สี่ปีต่อมา
วาลีกลายเป็นบัณฑิตสาวป้ายแดง บรรดาเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิต่างพากันเอาของขวัญและดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีในวันรับปริญญาบัตร ไม่ต่างจากโสภาที่วันนี้เดินทางมาพร้อมกับรุ่งอรุณ ลูกสาวคนเล็กของบ้านพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่มามอบให้ด้วยรอยยิ้ม
“คุณโสภา คุณเวลา สวัสดีค่ะ” คนตัวเล็กในชุดครุยสีขาวยกมือไหว้ผู้มีพระคุณ ก่อนเอื้อมมือออกไปรับช่อดอกไม้และยืนให้ช่างภาพถ่ายรูปร่วมกัน
จากนั้นทุกคนก็พากันไปนั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าลานคณะเพื่อพูดคุยแสดงความยินดี โสภามอบของขวัญที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อแสดงความยินดีกับสาวน้อยคนเก่ง วาลีที่เห็นดังนั้นก็รีบยกมือไหว้ปลกๆ เป็นการขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีที่ได้รับมาตลอด
“แกะดูสิลูก” โสภาคะยั้นคะยอกับคนตัวเล็กพลางลูบศีรษะรับไหว้ด้วยความเอ็นดู
วาลีโตมาสวยราวกับรูปวาด ผิวพรรณก็เนียนเปล่งปลั่ง ไร้ริ้วรอย จนหลายครั้งเธอก็อดแปลกใจเวลาที่ได้เจอหน้ากันแต่ละครั้งที่มูลนิธิไม่ได้ หากไม่ทราบมาก่อน ว่าเธอเป็นเด็กที่มูลนิธิอุปถัมภ์ คงคิดว่าเป็นลูกสาวคุณหญิงคุณนายที่ไหน
มือน้อยแกะของขวัญตามคำสั่งอย่างว่าง่าย และพบว่ามันคือนาฬิกาเรือนหรู ดวงตากลมโตแอบเหลือบไปเห็นข้อมือของรุ่งอรุณก็พบว่าเป็นแบบเดียวกัน คนตัวเล็กสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะปิดมันลงแล้วมองหน้าหญิงวัยกลางคนด้วยความเกรงใจ
วาลีกลัวว่าลูกสาวคุณเล็กของท่านจะคิดมาก หาเธอได้รับของอย่างเดียวกันกับลูกสาวแท้ๆ
“อย่าเกรงใจ อะไรที่แม่ให้ แม่คิดดีแล้ว”
โสภาแทนตัวเองว่าแม่กับวาลีเสมอ พร้อมกับเรียกเธอว่าลูกมาโดยตลอด วาลีที่ได้ฟังเช่นนั้นจึงพยักหน้าแล้วยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้ง ส่วนรุ่งอรุณที่รอจังหวะเข้าร่วมบทสนทนาอยู่แล้วก็พูดขึ้นมาบ้าง
“อันนี้ของขวัญจากเวลานะวา”
กล่องของขวัญชิ้นใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้าบัณฑิตสาว วาลีเงยหน้าสบตาคนอายุเท่ากันเล็กน้อย ก่อนจะรับมันมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“โน้ตบุ๊ก ไม่ต้องเปิดมาดูก็ได้เดี๋ยวเก็บลำบาก เวไปเลือกมากับพี่ไทม์ เผื่อวาทำงานจะได้มีโน้ตบุ๊กดีๆ ไว้ทำงานไง รุ่นนี้ดีมากเลยนะ เวซื้อมาลองใช้เองแล้ว”หญิงสาววัยเดียวกันจ้อบรรยายสรรพคุณสินค้าให้เธอฟังไม่หยุด
วาลีรู้สึกตื้นตันใจกับสิ่งที่ครอบครัวนี้มอบให้เธอจนเก็บสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ไม่อยู่ สิ่งที่ได้รับมันยิ่งกว่าบุญคุณ
อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย เงินทอง รวมถึงโอกาสทางการศึกษา สิ่งเหล่านี้ยิ่งใหญ่จนแม้แต่ครอบครัวแท้ๆ ของเธอเองก็อาจจะหามันให้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากมีสิ่งไหนที่เธอสามารถช่วยเหลือตอบแทนได้ เธอยินดีที่จะช่วยทันที
“วันนี้พี่ไทม์กับคุณพ่อติดประชุมบ่าย ไว้พรุ่งนี้แม่จะให้รถไปรับที่มูลนิธิไปกินข้าวที่บ้าน วาจะได้เจอคุณย่าด้วย”
ใบหน้าสวยที่เคยยิ้มแย้มพลันแสดงสีหน้าเหยเกทำตัวไม่ถูก เมื่อได้ยินว่าต้องไปเข้าพบผู้อาวุโสของตระกูลสิทธิเกรียงไกร
จริงอยู่ที่เธอจะได้รับการอุปการะเป็นอย่างดีจากสองสามีภรรยาบ้านนี้ หากแต่ยังไม่เคยเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นเลยสักครั้ง มีเพียงรูปถ่ายตามหน้าสื่อสังคมเท่านั้น ที่จะได้เห็นหน้าของมารดาวิรัชบ้าง
แต่ช่วงสี่ห้าปีมานี้ วาลีกลับเห็นเพียงวิรัชกับพลบค่ำที่เป็นฝ่ายออกงานสังคม ส่วนหญิงอาวุโสน่าจะวางมือจากการออกงานแล้วเนื่องจากอายุที่มากขึ้น
ใบหน้าสวยแสดงออกถึงความรู้สึกประหม่าอย่างไม่ปกปิด อีกทั้งยังกลัวจะถูกครหาจากคนภายนอก ว่าประจบประแจงคนจากตระกูลนี้
“วา...”
ริมฝีปากอวบอิ่มกำลังรวบรวมความกล้าที่จะกล่าวปฏิเสธคำชวน แต่กลับถูกโสภาก็พูดขัดไว้เสียก่อน
“ไปเถอะลูก คุณย่าเองก็อยากเจอหนูวา คุณย่ารู้เรื่องหนูมาตลอดเลยนะ แต่ยังไม่มีโอกาสมาเจอด้วยตัวเอง ยิ่งตอนนี้คุณย่าเองก็ป่วยตามประสาคนมีอายุ ถ้าได้เจอหนูก็คงจะดี”
พูดแบบนี้จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร
อีกทั้งแววตาคาดหวังแกมขอร้องที่ทั้งคู่ส่งมาให้เธออีก สุดท้ายวาลีก็ต้องยิ้มรับและพยักหน้าเป็นการตกลง
“ค่ะ วาจะไป”
บ้านสิทธิเกรียงไกร
คฤหาสน์หรูสีขาวถูกตกแต่งเรียบง่ายดูดี ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเน้นความสบายใจของผู้อยู่ แต่ภายในคฤหาสน์กลับเต็มไปด้วยของตกแต่งหรูหราบ่งบอกถึงฐานะผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างดี
วาลีในชุดเดรสแขนกุดยาวคลุมเข่าลงจากรถด้วยอาการตื่นเต้นเต็มอก ผมยาวสลวยถูกถักเปียรวบไปทางด้านซ้ายดูเรียบร้อยสวยงาม ใบหน้าจิ้มลิ้มถูกแต่งเติมให้สวยได้อย่างพอดิบพอดีสมวัย
รุ่งอรุณวิ่งออกมารับพร้อมกับสีหน้าดีใจอย่างไม่ปกปิด
“วา~”
“สวัสดีค่ะคุณเวลา”
“จะเลิกเรียกคุณกี่โมง?”
ใบหน้าเล็กบูดบึ้งพร้อมกับบ่นแขกอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะจูงมือกึ่งลากเข้าไปในบ้าน
ตั้งแต่เด็กจนโต รุ่งอรุณมักจะชอบลากเธอไปนั่นไปนี่ทุกครั้งในวันที่ไปมูลนิธิ ส่วนคนถูกลากเองก็เต็มใจให้ลากอย่างไม่อิดออด เพราะยอมลูกสาวคนเล็กของบ้านง่ายๆ รุ่งอรุณจึงรักจึงหลงวาลียิ่งกว่าเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน
“แม่คะ ยัยวามาแล้วค่ะ”
รุ่งอรุณเอ่ยกับมารดาตนเองเสียงดังฟังชัดทันทีที่เดินมาถึงหน้าทางเข้าครัว เนื่องจากวันนี้เป็นครั้งแรกที่วาลีมาที่บ้าน โสภาจึงลงมือทำอาหารเองกับมือหลายอย่าง โดยมีแม่บ้านคอยเป็นลูกมือในครัวสามสี่คน
วาลียกมือขึ้นไหว้ทักทายทุกคนในครัวอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินเข้ามาในครัวลำพัง เนื่องจากรุ่งอรุณไม่ยอมเดินเข้ามาในครัวด้วย
“ตามสบายนะวาลี เวไม่ชอบให้กลิ่นอาหารติดตัว ฮิๆ แม่คะ เวไปตามคุณพ่อกับพี่ไทม์ให้นะคะ” พูดจบก็วิ่งปรู๊ดหนีออกไป ทิ้งให้วาลียืนกับโสภาในครัว
“หนูช่วยนะคะ”
คนตัวเล็กเดินไปล้างมือบริเวณอ่างล้างจาน ก่อนจะเอื้อมไปหยิบผักมาในกระจาดมาหั่นอย่างคล่องแคล่ว
เพราะการทำอาหารและดูแลเด็กเป็นงานประจำในมูลนิธิ วาลีจึงทำได้อย่างชำนาญ ไม่ว่าจะปอก จะหั่น จะผัด จะปรุงก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีที่ติแถมยังรสชาติดีจนโสภาเองยังตกใจ
“แกงส้มอร่อยมากเลยลูก เก่งจังเลย เรียนก็เก่ง ทำอาหารก็เก่ง นิสัยก็ดี ใครได้เป็นลูกสะใภ้ดีใจแย่เลย” หญิงวัยกลางคนชมออกมาจากใจจริง
ส่วนคนถูกชมก็ทำได้เพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบอะไร
“หนูวามีแฟนรึยังลูก”
“ยังค่ะ”
“ตายแล้ว! ผู้ชายในมหาลัยไม่มีคนที่ถูกใจเลยเหรอ ลูก โกหกแม่หรือเปล่า ถ้ามีก็พามาหาแม่บ้างนะ จะได้รู้จักไว้ว่าคบหากับใครอยู่”
“ค่ะ”
วาลีตอบรับคำพูดนั้นออกไปอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่ประสบการณ์การถูกทอดทิ้งจากครอบครัวจะฝังใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ควรลงหลักปักฐานกับใคร