Se connecterลีรภัทรสวมกอดเกวลินไว้แนบแน่น หญิงสาวที่ถูกกอดทำได้แค่ยืนนิ่งสับสนท่าทีของชายหนุ่มที่แสดงออกมา เธอครุ่นคิดแต่ว่าวันนี้ลีรภัทรไปเจอเรื่องแย่ๆ มาหรือไรถึงเผยมุมอ่อนไหวเช่นนี้ให้เห็น
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า มีอะไรบอกฉันได้นะ” หญิงสาวลูบแผ่นหลังชายหนุ่มเบาๆ
เสียงของเกวลินเหมือนทำให้ลีรภัทรรู้สึกตัว เมื่อสักครู่ทั้งดีใจที่หญิงสาวปลอดภัยและก็ตื้นตันใจกับการกระทำของหญิงสาวเลยเผลอใจตามความรู้สึก พอรู้ตัวก็รีบคลายอ้อมกอดนั้นออกทันที
“ตกลงคุณเป็นอะไร” เกวลินย้ำถามอีกครั้ง
“ไม่มีอะไร เข้าบ้านกันเถอะ”
“แป๊บนะ”
“ไม่ต้องเก็บแล้ว” ลีรภัทรคว้ามือหญิงสาวยื้อเอาไว้เมื่อเห็นว่ากำลังก้มไปเก็บต้นอ่อนดอกไม้ที่ทำตกก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเข้ามาในบ้านพามานั่งที่โซฟา ก่อนจะเดินไปหยิบผ้ามาคลุมตัวให้กับหญิงสาวอีกที
“ขอบคุณค่ะ นี่คุณไม่อยากให้ฉันเข้าบ้านคุณจนต้องล็อกบ้านไว้เลยเหรอ”
“ไม่มีอะไรหรอก ต่อไปผมจะไม่ล็อกบ้านอีกแล้ว”
เกวลินเริ่มสับสน วันนี้ลีรภัทรดูแปลกไปสำหรับเธอมากทั้งน้ำเสียงและท่าที ไหนจะสายตาที่อ่อนหวานคู่นั้นของเขาอีก เลยทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้เขาไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่ถึงได้ดูแปลกไปเช่นนี้
“คุณไม่เป็นไรจริงๆ นะ เห็นคุณเป็นแบบนี้ฉันไม่โอเคเท่าไหร่เลย”
“ทำไม…ผมดูแปลกมากเลยเหรอ”
“ก็ใช่นะสิ คุณไม่ดุฉันที่ฉันยังอยู่บ้านคุณไม่พอ คุณยังมาทำดีกับฉันอีก เมื่อกี๊คุณก็กอด…กอดฉันด้วย” หญิงสาวอึกอัก พอนึกถึงอ้อมกอดชายหนุ่มเมื่อสักครู่ก็รู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่มีอะไรมากหรอกผมคิดไว้แล้วว่าคุณต้องยังอยู่ที่นี่ เกิดพายุหนักแบบนี้ก็กลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไป พอเห็นคุณปลอดภัยผมก็เลยโล่งใจ ก็เลยเผลอเข้าไปกอดคุณแค่นั้น”
“แล้วกับครูมุกเวลาคุณโล่งใจ คุณกอดเธอแบบนี้ด้วยหรือเปล่า” เกวลินเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา เธอเองก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดต้องโยงมุกดาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พอเห็นลีรภัทรเอาแต่นิ่งจ้องมาที่เธอก็รีบอธิบายขยายความ
“เอ่อ…ฉันหมายถึงครูมุกและคนอื่นๆ ด้วยน่ะ เช่นป้าน้อย ลุงจันทร์ เวลาคุณโล่งใจคุณก็จะกอดพวกเขาแบบนี้ด้วยใช่มั้ย”
“คงงั้นมั้ง ว่าแต่ทำไมคุณไม่รับสายผมล่ะ"
“มือถือฉันอยู่ในรถ”
."อ่อ…เข้าใจแล้ว คุณรีบไปเช็ดตัวเถอะเดี๋ยวไม่สบายเอา เปลี่ยนใส่ชุดนอนของผมก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ฝนยังตกหนักอยู่ไว้ฝนหยุดตกค่อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่รถคุณก็แล้วกัน”
“คุณให้ฉันเข้าไปเปลี่ยนในห้องนอนคุณเหรอ?”
“หรือคุณจะเปลี่ยนตรงนี้ล่ะ ผมจะได้นั่งดูคุณเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย”
ทันทีที่พูดจบ เกวลินก็รีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของลีรภัทร คำพูดของชายหนุ่มเมื่อสักครู่ชวนเขินอายไม่ใช่น้อย เรื่องล้อเล่นแบบนี้เอามาคุยสนุกได้ด้วยเหรอ
ลีรภัทรนั่งรอเกวลินเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่สักพักก็แปลกใจที่หญิงสาวไม่ออกมาจากห้องสักที ชายหนุ่มเดินไปยังหน้าประตูห้องเคาะประตูเรียกหญิงสาวอยู่นานแต่ก็ไม่ได้การตอบรับกลับมา
“คุณเสร็จหรือยัง ผมจะเข้าไปแล้วนะ”
ลีรภัทรค่อยๆ แง้มประตูห้องพอก็เห็นเกวลินนอนอยู่ที่เตียงจึงรีบเดินเข้าไปดู ชายหนุ่มยื่นมือไปสัมผัสแก้มของหญิงสาวถึงรู้ว่ามีไข้ ในที่สุดเธอก็ทำให้เขาเป็นกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่สบายจนได้ ข้างนอกฝนก็ตกหนักไม่ยอมหยุดอีก” ลีรภัทรมองไปยังสายฝนผ่านหน้าต่างห้องนอนก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวที่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง
เวลาผ่านไปสักพักลีรภัทรกลับเข้ามาที่ห้องนอนอีกครั้งพร้อมถาดถ้วยข้าวต้มที่ชายหนุ่มลงมือทำเอง ในถาดยังมียาลดไข้เพื่อนำมาให้เกวลินอีกด้วย
“คุณลุกขึ้นมากินข้าวกินยาก่อน ขืนหลับไปแบบนี้อาการจะแย่เอานะ” ชายหนุ่มค่อยๆ เข้าไปโอบประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับเอื้อมไปหยิบหมอนมาตั้งไว้ที่หัวเตียงเพื่อให้หญิงสาวได้พิง
“ขอโทษนะ ฉันกะว่าแค่จะพักสายตานิดหน่อยแต่ไม่รู้เผลอหลับไปตอนไหน นี่ฝนยังไม่หยุดตกอีกเหรอ”
“คุณรีบกินข้าวเถอะจะได้กินยา"
เกวลินยื่นมือไปรับถาดข้าวต้มจากมือของชายหนุ่มที่ยื่นมาให้ หญิงสาวทานจนหมดถ้วย เธอเองก็ดูจะพอใจในรสอาหารอยู่เช่นกัน
“คุณทำเองเหรออร่อยจัง”
“ปกติคนป่วยเขากินอะไรไม่ค่อยจะลงไม่ใช่เหรอ แต่ดูคุณสิกินซะเกลี้ยงถ้วยเลย เอาเพิ่มอีกมั้ยในหม้อมีอยู่เดี๋ยวผมตักมาให้”
“ไม่เอาแล้ว ฉันอิ่มแล้วล่ะ ข้าวต้มนี้เป็นฝีมือคุณจริงๆ สินะ”
“ก็แค่ข้าวต้มใครก็ทำเป็นมั้ยคุณ แล้วนั่นคุณจะลุกไปไหน”
“ตอนนี้ฝนเริ่มซาลงแล้วฉันก็จะออกไปนอนที่รถนะสิ ขืนอยู่ที่ห้องคุณนานๆ มีหวังคุณดุให้ฉันอีกแน่”
“ไม่ต้องไป นอนอยู่ที่นี่แหละเห็นผมเป็นคนใจดำไปได้ คุณช่วยเอาขาลงจากเตียงหน่อยให้สิ”
“ทำไมคะ?”
“เถอะน่า…เดี๋ยวคุณก็รู้”
เกลวินทำตามที่ชายหนุ่มบอกแต่โดยดี หญิงสาวเอาขาทั้งสองข้างลงจากเตียงก่อนจะเผยยิ้มกว้างออกมาด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นลีรภัทรพับขากางเกงที่ยาวเกินตัวของเธอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะใช้หนังยางมัดขากางเกงทั้งสองข้างขึ้นเป็นจุกรวมกันไว้
“เวลาคุณอยากเดินไปไหนจะได้ไม่สะดุดขากางเกงไง คุณนี่ก็เตี้ยใช้ได้นะ” ชายหนุ่มยิ้มหยอก
“ฉันไม่ได้เตี้ย ความสูงของฉันเป็นความสูงมาตรฐานหญิงไทย คุณต่างหากที่สูงเกินไป”
“เอาล่ะๆ ผมยอมแพ้คุณแล้ว รีบๆ นอนเถอะ”
ลีรภัทรส่ายหน้ายอมแพ้ต่อหญิงสาว ชายหนุ่มเข้าไปประคองหญิงสาวนอนลงที่เตียง เขาเองก็อยากให้เกวลินได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไว้ผ่านไปสักพักค่อยเข้ามาดูว่าไข้ลดแล้วหรือยัง
เกวลินยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ท่าทีของลีรภัทรในตอนนี้ดูอบอุ่นเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยปากร้ายและเย็นชาใส่เธอก่อนหน้านี้จะเปลี่ยนไปได้ หากชายหนุ่มปฏิบัติกับเธอเช่นนี้ตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย
วันต่อมา
เกวลินตื่นขึ้นมาในช่วงสายของวัน หญิงสาวลุกจากเตียงนอนเดินออกมานอกตัวห้องก็ไม่เห็นลีรภัทรแล้ว ในเวลาแบบนี้ชายหนุ่มน่าจะเข้าไปทำงานที่สวนดอกไม้ เธอเองก็รบกวนเขามามากแล้วถึงเวลาที่ต้องกลับสักที
เกวลินเดินเข้ามาในสวนตามหาลีรภัทรเพื่อจะบอกลาและขอบคุณชายหนุ่มอีกครั้ง ระหว่างเดินก็ก้มหน้ามองจุกชายกางเกงที่ชายหนุ่มมัดให้อย่างชอบใจ เธอเองก็ไม่คิดว่าลีรภัทรจะมีความคิดที่น่าเอ็นดูขนาดนี้ หญิงสาวพลางยิ้มไปเดินไปก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นลีรภัทรกับมุกดากำลังสนทนากันอยู่ เธอยืนนิ่งอยู่กับที่มองไปยังทั้งสองด้วยความจดจ่อ
“วันหยุดแบบนี้ความจริงครูมุกพักผ่อนอยู่บ้านไม่ต้องมาช่วยผมก็ได้นะครับ”
“เมื่อคืนพายุเข้าฉันคิดว่าพวกดอกไม้ของคุณต้องแย่แน่ๆ”
“ไม่เสียหายเยอะหรอกครับพอดีได้คุณเกวช่วยย้ายพวกที่ยังไม่ปลูกไปไว้ที่โรงเรือนได้ทันเวลา”
“คุณเกวก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ” หญิงสาวหน้าเจื่อนลงเมื่อรู้ว่าเกวลินอยู่ที่นี่ด้วย
“รถบ้านที่ครูมุกเห็นก็เป็นรถของคุณเกว เวลานี้เธอน่าจะอยู่ในรถแล้ว ครูมุกไปทักทายเธอก็ได้นะครับ เดี๋ยวตรงนี้ผมจัดการเอง”
“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันไม่ค่อยสนิทกับคุณเกวเท่าไหร่”
“ผมก็ว่างั้นแหละ คุณเกวเธอเป็นคนโผงผางไม่ค่อยรู้กาลเทศะ อยู่กับเธอนานๆ คงทำให้ครูมุกอึดอัดได้” ชายหนุ่มยิ้มรับ
เกวลินยืนฟังทั้งสองอยู่สักครู่ก่อนจะเดินสะบัดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ หญิงสาวตรงมาที่รถบ้านของเธอก่อนจะขับออกไปด้วยความฉุนเฉียว ในใจก็นึกถึงคำพูดของลีรภัทรที่พูดกับมุกดา เธอเองก็พึ่งเข้าใจว่าที่ผ่านมาลีรภัทรมองเธอน่ารำคาญมากขนาดไหน เขาคงจะอึดอัดที่ต้องอยู่กับเธอเหมือนที่พูดกับมุกดาเอาไว้เป็นแน่
ลีรภัทรรีบหันไปมองทางเมื่อได้ยินเสียงรถที่พึ่งขับออกไป เขามั่นใจว่าต้องเป็นเสียงรถบ้านของเกวลินอย่างแน่นอน แต่แค่แปลกใจว่าจะกลับทั้งทีทำไมถึงไม่มาบอกเขา ถ้าตามมารยาทอย่างน้อยก็ควรจะบอกลาเขาที่เป็นเจ้าบ้านสักหน่อยไม่ใช่เหรอ
ช่วงเย็นของวัน
“กลับมาแล้วเหรอแม่ตัวดี เอารถบ้านฉันไปเปื้อนโคลนที่ไหนมานี่” หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านเอ่ยหยอกเกวลินที่เอาแต่นั่งหน้าซึม
“เธอตรวจดูแล้วกันว่ามีอะไรพังบ้าง ฉันจะได้จ่ายให้ทีเดียว”
“แค่หยอกเล่นเองทำไมต้องจริงจังด้วย ว่าแต่เป็นอะไรทำไมซึมเป็นส้วมแบบนี้ล่ะ”
“ฝ้าย เธอว่าฉันน่ารำคาญมั้ย”
“เธอน่ะที่สุดของความน่ารำคาญเลยแหละ”
“ก็คงจะจริง ขนาดเพื่อนรักอย่างเธอยังรำคาญฉันเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น”
“เกว มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เธอคงไม่ได้โกรธฉันใช่มั้ย ทำไม…หรือมีใครว่าเธอน่ารำคาญ บอกฉันมาเดี๋ยวฉันจัดการให้เอง”
“ก็เธอไง เธอพึ่งพูดเมื่อกี๊เองไม่ใช่เหรอ”
“หยอกเล่นนิดเดียวเอง ไหนๆ ลองเล่ามาซิ”
“ไม่มีใครว่าฉันหรอก เขาแค่บอกว่าอยู่กับฉันแล้วอึดอัดน่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็คงทำตัวน่ารำคาญจนทำให้เขาอึดอัดใช่มั้ยล่ะ"
“คนที่ว่าเธอคงสำคัญสินะ ไม่งั้นเธอไม่มานั่งหน้าหักแบบนี้หรอก” หญิงสาวหลุดขำ
“ฉันหน้าหักเหรอ?”
“ก็ใช่นะสิ ปกติเธอโดนคนว่าหนักกว่านี้ยังไม่เห็นสนใจเลย แต่ดูตอนนี้สิกลับมานั่งซึมทำหน้าเศร้า ถ้าคนนั้นไม่สำคัญกับเธอ เธอจะเป็นแบบนี้เหรอ เขาเป็นใคร…ฉันรู้จักมั้ย”
“พูดบ้าอะไรของเธอ ฉันเศร้าที่ไหน หิวแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า”
เกวลินรีบเปลี่ยนเรื่อง เธอเองก็พึ่งรู้ตัวก็ตอนที่เพื่อนสาวทักขึ้นมา เพราะปกติเธอจะเป็นคนปล่อยผ่านเรื่องจุกจิกแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะมองหรือว่าเธอยังไงเธอก็ไม่เคยสนใจเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้พอเป็นคำพูดของลีรภัทรเธอกลับให้ความสนใจขึ้นมาได้
ฝ้ายหรือพิชชา หญิงสาววัย23ปีเพื่อนสาวคนสนิทของเกวลิน เธอมีพี่สาวอีกคนคือฝนหรือพิชณีที่กำลังเรียนต่อบริหารอยู่ที่ออสเตรเลีย เกวลินกับพิชชาเจอกันและสนิทกันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น หลังจบมัธยมปลายก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ออสเตรเลียด้วยกัน การเดินทางมาเชียงใหม่ของเกวลินนอกจากมีเป้าหมายเรื่องคาเฟ่แล้วก็อยากจะมาเยี่ยมหาเพื่อนสาวของเธออีกด้วย เพราะตั้งแต่กลับไทยมาทั้งสองก็ยังไม่ได้เจอกันเลย
2 วันผ่านไป
ลีรภัทรเดินเล่นอยู่ที่สวนดอกไม้ก็คิดถึงแต่เรื่องของเกวลิน เป็นเวลาสองวันแล้วที่หญิงสาวหายเงียบไปแม้แต่ชายหนุ่มโทรไปหาก็ไม่ยอมรับสาย แบบนี้ดูจะไม่ปกติเท่าไหร่เสียแล้ว ระหว่างที่เดินอยู่นั้นสายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นถุงกระดาษบางอย่างวางอยู่บนขอนไม้ พอหยิบขึ้นมาดูก็เห็นเป็นชุดนอนของเขาที่เคยให้เกวลินใส่เมื่อครั้งที่พายุเข้า นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าหญิงสาวต้องแวะมาที่บ้านของเขาอย่างแน่นอน และก็น่าจะพึ่งกลับ เพราะก่อนหน้านี้ที่เขาเดินผ่านจุดนี้ก็ยังไม่เห็นถุงกระดาษวางเอาไว้เลย ลีรภัทรรีบวิ่งตามเกวลินออกไปด้วยความเร็ว และก็เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ
“จอดรถไว้ซะไกลเลยกลัวผมรู้ว่าคุณมาหรือไง” ลีรภัทรตะโกนไปยังหญิงสาวที่กำลังเปิดประตูเตรียมขึ้นรถ พร้อมกับเดินตรงไปหาหญิงสาวอย่างไม่รีรอ
“คุณรู้ด้วยเหรอว่าฉันมา”
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ! ผมต้องถามว่า…เกิดอะไรขึ้นระหว่างเราต่างหาก คุณจงใจหลบหน้าผมใช่มั้ย”
ลีรภัทรจ้องไปที่ดวงตากลมโตของเกวลินอย่างคาดหวัง เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้หญิงสาวหายเงียบไปไม่บอกกล่าวเช่นนี้ เพราะถ้ามีเรื่องที่เขาทำให้หญิงสาวเข้าใจผิด เขาเองก็จะได้รีบอธิบายให้กับเธอได้เข้าใจ
เกวลินหลับตาพริ้มเมื่อใบหน้าของลีรภัทรแนบชิดใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวพร้อมตั้งรับไม่ว่าชายหนุ่มจะจู่โจมมาในรูปแบบไหน ลีรภัทรเองก็เอาแต่จ้องไปที่ปากเล็กๆ ของเกวลินอย่างว้าวุ่นใจ ถ้าตอนนี้เขากับเธอตกลงปลงใจคบกันแล้วคงจุมพิตเธออย่างไม่ลังเล“หวังอะไรถึงได้หลับตาปี๋แบบนี้” ชายหนุ่มเป่าลมปากไปที่ดวงตาของเกวลินที่ปิดอยู่ ก่อนจะร่นถอยห่างออกมา“อีตาบ้า นี่คุณแกล้งฉันจริงๆ ด้วย” เกวลินรู้สึกอับอายนัก หญิงสาวปรี่เข้าไปผลักอกลีรภัทรอย่างเต็มแรง ตอนที่เธอหลับตาเขาคงหัวเราะเยาะเธอเป็นแน่ คงมองว่าเธอใจง่ายที่เขาอยากจะทำอะไรเธอก็ยอม“คุณจะมาโกรธผมทำไม หรือคุณอยากให้ผมจูบ….”“หยุด! ห้ามพูดคำนั้นเด็ดขาด”“ที่บอกว่าชอบคุณผมพูดจริงๆ นะ คุณไม่สังเกตเห็นเลยเหรอว่าท่าทีของผมที่มีต่อคุณมันเปลี่ยนไป หลังจากคืนที่พายุเข้าผมก็เริ่มแน่ใจว่ารู้สึกกับคุณไม่เหมือนเดิม”“ชอบที่ฉันยอมตากฝนเพื่อขนย้ายดอกไม้พวกนั้นให้คุณจนเป็นไข้เนี่ยนะ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคุณก็ชอบคนง่ายเกินไปแล้ว”“ถ้าทำดีกับผมแค่นั้นแล้วทำให้ผมชอบได้ง่ายๆ งั้นผมก็คงชอบครูมุกไปแล้วล่ะสิ ถ้าเทียบกันครูมุกทำอะไรดีๆ ให้ผมเยอะกว่าคุ
“คุณจะบอกว่าไม่มาอยู่ที่นี่แล้วใช่มั้ย”“ไม่ใช่สักหน่อย อย่าบอกนะว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่แล้ว” เกวลินขมวดคิ้วใส่ลีรภัทร เห็นสายตาและท่าทีเฉยเมยของชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้“อ้าว! ที่จะคุยกับผมไม่ใช่เรื่องนี้หรอกเหรอ” ชายหนุ่มโล่งใจ“ก็ไม่ใช่นะสิ คิดอะไรของคุณอยู่นี่”“ใครจะไปรู้ล่ะ ก็คุณหน้าตึงดูจริงจังซะขนาดนั้น ก็นึกว่าจะมายกเลิกสัญญาเช่า”“เป็นคุณมั้งที่หน้าตึง ทำซะฉันตกอกตกใจหมดนึกว่าคุณจะเปลี่ยนใจแล้วซะอีก” หญิงสาวลูบอกตัวเองเบาๆ ตอนนี้ค่อยโล่งใจขึ้นมาได้หน่อยลีรภัทรหลุดขำออกมา ชายหนุ่มเองที่คิดมากจนเกินไป ก็เพราะท่าทีของหญิงสาวเมื่อคืนชวนให้ชายหนุ่มอดกังวลไม่ได้ ยิ่งเห็นหญิงสาวมาแต่เช้าตรู่แบบนี้ก็นึกว่าจะมาบอกเรื่องเปลี่ยนใจไม่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านสวนแล้วเสียอีก“คุณยิ้มทำไม”“ผมแค่ดีใจน่ะ เอาเป็นว่าคุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม”“คืออย่างนี้นะ ฉันเองก็มาอยู่ที่แล้ว งั้นถ้าฉันจะให้ช่างมาต่อเติมคาเฟ่ที่สวนคุณเลยได้มั้ย ค่อยๆ ทำค่อยๆ ปรับไป ชอบไม่ชอบตรงไหนฉันจะได้เปลี่ยนใจได้ ฉันอยากให้คาเฟ่เล็กๆ ของฉันรับกับสวนดอกไม้ของคุณได้น่ะ”“ก็เอาสิ ผมเองก็จะบอกคุณเรื่องนี้เหมือนกัน ระย
“คุณลี คุณเลิกแกล้งฉันได้แล้ว”เกวลินพยายามยื้อยุดปลีกตัวออกจากอ้อมแขนของลีรภัทร หญิงสาวไม่ตอบในสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยถาม และเริ่มไม่ชอบใจแล้วที่เขาเอาแต่เย้าหยอกเธอเช่นนี้ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรก็ควรเว้นระยะห่างจากเธอไว้หน่อยไม่ใช่เหรอ“คุณเป็นคนเริ่มก่อนเองนะ พอผมถามกลับ…กลายเป็นผมผิดซะงั้น”“ก็ได้ ฉันจะไม่ถามไม่สงสัยอะไรในตัวคุณอีกแล้ว เอาเป็นว่าต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่ พอใจหรือยัง”ท่าทีแง่งอนของเกวลินทำให้ลีรภัทรเอ็นดูนัก ชายหนุ่มเอาแต่ยิ้มมองไปที่หญิงสาวอย่างชอบใจ ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่มุมที่หญิงสาวเด็ดเดี่ยวมั่นใจในตัวเอง แต่พอยิ่งใกล้ชิดเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงที่อ่อนไหวใสซื่อ เหมือนเด็กสาวทั่วไปก็เท่านั้นลีรภัทรคลายมือที่โอบเกวลินออกเมื่อได้ยินเสียงคนส่งเฟอร์นิเจอร์ตะโกนเรียก เกวลินเองทันทีที่ชายหนุ่มคลายอ้อมกอดออกก็รีบเดินจากห้องหนีไปอย่างไม่รีรอ ท่าทางของเธอยิ่งทำให้ชายหนุ่มเอ็นดูมากขึ้นกว่าเดิมช่วงเย็นของวัน“มากันแล้วเหรอ” ป้าน้อยยิ้มทักทายเมื่อเห็นเกวลินเดินเคียงมากับลีรภัทร วันนี้เธอให้ผู้เป็นหลายเอ่ยชวนหญิงสาวมาทานมื้อเย็นด้วยกัน“เดี๋ยวเกวช่วยทำกับข้าวนะคะ”“ไม่ต้องหรอกหนูเกว ค
“ทำดีกับคุณ หมายถึงทำอะไรให้บ้างล่ะ ผมว่าสิ่งที่ผมทำก็มีเหตุและผลของมันนะ” ลีรภัทรให้คำตอบกับหญิงสาว เพราะสิ่งที่เขาทำให้เธอไม่ได้ดูเกินความจำเป็นเลยสักนิด“คุณเคยเห็นตัวเองเมื่อก่อนตอนที่อยู่กับฉันมั้ยคะว่ามันต่างจากตอนนี้มากแค่ไหน ในชั่วข้ามคืนคุณก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าฉันขออะไร…คุณก็โอเคทุกอย่าง อยู่ดีๆ คุณก็มาดีกับฉัน ฉันก็อดสงสัยไม่ได้สิว่าปกติคุณเป็นของคุณแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่า”“ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ก่อนหน้านี้เราแค่ยังไม่รู้จักกันมากพอ คุณก็เลยไม่เห็นตัวตนจริงๆ ของผม หรือคุณคิดว่าการที่ผมทำดีกับคุณก็เพื่อหวังอะไรในตัวคุณ”“ไม่ได้คิด ฉันแค่จะบอกว่าบางทีการที่เราทำดีกับคนคนหนึ่งมากๆ มันอาจทำให้คนคนนั้นเข้าใจเจตนาเราผิดได้”“เช่นอะไรล่ะ”“ก็…ก็…”“ก็จะทำให้เข้าใจว่าผมชอบเขางั้นเหรอ” ลีรภัทรตอบแทนเมื่อเห็นหญิงสาวเอาแต่อ้ำอึ้ง“ก็ประมาณนั้น”“แล้วคุณล่ะคิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า ถ้าผมทำดีกับคุณแบบนี้ไปเรื่อยๆ …คุณจะคิดว่าผมชอบคุณมั้ย”คำถามตรงไปตรงมาของลีรภัทรทำให้เกวลินนิ่งเงียบในทันที เหตุใดชายหนุ่มถึงได้พูดถึงเรื่องนี้อย่างสบายใจได้ ไหนจะสายตาหยาดเยิ้มมองมาที่เธออีก คงไม่ใช่ว่าเขาชอบเธอเ
“เงียบแบบนี้ลังเลเหรอ”ปานวาดเอ่ยถามผู้เป็นลูกสาวอีกครั้ง เธอเองก็อยากรู้ว่าในใจของเกวลินยังรักชายหนุ่มดังกล่าวอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่จบความสัมพันธ์กันไปก็ไม่เคยได้ยินพูดถึงหรือติดต่ออีกเลย“ที่หนูเงียบเพราะกำลังคิดหาทางหนีเขาต่างหาก แม่คะ…งั้นเกวกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลยได้มั้ย เกวไม่อยากเจอน้ำน่ะ”“แล้วคิดจะหนีหน้าไม่เจอน้ำแบบนี้ไปตลอดหรือไง ครอบครัวเขากับครอบครัวเราก็รู้จักกัน ยังไงต้องติดต่อกันอยู่ดี มีอะไรทำไมไม่คุยกันให้เข้าใจล่ะ”“เกวพูดไม่รู้จะพูดยังไงแล้วค่ะ เราสองคนไม่เหมาะที่จะเป็นแฟนกันเลยสักนิดเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่า และน้ำเองที่เป็นคนบอกเลิกเกวก่อน แล้วตอนนี้จะมาง้อขอคืนดีนี่นะ”“แต่เกวก็จะบอกเลิกน้ำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แค่น้ำชิ่งบอกเกวก่อนแค่นั้น”“ตกลงใครเป็นลูกแม่กันแน่คะ” เกวลินค้อนไปที่ผู้เป็นแม่จนเธอต้องหลุดขำออกมา“แม่ไม่คุยด้วยแล้ว เกวขึ้นไปเอายามาให้แม่ดีกว่า อีกอย่างพรุ่งนี้ห้ามหนีกลับเชียงใหม่ล่ะ สัญญาว่าจะอยู่บ้านอาทิตย์หนึ่งก็ต้องอยู่ให้ครบ เข้าใจมั้ย”“เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวหน้ามุ่ย ดูเหมือนแม่ของเธอจะรู้ทันเธอเสียแล้ววันต่อมา ช่วงสายของวันเกวลิน
วันต่อมา“เดี๋ยวผมจะให้คนงานเข้ามาเก็บกวาดห้องให้ ส่วนเรื่องแต่งห้องยังไงก็รอคุณมาจัดการเองแล้วกัน แล้วคุณจะกลับบ้านกี่วันล่ะ”“น่าจะอาทิตย์หนึ่ง กลับแป๊บเดียวเดี๋ยวพ่อกับแม่ก็บ่นให้ ต้นไม้ตรงนั้นดูโล่งไปนะ ถ้ามีชิงช้าสักหน่อยน่าจะดี” เกวลินชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องที่เธอจะมาอาศัยอยู่นัก“เป็นเด็กเหรอถึงชอบนั่งชิงช้า”“ก็ใช่นะสิ ใครจะไปแก่เหมือนคุณล่ะ ฉันมีเรื่องจะถามคุณหน่อยสงสัยมาตั้งนานแล้ว ทำไมคุณถึงตั้งชื่อว่าสวนดอกไม้คุณชายลีล่ะ เวลาฟังไม่จักจี้หูบ้างเหรอที่ได้ยินคนมาเรียกคุณชาย…คุณชายแบบนี้"“ทีแรกผมก็เขินอยู่เหมือนกัน ชื่อนี้ย่าผมเป็นคนตั้งน่ะ ตอนเด็กผมก็งอแงอยากให้ย่าเปลี่ยนชื่อใหม่เหมือนกัน แต่มันเป็นความสุขของย่า…ผมก็เลยปล่อยผ่าน คิดแค่ว่าเดี๋ยวรอผมโตค่อยเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่พอท่านเสียผมกลับทำใจเปลี่ยนมันไม่ได้ ชื่อที่ย่าตั้งด้วยความรักที่มีให้ผม ผมก็ควรรักษาและทะนุถนอมให้ดีไม่ใช่เหรอ อีกอย่างทุกคนก็คุ้นชินกับชื่อนี้กันหมดแล้วด้วย”“คุณทำถูกแล้วค่ะ ย่าคุณคงจะภูมิใจในตัวคุณมาก แล้วปู่คุณละคะ ฉันไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงปู่คุณเลย”“ผมไม่ค่อยมีความทรงจำเรื่องปู่เท่าไหร่







