคิก ขอโทษค่ะ” กรรณิการ์ที่นั่งมองทั้งสองเถียงกันก็หลุดหัวเราะออกมาให้กับคำพูดหยอกล้อของพวกเขา
เพื่อนของทัศนัยดูน่ารักดีเวลาที่ต่อล้อต่อเถียงกัน จะมีก็แต่เจ้าตัวที่เอาแต่นั่งปั้นหน้านิ่งแถมยังหยิ่งใส่เธอตลอดเวลาอีก
กระทั่งคุณากรและลลิตาเดินกลับมาพร้อมกับจานข้าวในมือ เธอจึงหยุดก่อกวนเขาแล้วหันมานั่งทานอาหารดี ๆ เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะหมดเวลาพักแล้ว
บรรยากาศบนโต๊ะเป็นไปอย่างครึกครื้น เพราะกลุ่มของกรรณิการ์เข้าขากับรุ่นพี่หนุ่มทั้งสองคนอย่างพชรและศุภวิชญ์ได้ดีเกินคาด
ส่วนคนที่ยังไม่มีปากเสียงออกมาสักคำก็ทำเพียงนั่งมองอยู่เงียบ ๆ ทัศนัยรู้สึกว่าเปิดเทอมมาแค่สองวัน แต่ชีวิตของเขากลับดูวุ่นวายมากเกินไป
เขาไม่ใช่คนใจแคบอะไร แต่กับหญิงสาวซึ่งนั่งเบียดอยู่ข้างกายนั้นต่างจากคนอื่น ๆ
เพราะเขารู้ว่าเธอจงใจมาก่อกวน และยึดแหวนเอาไว้เพื่อที่จะได้เอาไว้ต่อรองกับเขาไปเรื่อย ๆ
ทัศนัยไม่ได้สบายใจที่ของสำคัญของตัวเองไปอยู่ในมือของคนอื่น แต่อย่างน้อยก็ยังห่วงน้อยกว่าการที่มันหายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
“กูอิ่มแล้ว” ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนแล้วหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา พร้อมกันนั้นก็หยิบจานข้าวของตัวเองเพื่อจะนำไปคืนร้านค้าด้วย
“จะรีบไปไหนวะ วันนี้เราไม่มีเรียนต่อแล้วนะ” พชรถามคนที่เตรียมตัวจะเดินออกไปด้วยความสงสัย
นั่งเงียบเป็นป่าสากมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ ก็จะชิ่งหนีเพื่อนแบบนี้เป็นใครจะไม่งงบ้าง
“นั่นดิ ไหนบอกว่าจะรอไปนั่งอ่านหนังสือกับพวกกู” ศุภวิชญ์ถามขึ้นบ้าง
“จะไปเข้าห้องน้ำ จะไปด้วยมั้ยล่ะ?”
“ไปค่ะ”
“กรีน!” คุณากรและลลิตาเอ่ยประสานเสียงกันขึ้นมาทันที
“อะไรอ่า...”
ทัศนัยเหลือบสายตามองคนเด็กกว่าด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะรีบก้าวยาว ๆ ออกไปจากโต๊ะทันที
ชายหนุ่มเดินออกมาจากโรงอาหารหลังจากนำจานไปคืนร้านค้าแล้วเรียบร้อย เขากำลังจะเดินไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่ข้างตึกคณะ แต่ทว่า...
ปึก!
“โอ๊ย! จะหยุดทำไมไม่บอกกันก่อน” เสียงหวานบ่นอุบเมื่อจู่ ๆ คนที่เดินอยู่ก็หยุดฝีเท้าลง จนเธอไม่ทันตั้งตัวแล้วชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างเข้าอย่างจัง
คนอะไรหน้านิ่งเหมือนรูปปั้นไม่พอ ตัวยังแข็งเหมือนก้อนหินอีก
กรรณิการ์ลอบบ่นอีกคนอยู่ในใจ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ ก่อนจะเหลือบเห็นคราบรองพื้นที่เคยอยู่บนหน้าเธอไปติดอยู่บนเสื้อของเขาเรียบร้อยแล้ว
แล้วทำไมต้องเกิดแค่กับเธอด้วยล่ะ!?
“จะตามมาทำไม” ทัศนัยหันกลับมามองคนที่เดินตามติดเขาเป็นเงาแล้วถามอย่างไม่เข้าใจ
เขาตามความคิดของยัยเด็กลูกคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้ไม่ทันจริง ๆ
คนถูกถามเงยหน้ามองสบตากับคนโตกว่า ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอกแล้วตอบคำถามนั้นของเขากลับไป ด้วยน้ำเสียงที่เธอมักใช้เวลาล่อลวงใครสักคนให้ตกบ่วงเสน่ห์
“ก็กรีนกำลังตามจีบพี่ไทม์อยู่ไงคะ เห็นพี่ไทม์บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ กรีนก็เป็นห่วงกลัวพี่จะโดนฉุดเลยตามมาด้วย” ใบหน้าสวยเอียงมองเขาพลางยกยิ้มหวานละมุน
จะว่าไปถึงเขาจะดูน่าหมั่นไส้ไปสักหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าใบหน้าของเขามันเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจชั้นดีจริง ๆ นั่นแหละ
แต่เธอจะมาสะดุดขาตัวเองตกหลุมพรางความหล่อของเขาไม่ได้สิ
มือหนายกขึ้นดันแว่นสายตาให้กลับเข้าที่ แล้วมองใบหน้าของหญิงสาวลูกครึ่งตรงหน้านิ่ง ๆ
“หยุดตามฉันได้แล้ว ทำแบบนี้มันดูเหมือนโรคจิต” เขาว่าเสียงเรียบ
“แต่โรคจิตสวย ๆ แบบหนูก็หายากอยู่นะคะ” เมื่อได้ต่อปากต่อคำกับเขา เธอก็เริ่มหลงลืมตัวใช้แทนสรรพนามตัวเองว่า ‘หนู’ แบบที่น้อยครั้งนักจะใช้แทนตัวเองกับใคร ยกเว้นคนในครอบครัว
ทัศนัยเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับความมั่นใจอันเหลือล้นของหญิงสาวขึ้นมาบ้างแล้ว
สวยไม่สวยแล้วยังไง โรคจิตก็คือโรคจิตอยู่ดี
“เลิกวุ่นวายกับฉันแล้วเอาแหวนคืนมาได้แล้ว เธอควรเอาเวลาที่มาตามวอแวฉันไปตั้งใจเรียนมากกว่านะ” เขาเอ่ยด้วยท่าทีเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
แต่คนถูกตักเตือนกลับยิ้มหน้าระรื่น แล้วขยับเข้ามายืนชิดร่างสูงใหญ่ของเขามากกว่าเดิม จนร่างกายส่วนหน้าแทบจะแนบชิดกัน
“เรียนไม่จบก็ไม่เป็นไรค่ะ พอดีบ้านรวย พ่อแม่ยินดีเลี้ยงตลอดชีวิตอยู่แล้ว หรือพี่ไทม์สนใจรับหนูไปเลี้ยงไหมคะ” เสียงหวานในท้ายประโยคจงใจเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
ได้เห็นแววตาวูบไหวของเขาแล้วกรรณิการ์ก็นึกพอใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนทัศนัยนั้นนึกหน่ายใจมากขึ้นทุกที พูดอะไรไปเธอก็เถียงกลับทุกคำทำเอาเขาจนใจที่จะคุยกับเธอต่อแล้ว
ผู้หญิงน่ารำคาญแบบนี้มีอะไรให้ผู้ชายครึ่งค่อนมหา’ลัยหลงกันนักหนา เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
มือหนากระชับสายกระเป๋าสะพายข้างแน่นขึ้น แล้วก้าวเท้าเข้าหาคนตัวเล็กอีกหนึ่งก้าว จนช่องว่างที่เคยมีแทบจะหายไปจนหมด
“แล้วอย่าหาว่าฉันใจร้ายล่ะ ระวังความรู้สึกของเธอเอาไว้ด้วย”
ทัศนัยเอ่ยทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนกายเดินออกมาทันที หลงเหลือไว้เพียงกลิ่นอายของเขาที่ยังคงเจือจางอยู่ในอากาศ
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนวูบไหวไปเล็กน้อยหลังฟังประโยคนั้นจบ กลิ่นอายของเขายังคงติดตรึงไม่จางหาย ทำเอาคนที่เป็นฝ่ายพุ่งชนก่อนอย่างเธอแอบใจสั่นไปวูบหนึ่ง
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนในครอบครัวเธอเมื่อไหร่ ได้เจอคุณหนูกรีนเวอร์ชั่นนางมารอย่างแน่นอน คงต้องขอบคุณวีรกรรมต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างสรรค์ไว้ เพราะเพียงแค่ขู่ไปเท่านั้น บรรดาบอดี้การ์ดที่คอยดูแลเธอก็รับคำเป็นอย่างดี กรรณิการ์กลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์เมื่อวานในช่วงบ่ายแก่ แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ได้เห็นว่าคุณากร เพื่อนสนิทหนุ่มของเธอนั้นถูกพี่สาวเธอพาเข้ามาวัดตัวที่นี่ ดูท่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงไม่ธรรมดา ว่ากันตามตรงเธอเองก็พอจะเดาออกจากการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเองอยู่บ้าง คุณากรดูสนใจพี่สาวของเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าคุณากรคงแค่ชอบเพราะพี่เธอสวย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะ ติ๊ง! Ttime : หายดีแล้ว? กรรณิการ์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตอบกลับอีกฝ่าย
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันน่าปวดหัวไปมากกว่านี้ กรรณิการ์จึงขอให้รุ่นพี่หนุ่มมาส่งที่หอของลลิตาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ระหว่างทางภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หญิงสาวแอบชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็นระยะ เธอรู้สึกขอบคุณเขาสำหรับเรื่องในครั้งนี้มากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนเองไปด้วย จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอไปก่อกวนตามแกล้งทำตัววุ่นวายใส่เขาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่คนพี่กลับไม่คิดปล่อยผ่านตอนที่เห็นเธอโดนทำร้าย แถมยังอาสามาส่งกันอีก แม้จะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจจนไม่สนสี่สนแปดขนาดนั้น ทุกครั้งที่กลั่นแกล้งเขาเธอก็พยายามไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป ส่วนเรื่องแหวนเธอไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไว้นานนัก แค่คิ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะ







