LOGINตกเย็นกรรณิการ์กลับมายังเพ้นท์เฮ้าส์ที่พักอาศัยอยู่กับพี่สาวคนกลางอย่างกุลนิภาด้วยสภาพเหนื่อยอ่อน
วันนี้หลังจากที่ไปก่อกวนทัศนัยเสร็จแล้วตลอดทั้งคลาสเรียนช่วงบ่ายเธอก็เหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่างไปจนหมด
เพราะอาจารย์ที่สอนวิชานั้นไม่ค่อยชอบเธอนัก ส่วนสาเหตุก็มาจากการที่ตอนอยู่ปีสอง เธอโดดเรียนวิชานี้บ่อย ๆ ก็เลยถูกหมายหัวมาโดยตลอด
เมื่อประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออก ร่างเพรียวก็ก้าวเดินเข้าไปด้านในเพ้นท์เฮ้าส์หรูที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับอยู่เป็นครอบครัว
กรรณิการ์กำลังจะหอบหิ้วร่างอันเหนื่อยล้าขึ้นไปยังชั้นสอง ทว่ากลิ่นอาหารที่หอมโชยออกมาก็ทำเอาดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง กรรณิการ์รีบถอดรองเท้าเปลี่ยนเป็นใส่สลิปเปอร์ ตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปในห้องครัว
แต่ก็ต้องชะงักไปก่อน เมื่อเห็นว่ามีรองเท้าหนังของผู้ชายถอดอยู่ใกล้กัน
“กลับมาแล้วเหรอตัวแสบ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเรียกความสนใจจากหญิงสาวให้หันไปมอง
“เกรย์สัน!” กรรณิการ์ส่งเสียงเรียกชื่อของพี่ชายคนโตออกมาด้วยความดีใจ
ร่างเล็กวิ่งเข้าไปกระโดดกอดร่างสูงของคนเป็นพี่ด้วยความคิดถึง ทั้งกอดทั้งหอมเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนโตกว่าได้เป็นอย่างดี
“คิดถึงจังเลย” เสียงหวานเอ่ยออดอ้อนไม่ต่างไปจากเด็กสาวตัวน้อย ๆ
“หึหึ คิดถึงเหมือนกัน ว่าแต่ตัวหนักขึ้นรึเปล่า หือ?” เกรย์สันเอ่ยหยอกเย้าน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู
“ใครมาเห็นเข้าคงคาดไม่ถึงแน่ ๆ ว่าสาวฮอตอย่างแกจะทำตัวเหมือนเด็กน้อยแบบนี้” พลันเสียงหวานของกุลนิภาก็เอ่ยแทรกเข้ามา
“เจ๊อ่า เกรย์สันดูสิเจ๊บ่นอีกแล้ว” ใบหน้าสวยซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับพี่ ๆ ทั้งสองคนหันมาฟ้องพี่ชายคนโต
ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของสามพี่น้องบ้านนี้ไปแล้ว ที่มักจะหยอกเย้ากันอยู่บ่อย ๆ เวลาที่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
นับแต่เกรย์สันขึ้นเป็นประธานผู้บริหารบริษัทผลิตและนำเข้าส่งออกยาของตระกูล และพี่สาวคนกลางเริ่มทำธุรกิจห้องเสื้อ พวกเธอก็แทบไม่มีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้ากันบ่อยนัก
โชคดีที่พี่สาวอย่างกุลนิภานั้นห่วงว่าน้องสาวอย่างเธอจะเหงา จึงตัดสินใจซื้อเพ้นท์เฮ้าส์แห่งนี้เพื่อให้เธอมาอยู่ด้วยกัน
อีกอย่างก็เพื่อให้อยู่ในการดูแลของเกรย์สัน เพราะเขาเป็นผู้ถือหุ้นหลักของคอนโดแห่งนี้ จึงทำให้สามารถวางใจให้น้องสาวทั้งสองคนมาอาศัยอยู่ได้
ภาพลักษณ์ของปรีดาศิริกุลซึ่งเป็นตระกูลของมารดาในสายตาของคนอื่น ๆ อาจจะดูเป็นแค่ตระกูลผู้ดีเก่าที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน
แต่ฝั่งของบิดาซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียจากทางฝั่งยุโรปนั้นนับว่าต่างกันสุดขั้ว เพราะอย่างนั้นเกรย์สันจึงต้องคอยระวังและส่งคนมาดูแลห่าง ๆ อยู่ตลอด
“เลิกเกาะเกรย์แล้วมาช่วยฉันจัดโต๊ะได้แล้ว” คนที่รับบทเป็นแม่ครัวเอ่ยบอกเสียงนุ่ม
ซึ่งกรรณิการ์ที่ไม่อยากให้เวลานี้ผ่านไปอย่างสูญเปล่าก็รีบปล่อยกอดจากร่างสูงของพี่ชายแล้วรีบเดินตามเข้าไปช่วยจัดโต๊ะอาหารทันที
“ว่าแต่ทำไมวันนี้จะมาไม่เห็นทักบอกหนูเลย” ขณะที่กำลังนั่งทานอาหารร่วมกันอยู่ กรรณิการ์ก็ท้วงถามขึ้นด้วยความสงสัย
เพราะทุกครั้งที่พี่ชายคนโตจะมาหาที่เพ้นท์เฮ้าส์เขามักจะส่งข้อความบอกเธอก่อนเสมอ แต่ครั้งนี้กลับไม่มีแจ้งเตือนอะไรส่งมาเลย
“พอดีเกรย์รีบน่ะ เดี๋ยวเช้ามืดต้องบินไปหาแด๊ดกับมัมแล้ว” เกรย์สันตอบคำถามของน้องสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เขารักและเอ็นดูน้องสาวทั้งสองคนมาก เพราะแบบนี้ถึงต้องหาเวลาแวะมาหาสองสาวก่อนที่จะบินในช่วงเช้ามืดของวันพรุ่งนี้
“เห็นว่ายาตัวใหม่มีปัญหาเหรอคะ” กุลนิภาถามขึ้น
ตอนนี้บริษัทของครอบครัวเธอที่พี่ชายบริหารอยู่นั้นมีบริษัทแยกย่อยออกมา ซึ่งกำลังจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับคู่รักออกมาวางจำหน่าย
โดยยาตัวใหม่ที่ว่านั้นก็เป็นเพียงยาสำหรับกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ทว่ามีฤทธิ์อ่อนกว่ายาปลุกเซ็กส์โดยทั่วไป
“นิดหน่อยน่ะ มีคนแอบลักลอบเอาสูตรยาไปให้ฝั่งนั้น พี่เลยต้องรีบไปจัดการ แด๊ดกับมัมกำลังช่วยตรวจสอบอยู่” ร่างสูงรวบช้อนส้อมวางลงบนจานเมื่อทานอาหารอิ่มแล้ว
กระทั่งมื้ออาหารจบลง ทั้งสามต่างก็พากันมานั่งอยู่บนโซฟาชุดบริเวณชั้นล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนรวมของครอบครัว
หน้าจอไอแพดแสดงภาพและรายละเอียดยาตัวใหม่กำลังถูกกรรณิการ์จับจ้องด้วยความสนใจ
“ตัวนี้เกรย์ให้คนทดสอบประสิทธิภาพแล้วเหรอ”
“จริง ๆ ก็ทดสอบแล้ว แต่มีข้อผิดพลาดนิดหน่อย กำลังปรับปรุงตัวยาอีกรอบ” เกรย์สันยื่นมือไปรับไอแพดมาจากน้องสาวคนเล็ก ก่อนจะปิดมันลงเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว
“เอาไว้กลับมาจะซื้อของมาฝาก เป็นเด็กดีล่ะ” เขากล่าวเสียงทุ้ม มองน้องสาวทั้งสองคนด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ไปนานเลยเหรอ แบบนี้หนูคิดถึงแย่เลย” กรรณิการ์เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด
“ไม่ต้องทำท่าหลอกตาเลยนะ เตรียมสร้างเรื่องอีกแล้วล่ะสิ” กุลนิภาเอ่ยขัดน้องสาวคนสุดท้องอย่างรู้ทัน
“ไม่ต้องห่วง พี่เพิ่มทีมบอดี้การ์ดมาอีกชุดแล้ว” ทว่าคำบอกเล่าต่อมาของเกรย์สันก็ทำเอากรรณิการ์หน้าหงอยลง
“เดี๋ยวสิ แบบนั้นหนูอึดอัดแย่ ให้ตามห่าง ๆ ได้มั้ย” ร่างเล็กรีบขยับเข้าไปกอดแขนอ้อนพี่ชายทันที
“คงต้องดูความประพฤติก่อน” คนพี่ว่าพลางยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างอ่อนโยน
กระทั่งถึงเวลาที่พี่ใหญ่ของบ้านต้องไปแล้วจริง ๆ สองสาวจึงต่างแยกย้ายเข้าห้องนอนของตัวเองไป
คลาสเรียนวิชาเสรีที่กรรณิการ์ย้ายมานั้นเป็นคลาสเรียนเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายเบื้องต้น
ซึ่งเหตุผลที่เธอย้ายมาเรียนคลาสนี้ก็เป็นเพราะ คนที่มาช่วยสอนในวิชานี้คือชายหนุ่มที่เธอกำลังตามก่อกวนเขาอยู่นั่นเอง
หญิงสาวนั่งเท้าคางฟังบรรยาย มองร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าห้องอย่างเคลิบเคลิ้ม
ใจจริงก็อยากจะแกล้งเขาให้เสียทรง แต่อีกใจก็ต้องยอมแพ้ให้ความหล่อของเขาอยู่เรื่อย
คนอะไรขี้โกงชะมัด
ทัศนัยซึ่งกำลังไล่สายตามองดูบรรดานักศึกษาอยู่ก็จำต้องสะดุดเข้ากับใบหน้าสวยคุ้นตาของหญิงสาว
ก่อนที่หัวคิ้วเข้มจะขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่สนใจแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
จนกระทั่งถึงเวลาเลิกคลาส ซึ่งนักศึกษาต่างค่อย ๆ ทยอยเดินออกไปจากห้องเรียนนั้น
“ขอโทษนะคะรุ่นพี่ แต่ว่าหนูฟังบรรยายแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยค่ะ” เสียงหวานคุ้นหูดังขึ้นในระยะใกล้
ทัศนัยซึ่งกำลังก้มเก็บอุปกรณ์อยู่เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุด
“ไม่เข้าใจตรงไหนครับ” เขาถามกลับเสียงเรียบ
หากเธอต้องการให้ช่วยในเรื่องนี้เขาก็ไม่คิดขัดอะไรอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของเขาต้องช่วยอาจารย์สอนรุ่นน้อง
กรรณิการ์ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงหวานระรื่น
“ไม่เข้าใจว่าทำไมวิชานี้คนสอนถึงหล่อจัง”
เพียงเท่านั้นก็ทำคนที่กำลังตั้งใจจะอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียน เป็นอันต้องลอบถอนหายใจออกมาด้วยความปลงตก
ไม่รู้ว่าในหัวของยัยเด็กนี่มีอะไรอยู่บ้าง ๆ วัน ๆ เขาเห็นแต่เธอคอยทำตัวรุ่มร่ามวุ่นวายกับเขาไม่เลิก
แต่พอทวงแหวนคืนก็บอกว่ายังอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ไม่ดีแบบไหนถึงได้ยิ้มเก่งขนาดนี้กัน
“นี่ยัยกรีน แกหยุดกวนพี่เขาได้แล้ว ไปกลับบ้าน” ลลิตาเดินมาดันหลังเพื่อนสาวจอมป่วน เมื่อเห็นว่ายัยตัวดีเริ่มสรรหาเรื่องราวอีกแล้ว
ทว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ กรรณิการ์หันมามองชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยลาเขาเสียงหวาน
“ไว้เจอกันนะคะสุดหล่อ”
และเมื่อพ้นประตูห้องเรียนออกมาแล้ว รอยยิ้มที่เคยอยู่บนใบหน้าสวยของสาวลูกครึ่งก็พลันหดหายไปในทันที
“แกก็กวนพี่เขามากเกินไป ระวังเขาจะรำคาญเข้าให้” ลลิตาอดบ่นคนรั้นไม่ได้
ไม่รู้ว่าเพื่อนเธอชอบเขาจริงหรือแค่ตั้งใจป่วนกันแน่ ถึงได้ทำตัวเหมือนพวกโรคจิตแบบนี้
“แกไม่เห็นสีหน้าเขาเหรอ” กรรณิการ์ถาม
“ยังไง จะบอกว่าเขาไม่รำคาญหรือไง” เป็นคุณากรที่เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง
“เปล่า ฉันแค่สงสัยว่าพวกแกไม่เห็นเหรอว่าหน้าเขาเวลาหงุดหงิดน่ะหล่อสุด ๆ ไปเลย” กรรณิการ์เอ่ยตอบเพื่อนก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ
แต่นั่นกลับสร้างความงุนงงให้ลลิตาและคุณากรไม่น้อย
ดูเหมือนคงใกล้ถึงเวลาพาเพื่อนไปตรวจเช็คสมองแล้วจริง ๆ คนอะไรชอบให้ผู้ชายหงุดหงิดใส่
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนในครอบครัวเธอเมื่อไหร่ ได้เจอคุณหนูกรีนเวอร์ชั่นนางมารอย่างแน่นอน คงต้องขอบคุณวีรกรรมต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างสรรค์ไว้ เพราะเพียงแค่ขู่ไปเท่านั้น บรรดาบอดี้การ์ดที่คอยดูแลเธอก็รับคำเป็นอย่างดี กรรณิการ์กลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์เมื่อวานในช่วงบ่ายแก่ แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ได้เห็นว่าคุณากร เพื่อนสนิทหนุ่มของเธอนั้นถูกพี่สาวเธอพาเข้ามาวัดตัวที่นี่ ดูท่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงไม่ธรรมดา ว่ากันตามตรงเธอเองก็พอจะเดาออกจากการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเองอยู่บ้าง คุณากรดูสนใจพี่สาวของเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าคุณากรคงแค่ชอบเพราะพี่เธอสวย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะ ติ๊ง! Ttime : หายดีแล้ว? กรรณิการ์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตอบกลับอีกฝ่าย
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันน่าปวดหัวไปมากกว่านี้ กรรณิการ์จึงขอให้รุ่นพี่หนุ่มมาส่งที่หอของลลิตาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ระหว่างทางภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หญิงสาวแอบชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็นระยะ เธอรู้สึกขอบคุณเขาสำหรับเรื่องในครั้งนี้มากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนเองไปด้วย จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอไปก่อกวนตามแกล้งทำตัววุ่นวายใส่เขาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่คนพี่กลับไม่คิดปล่อยผ่านตอนที่เห็นเธอโดนทำร้าย แถมยังอาสามาส่งกันอีก แม้จะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจจนไม่สนสี่สนแปดขนาดนั้น ทุกครั้งที่กลั่นแกล้งเขาเธอก็พยายามไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป ส่วนเรื่องแหวนเธอไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไว้นานนัก แค่คิ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะ







