Masukทัศนัยชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคนั้นของหญิงสาว เขาไม่รู้ว่าเด็กนี่ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดจาแก่แดดแบบนี้ออกมาได้
“คิกคิก ล้อเล่นค่ะ” ก่อนที่เสียงหัวเราะของกรรณิการ์จะดังขึ้น ร่างเล็กสั่นเทิ้มจากการพยายามกลั้นเสียงขำไว้ ท่าทางของเขาตอนที่เธอพูดประโยคนั้นไป ทำเอาหญิงสาวรู้สึกขบขันไม่น้อย เธอก็แค่อยากรู้ว่าต้องทำยังไงหน้านิ่ง ๆ แสนหยิ่งของเขาถึงจะเปลี่ยนอารมณ์บ้าง แต่ทัศนัยที่รู้สึกคล้ายถูกปั่นหัวนั้นเริ่มมีสีหน้าแววตาอึมครึมลงไม่น้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออกมาช้า ๆ ก่อนจะจ้องใบหน้าเนียนสวยของหญิงสาวตัวป่วนไว้คล้ายกำลังนับหนึ่งถึงสิบในใจ ไม่ให้ลุกขึ้นไปจับตัวผู้หญิงน่ารำคาญคนนี้มาฟาดให้เข็ดหลาบ “เธอต้องการอะไรกันแน่” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอดกลั้น วันนี้ทั้งวันเขารู้สึกชีวิตวุ่นวายมากเสียจนน่าปวดหัว แค่เพราะผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวที่เพิ่งเจอกันยังไม่ทันถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ และเพราะผู้หญิงคนนี้ตลอดทั้งวันเขาเลยแทบไม่มีสมาธิเรียน คอยพะวงห่วงกลัวว่าแหวนวงสำคัญจะหายไป แต่ทว่าคำถามนั้นของเขาก็ทำเอาคนตัวเล็กหยุดเสียงหัวเราะลง ดวงตาคู่สวยมองสบนัยน์ตาของรุ่นพี่หนุ่มแล้วคลี่ยิ้มบางออกมา “พี่ไทม์หักหน้ากรีน ทำกรีนหน้าแตก กรีนก็แค่อยากเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เท่านั้นเอง” เสียงหวานเอ่ยเรียบเรื่อยแต่ก็จงใจยั่วประสาทเขาไปในตัว “ทำแบบนั้นไปทำไม” เขาอดสงสัยไม่ได้ กับแค่การที่เขาปฏิเสธเรื่องที่เธอเข้าใจผิด มันทำให้เธอแค้นฝังใจขนาดไหนกันเชียว “ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษกรีนก่อนสิ กรีนจะได้เลิกยุ่งกับพี่” หญิงสาวเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ นับแต่เกิดมาเธอไม่เคยถูกขัดใจหรือโดนใครปฏิเสธมาก่อน ครั้งนี้มันจึงน่าเจ็บใจมาก เธอถึงต้องมาตามทำตัววุ่นวายใส่เขาอย่างนี้ เพื่อหวังคลายความหงุดหงิดและลบเลือนความอับอายในวันนี้ลง “เอาแต่ใจ” ทัศนัยต่อว่าคนอ่อนกว่า การที่เธอจะเอาแต่ใจนั้นมันไม่ได้แปลก แต่การที่เธอกำลังทำตัวเอาแต่ใจกับคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว หรือแม้แต่คนสนิท เขาคิดว่ามันค่อนข้างไม่ปกติ เขาไม่เข้าใจตรรกะของเธอเลยจริง ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็รอจนกว่ากรีนจะอารมณ์ดี แล้วอยากคืนแหวนพี่เองแล้วกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนไหนนะคะเพราะกรีนอารมณ์เสียบ่อย” ร่างเล็กหยัดกายขึ้นยืนกอดอก มองชายหนุ่มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า เสียงลมหายใจดังกระแทกออกมาแรง ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะผุดลุกขึ้นยืน แววตาภายใต้แว่นตาไร้ขอบจ้องมองยังเธอด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ “น่ารำคาญ” สิ้นคำร่างสูงก็เดินเลี่ยงออกมาทันที เขาพาตัวเองออกไปจากร้านหนังสือ โดยปล่อยให้หญิงสาวยืนค้างอยู่ที่เดิม กรรณิการ์หันมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มรุ่นพี่ไปด้วยความหัวเสีย สองครั้งแล้วที่เขาหันหลังใส่เธอก่อนแบบนี้ “คอยดูเถอะ ถ้าหลงฉันเมื่อไหร่นะ จะเททันทีเลย!” สองมือเรียวกำแน่น พลางเอ่ยไล่หลังชายหนุ่มไปเสียงดัง จนถูกคนในร้านซึ่งกำลังใช้สมาธิเอ่ยตำหนิ “รบกวนเบาเสียงลงด้วยค่ะ” “ขะ ขอโทษค่ะ” กรรณิการ์รีบขอโทษขอโพยลูกค้าในร้าน ก่อนจะเดินฟึดฟัดออกมา ยิ่งนึกถึงใบหน้าหล่อ ๆ ของเขาเธอก็ยิ่งหงุดหงิด วันต่อมา... ระหว่างเรียนคลาสเช้า กรรณิการ์กลับหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูอะไรไปเรื่อย เพราะไม่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนสักเท่าไหร่ หลังจากที่เมื่อวานเจอกับชายหนุ่มในร้านหนังสือ เธอก็ไม่ได้ทักไปกวนเขาอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะพอกลับถึงเพ้นท์เฮ้าส์ ก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการอาบน้ำและประโคมผิวจนสุดท้ายก็หลับไป นิ้วเรียวปัดหน้าจอมือถือไปเรื่อย ๆ เลื่อนดูโพสต์ต่าง ๆ ในเพจมหา’ลัยที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาสายเม้าท์มอย และยามนี้ก็กำลังมีประเด็นร้อนอยู่ ซึ่งประเด็นนั้นก็เป็นเรื่องของเธอเอง “แค่ทะเลาะกับคนคุยเก่าก็ต้องเอามาลงด้วยหรือไง” เสียงหวานบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ การเป็นคนดังก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะนามสกุลที่เธอใช้และใบหน้าที่ดูโดดเด่น จึงทำให้เธอกลายเป็นที่จับตามอง หากถามว่าเธอชื่นชอบไหม มันก็ชอบแค่บางครั้ง แต่หลาย ๆ ครั้งที่เรื่องส่วนตัวของเธอถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกชอบสักนิด ติ๊ง! พลันเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น แชตกลุ่มรวมของมหา’ลัย ซึ่งมีไว้เพื่อพูดคุยเรื่องราวบันเทิงต่าง ๆ นิ้วเรียวเปิดเข้าไปดูว่าใครส่งอะไรมาก่อน ก่อนที่กรรณิการ์จะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ X0X : (ส่งรูปภาพ) GIGI : ใครอ่ะ หล่อเวอร์ XOX : พี่ไทม์หนุ่มนิติ สมศรี : โห ของดี แต่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย กรรณิการ์ไล่สายตาอ่านข้อความที่ถูกส่งมาเรื่อย ๆ ด้วยความสนใจ ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับประโยคหนึ่ง XOX : เห็นว่าพี่เขาจะมาช่วยสอนตอนเสรีด้วย คลาสจารย์ปราโมทย์ เธออ่านทวนข้อความนั้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะปิดหน้าจอมือถือลง แล้วหันไปสะกิดเรียกเพื่อนทั้งสองคนซึ่งนั่งประกบอยู่ทั้งสองข้าง “พวกแก” เสียงหวานกระซิบเอ่ยเบา ๆ เพราะตอนนี้อาจารย์กำลังบรรยายอยู่ “มีอะไร” เป็นลลิตาที่ถามขึ้นก่อน ในขณะที่เพื่อนชายเพียงคนเดียวในกลุ่มยังคงตั้งใจฟังบรรยายอย่างใจจดใจจ่อ “ย้ายเซคเสรีกัน” “อะไรของแกเนี่ย จะย้ายทำไม” “นั่นสิ วิชาที่ลงเทอมนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะย้ายทำไม” คุณากรที่ได้ยินก็หันมาท้วงถามด้วยความไม่เข้าใจ “เถอะน่า ย้ายเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ นะ ๆ” คนถูกถามยังคงคะยั้นคะยอต่อ ทำเอาสองเพื่อนสนิทต่างหันมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ เพิ่งเปิดเทอมมาได้ไม่กี่วัน ยัยตัวแสบประจำกลุ่มก็สร้างเรื่องอีกแล้ว และต่อให้ปฏิเสธไปสุดท้ายก็โดนลากไปลงทะเบียนย้ายคลาสอยู่ดี เพราะทันทีที่เลิกคลาส กรรณิการ์ก็รีบพาเพื่อนสนิททั้งสองคนไปทำเรื่องโดยไม่แม้แต่จะฟังเสียงบ่นของเพื่อนที่ทักท้วงตลอดทั้งทาง ก่อนจะถึงเวลาพักเที่ยง เมื่อจัดการเรื่องราวสุดแสนจะวุ่นวายที่มีต้นเหตุมาจากยัยตัวแสบประจำกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็พากันมาพักทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารรวมใกล้กับตึกคณะ “เอาไงดีอ่ะ มัวแต่ไปทำเรื่องย้ายคลาสจนลงมาช้าเลยเนี่ย ไม่มีที่นั่งแล้ว” ระหว่างที่กำลังมองหาที่นั่ง ลลิตาก็บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะโต๊ะที่ว่างนั้นแทบไม่มีเหลือแล้ว เนื่องจากยามนี้นักศึกษาส่วนใหญ่กำลังพักทานอาหารกันอยู่ ซึ่งทุนเดิมพวกเธอก็ไม่ได้ชื่นชอบพื้นที่ที่แออัดไปด้วยผู้คนอยู่แล้ว ทำให้ทั้งคุณากรและลลิตาต่างมีสีหน้าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด กรรณิการ์มองท่าทางของทั้งสองคนแล้วก็แอบรู้สึกผิดอยู่บ้าง เธอกวาดสายตามองหาเผื่อว่าจะเจอโต๊ะว่าง แล้วสายตาก็ดันไปหยุดอยู่ที่โต๊ะของกลุ่มทัศนัยเข้าพอดี หญิงสาวไม่รอช้าคว้าข้อมือของเพื่อนทั้งสองแล้วเดินตรงเข้าไปหาพวกเขาทันที “ขอโทษนะคะ พวกเราขอนั่งด้วยได้ไหมคะ?” ใบหน้าสวยแจกจ่ายรอยยิ้มกว้างให้กับชายหนุ่มทั้งสาม ซึ่งกำลังนั่งทานอาหารอยู่ เมื่อได้ยินเสียงของเธอพวกเขาก็ต่างเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้มตอบ จะมีก็แต่คนหน้านิ่งประจำกลุ่มที่ทำเพียงปรายตามองมาแล้วก้มหน้าลงไปทานอาหารต่อ “ได้สิครับน้องกรีน นั่งได้เลยครับ ไอ้ไทม์มึงย้ายมานั่งกับพวกกูดิ ให้น้องเขานั่งด้วย” พชรซึ่งเป็นบุคคลที่อัธยาศัยดีที่สุดในบรรดาชายหนุ่มทั้งสามเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปเรียกทัศนัยให้ย้ายที่มานั่งกับเขาและศุภวิชญ์ เพื่อที่จะได้ให้กลุ่มของกรรณิการ์นั่งฝั่งตรงข้ามได้ทั้งสามคน แต่ดูเหมือนเพื่อนจอมนิ่งของเขานั้นไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นง่าย ๆ เพราะเจ้าตัวยังเอาแต่นั่งกินข้าวอยู่เงียบ ๆ ไม่ยอมกระดิกตัวไปไหนเลยสักนิด จนพชรเริ่มมีสีหน้าลำบากใจ “ไม่เป็นไรค่ะ สงสัยพี่ไทม์เขาอยากนั่งกับกรีน นิคแกไปนั่งกับพวกพี่เขาเถอะ” คนตัวเล็กว่าพร้อมทั้งเดินเข้ามาหย่อนกายลงนั่งข้างร่างสูงของทัศนัย ใบหน้าสวยหันมองคนข้างกายซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วส่งยิ้มกว้างไปให้ แต่คนพี่ก็ยังคงไม่หันมามองเธอสักนิด แถมยังขยับตัวไปนั่งจนสุดขอบเก้าอี้อีก กรรณิการ์เห็นแบบนั้นก็ขยับตามเข้าไปจนสะโพกแนบชิดกับชายหนุ่ม เมื่อนั้นคนโตกว่าจึงขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันกลับมามองอย่างไม่เข้าใจ “แกจะไปนั่งเบียดพี่เขาทำไมล่ะ ขยับมาหาฉันนี่” ลลิตาเอ่ยท้วงเมื่อเห็นการกระทำของเพื่อน ดูท่าแล้วยัยตัวแสบนี่เตรียมจะสร้างเรื่องอีกอย่างแน่นอนหลังถูกเชิญขึ้นไปเต้นอยู่กับดีเจหนุ่มหล่อบนเวทีพอได้เหงื่อแล้ว กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าเธอมีอาการแปลก ๆ ไป ทั้งร่างร้อนวูบวาบอีกทั้งยังรู้สึกมึนหัวคล้ายอาการเมาเหล้าท่ามกลางผู้คนและแสงสีชวนตาลาย ร่างเล็กค่อย ๆ ประคองตัวเองเดินแหวกออกไปเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำ“ฮือ ร้อน” เสียงหวานพึมพำกับตนเองเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหนักขึ้นภาพตรงหน้าดูพร่าเบลอเหมือนโลกหมุน อีกทั้งยังปวดหัวและวูบวาบไปทั้งตัว จนแทบควบคุมร่างกายไม่ไหวพลันคำพูดของพี่ชายก็ผุดขึ้นมาในหัว‘ยาปลุกเซ็กส์ทั่วไป ฤทธิ์จะแรงทำให้ร่างกายเราร้อนและรู้สึกมีความต้องการสูงมาก ยิ่งผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยิ่งแรง ถ้ารู้ตัวว่าโดนยาพวกนี้ก็ต้องรีบจัดการ’แล้วสถานการณ์ตอนนี้เธอควรทำยังไงดี กรรณิการ์ได้แต่คิดอยู่ในใจ เธอพาร่างตัวเองออกมาจากกลางดงผู้คนได้แล้วแต่ทว่าจู่ ๆ ข้อมือก็ถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง จนร่างสวยแทบลอยไปปะทะกับแผงอกของคนคนนั้น“อึก! ปล่อย” ดวงตาคู่สวยซึ่งฉ่ำเยิ้มด้วยพิษใคร่และฤทธิ์แอลกอฮอล์ตวัดมองคนที่เข้ามากระชากแขนพลางบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมไปด้วย“เป็นอะไรรึเปล่ากรีน” เสียงคุ้นหูทำให้กรรณิการ์เพ่งมองใบหน้าของผู้ชายคน
FAMOUS CLUB 21:45 น. เสียงดนตรีดังกระหึ่มภายในคลับชื่อดังย่านใจกลางเมือง ในคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ทำให้ทุกโซนอัดแน่นไปด้วยเหล่านักล่าราตรี เพราะที่นี่เป็นคลับที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด ดีเจงานดีทั้งชายและหญิง พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการ์ดหน้าผับก็ยังหน้าตาดีเหมือนจับดารามาแต่งคอสตูม กรรณิการ์เป็นลูกค้าประจำของที่นี่บวกกับพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย ทำให้เธอมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งด้านการบริการและความปลอดภัย “แกห้ามยัยกรีนหน่อยมั้ย ซดเหล้าเป็นน้ำเปล่าเลย” เสียงเพื่อนสาวในโต๊ะซุบซิบคุยกันเมื่อเห็นคนที่ชวนออกมาดื่มกระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่า วันนี้กรรณิการ์รู้สึกเบื่อจนเข้าขั้นเหงา เธอจึงชวนกลุ่มเพื่อนสายปาร์ตี้ที่ค่อนข้างสนิทกันมาดื่มด้วย เพราะชวนคุณากรกับลลิตาแล้วทั้งสองต่างไม่ว่างกัน เธอจึงต้องชวนเพื่อนกลุ่มนี้มาด้วยแทน ซึ่งคนมีชื่อเสียงอย่างเธอก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพื่อนหลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้สนิทเท่าสองคนที่เป็นเพื่อนรักจนตัวติดกันแทบตลอด กลุ่มไหนสนิทได้แค่ไหนเธอรู้ดี... “เฌอ สั่งเหล้าเพิ่มให้หน่อย” กรรณิการ์หันไปพูดข้างหูเพื่อนสาวที่ชื่อเฌอเอม ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอรู้จัก
นับตั้งแต่วันที่ความสัมพันธ์แสนวุ่นวายของเธอกับเขาจบลง โดยที่ชายหนุ่มเป็นคนออกปากไล่ด้วยตัวเอง กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตอนปีสามมันดูน่าเบื่อไปหมด แม้กระทั่งกำลังนั่งเรียนอยู่ในวิชาเสรีที่เธอเป็นคนไปลากเพื่อนทั้งสองย้ายมาลงเรียนด้วยกัน จนต้องเสียเวลาดำเนินเรื่องและถูกอาจารย์บ่นจนหูแทบชา เธอก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็นับยังว่าเป็นโชคดีที่จะไม่ต้องเห็นหน้าคนหน้านิ่งนั่นอีก เพราะเขาไม่ได้มาช่วยสอนอีกแล้ว ตอนนี้ที่เธอกำลังเบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรให้น่าสนใจ ปกติเธอมักจะมีคนคุยไม่เคยว่างเว้น แต่ช่วงนี้กลับไม่รู้สึกอยากคุยกับใครเป็นพิเศษ และนี่ก็คือสาเหตุของการที่เธอรู้สึกเหมือนจะแห้งเฉาตาย เพราะทุกอย่างมันดูน่าเบื่อไปหมด กรรณิการ์จึงหันไปมองรอบข้าง ก่อนจะเห็นเพื่อนสนิทอย่างคุณากรกำลังนั่งควงปากกาเล่นอยู่ รายนั้นก็ดูจะเหม่อลอยไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ แต่ที่ต่างก็คงจะเป็นอีกฝ่ายเหม่อแล้วยิ้มคล้ายกับกำลังเคลิ้มฝัน ส่วนเธอเหม่อเพราะรู้สึกเบื่อ “คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ยิ้มชวนคิดลึกแบบนี้” ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบถามเสียงเบาพร้อมทั้งยกยิ้มล้อเลียนเพื่อนชายไปด้
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า พี่ไทม์เขาอยากให้ฉันนั่งใกล้นี่นา ฉันฝากแกซื้อข้าวด้วยสิ เอากระเพราหมูกรอบไม่เผ็ดเหมือนเดิมเลย” สาวลูกครึ่งเอ่ยบอกกับเพื่อนสนิทด้วยสีหน้ายิ้มแย้มซึ่งคุณากรที่ลอบมองอยู่ ก็แอบอยากดุเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดว่า ถึงบ่นไปเพื่อนสาวตัวดีก็คงไม่ยอมฟังอยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร ออกมา แ
ตลอดทั้งวัน ทุกครั้งที่หันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองเธอก็มักจะได้รับสายตาล้อเลียน และท่าทางกลั้นขำเหมือนคนเส้นตื้น จากทั้งสองคนอยู่เสมอ จนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายของวัน“นี่ พวกแกหยุดหัวเราะได้แล้ว มันมีอะไรน่าขำขนาดนั้น?” เรียวคิ้วสวยขมวดมยุ่งอย่างขัดใจ เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
“เราสนใจนายอ่ะ จีบได้ป้ะ?”คำพูดของกรรณิการ์สร้างความตกตะลึงระคนตกใจให้กับสองหนุ่มที่นั่งฟังอยู่ทั้งพชรและศุภวิชญ์ต่างหันมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างทัศนัยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าอึ้ง ๆ ปนงุนงงสาวฮอตเป็นฝ่ายรุกว่าอึ้งแล้ว แต่นี่เพื่อนพวกเขายังโดนสาวสวยดีกรีอดีตดาวมหา’ลัยขอจีบซึ่ง ๆ หน้าอีก มัน
“เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มโทนต่ำค่อนไปทางเรียบนิ่งเอ่ยถามคนในอ้อมแขนวินาทีนั้นกรรณิการ์คล้ายตกอยู่ในภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติในระยะใกล้ รูปหน้าของเขาดูคมคาย ริมฝีปากหยักบางสีชมพูธรรมชาติ ดวงตาคมดุสีถ่านด้านหลังเลนส์แว่นใสไร้ขอบดูมีเสน่ห์ยากจะต้านทานเรือนผมสีดำถูกเซ็ตข







