บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน จะต่างก็มีอยู่สองสิ่ง สิ่งแรก คือ หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นคุณย่าของพลบค่ำและรุ่งอรุณลงมาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วย ซึ่งปกติท่านจะรับประทานอาหารภายในห้องนอนเท่านั้น สิ่งที่สอง คือ มีแขกสาวสวยใบหน้าจิ้มลิ้มมานั่งร่วมรับประทานอาหารด้วยในมื้อนี้
“ตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจย่า”
วาลีที่นั่งติดกับพลบค่ำยกมือไหว้แสดงความขอบคุณในความเอ็นดูที่ได้รับ การที่เธอมานั่งติดกับคนตัวสูงไม่ใช่เรื่องที่เธอจงใจให้เกิดขึ้น เพียงแต่จานชามที่แม่บ้านจัดโต๊ะไว้ตามจำนวนคนเหลือแค่ที่ว่างตรงนี้ให้เธอนั่งได้
เพราะกว่าหญิงสาวจะช่วยแม่บ้านยกอาหารมาวางบนโต๊ะจนครบ ทุกคนในบ้านก็มานั่งประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว รุ่งอรุณจึงจัดแจงให้วาลีไปนั่งข้างพี่ชายเพราะไม่ชอบความจุกจิกของพลบค่ำที่มีต่อตนเอง
ระหว่างที่รับประทานอาหาร คุณย่าก็ถามไถ่วาลีและคนครอบครัวจิปาถะเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศ นานแล้วที่เจ้าของบ้านไม่ได้ลงมาร่วมโต๊ะอาหารกับคนในครอบครัว จึงไม่แปลกที่จะมีเรื่องคุยวันนี้มากเป็นพิเศษ
“หนูวายังไม่มีแฟนเหรอลูก งั้นวิรัช...แกก็แนะนำลูกชายนักธุรกิจที่ร่วมงานกับเราให้สักคนสิ เอาคนที่จะคอยดูแลหนูวาได้นะ”
หญิงชราผู้พ่วงตำแหน่งมารดาประธานบริษัทพูดขึ้นมา หลังจากที่ทราบจากลูกสะใภ้ว่าวาลียังไม่มีคนคบหาดูใจ
“แคก!”
คนตัวเล็กถึงกับสำลักอาหารเมื่อได้ยินอย่างนั้น เธอเข้าใจความหวังดีของผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เธอเพิ่งจะเรียนจบและยังไม่คิดเกี่ยวกับความรัก
ยังไม่ทันหายจากอาการไอ มือหนาของคนข้างๆ ก็ยัดผ้าเช็ดปากใส่มือเธอพร้อมกับส่งยิ้มมุมปากให้ ราวกับมันเป็นเรื่องน่าขบขัน ก่อนจะนั่งก้มหน้ารับประทานอาหารต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ทำไมล่ะลูก ไม่อยากแต่งงานเหรอ”
“ปะ เปล่าค่ะคุณหญิง วาแค่รู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป วาเพิ่งเรียนจบเองค่ะ” คนตัวเล็กรีบตอบเจ้าของบ้านด้วยความสุภาพ
คนได้ฟังเช่นนั้นก็อดถอนหายใจออกมากับประโยคที่ได้ยินนี้ไม่ได้ เพราะท่านเองก็เคยได้ยินมาก่อนหน้านั้นหลายครั้งจากหลานชาย
“พูดเหมือนตามไทม์เลย เรียนจบวิศวะมาก็ทำแต่งานกับเที่ยวเล่น ผ่านไปแป๊บๆ ก็สิบปี...ยังไม่มีเหลนให้ย่าอุ้มเหมือนกัน” หญิงชราบ่นออกมากลางโต๊ะตามประสา พร้อมกับปรายตามองหลานชายซึ่งนั่งสะดุ้งจนดูมีพิรุธ
“แคก!”
รอบนี้เสียงสำลักออกมาจากหลานชายเจ้าของบ้าน วาลีหยิบผ้าเช็ดปากส่งให้เขาแบบเดียวกับที่เขาทำกับเธอบ้าง ก่อนจะถูกสายตาคมเหลือบมองกลับมาด้วยแววตาหงุดหงิด และรับมาถืออย่างเสียไม่ได้
ในขณะที่คนถูกดุทางสายตานั่งงุนงงว่าทำอะไรผิด เสียงหัวเราะของรุ่งอรุณก็ดังขึ้นมา
“หึ ฮ่าๆๆ” ลูกสาวคนเล็กเบือนหน้าหนีหยิบน้ำมาจิบแก้เก้อกับกิริยาที่เผลอแสดงออกมา ก่อนจะหันมาทำหน้าตาสงบเสงียม
“ขำอะไรยัยเว” มารดาที่นั่งข้างลูกสาวจับแขนถามลูกด้วยความไม่เข้าใจ
“ขำวาลีกับพี่ไทม์ค่ะ”
วาลีแสดงสีหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจคำพูดนั้น รวมถึงคนบนโต๊ะด้วย
ยกเว้นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างคนตัวเล็กที่ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด
“เวแอบเห็นตอนที่ยัยวาสำลักเพราะคุณย่าถามเรื่องแฟน พี่ไทม์เขายัดผ้าใส่มือแล้วยิ้มมุมปากใส่ รอบนี้เลยโดนยัยวายัดผ้าใส่มือเอาคืน ”
คนตัวเล็กถึงบางอ้อว่าทำไมเขามองเธอด้วยสายตาหงุดหงิด เขาคิดว่าเธอยอกย้อนการกระทำของเขานี่เอง
วาลีเงยหน้าไปมองคนตัวสูงพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ บ่งบอกว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว
“อย่าหัวเราะเวลากินข้าว” เสียงเข้มดุน้องสาวจนคนข้างๆ สะดุ้งไปด้วย
พลบค่ำที่เห็นว่าวาลีสะดุ้งตามน้องสาวก็ชักสีหน้าใส่เธออีกแล้ว หญิงสาวรีบยกมือไหว้ขอโทษเมื่อลืมตัวว่าเผลอแสดงอาการกลัวเขาออกมาทุกทีที่เจอกัน จนคนเคยถูกเธอเรียกว่า ‘ยักษ์’ รู้สึกเสียหน้า
“แกงส้มทะเลวันนี้เป็นยังไงบ้างไทม์” โสภาที่เห็นบรรยากาศไม่ดีก็ถามขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของลูกชาย
“อร่อยมากครับ รสชาติเข้มข้นขึ้นเยอะเลย ผมชอบแบบนี้มากกว่า”
ชายหนุ่มกล่าวชมเอาใจมารดา ก่อนจะตักแกงส้มอาหารโปรดเข้าปากเป็นการการันตีคำพูดตนเองอีกคำ
“วันนี้น้องวาเป็นคนทำน่ะลูก”
“พรืดดด”
คำตอบของมารดาทำเอาคนบนโต๊ะหันหน้าหนีเพื่อกลั้นหัวเราะคนละทิศละทาง ส่วนคนหน้าแตกเพราะจะเอาใจแม่ แต่ผิดแผน ก็ต้องหันไปมองคนนั่งข้างๆ เป็นครั้งที่สาม คนถูกมองก็ทำหน้าแหยก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ
วันนี้เขากับเธอประเด็นเยอะกันเหลือกัน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ รุ่งอรุณก็ชวนวาลีขึ้นไปคุยกันในห้องนอน ส่วนคนตัวสูงก็พาคุณย่ากลับขึ้นมาพักผ่อนที่ห้องนอนใหญ่
หญิงวัยชราเอนกายลงพิงกับหัวเตียง เพื่อผ่อนคลายอาการเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน บิดาและมารดาของคนตัวโตก็เดินตามเข้ามาช่วยดูแลเช่นทุกครั้ง
“ตาไทม์ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีเถอะ” ท่านเปิดประเด็นกล่าวอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง
“ผม...ยังไม่พร้อมมีครอบครัวครับ” ปากหนาตอบผู้ใหญ่ออกไปตามจริง
การมีครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา ตั้งแต่จำความได้จนถึงตอนนี้ พลบค่ำไม่เคยให้ความสำคัญกับคนอื่นนอกจากครอบครัวและเพื่อน แม้จะมีผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์ทางกายมากหน้าหลายตา แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน
“รอบนี้จะอ้างอะไรกับย่าอีกล่ะ เรื่องงานก็เข้าที่มานานแล้ว ไทม์ทำงานมาสิบปีแล้วนะลูก”
“ผมยังไม่เจอคนที่ผมรักครับ” เขาตอบคำถามคุณย่าจากใจพร้อมกับแสดงใบหน้าไร้ความรู้สึกออกมา
“บรรดาผู้หญิงที่ผ่านๆ เข้ามาไม่มีถูกใจเลยเหรอ”
คุณย่ายังถามคนตรงหน้าต่อ พร้อมๆกับเอามือเหี่ยวย่นลูบใบหน้าคมคมคร้ามด้วยความเอ็นดู
หลานชายของเธอเป็นคนหน้าตาดี การศึกษาดี ผู้หญิงเข้ามาทำความรู้จักด้วยไม่เคยขาด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสรับทราบมาตลอด แต่พลบค่ำกลับไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านเลย เรื่องนี้ก็เป็นที่ทราบกันดี
“ไม่มีครับ”
ร่างสูงตอบแล้วฟุบหน้าลงตักอุ่นของคุณย่าเป็นการออดอ้อนหวังให้เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา จนคนถูกอ้อนถอนหายใจอย่างจำนนในครั้งนี้ แต่ก็มิวายสอนหลานให้รู้จักรักคนอื่น
อย่ากลายเป็นคนไร้หัวใจ...
“ใช้ร่างกายตัวเองจนคุ้มแล้ว ก็อย่าลืมใช้หัวใจ”
“...ครับ”
“หัดใจดีกับคนอื่นนอกจากครอบครัว”
“...จะพยายามครับ” รับปากออกไปส่งๆ เสียไม่ได้
“รักให้เป็น”
“ครับ”
“ถ้าไม่มีย่า ไม่มีพ่อแม่กับน้องและเพื่อนๆ แล้ว ไทม์จะไม่เหลือใครเลยนะลูก”
“ครับ”
“ย่าอยากเห็นเหลน ปีหน้าย่าก็แปดสิบหกแล้ว พ่อหลานก็ใกล้หกสิบกว่า แถมตอนนี้ก็วางงานให้ไทม์ดูแลเกือบหมดแล้ว เหลือแต่ครอบครัวของหลานที่ย่ายังไม่เห็น” คนอาวุโสพูดพลางลูบศีรษะหลานชาย
อายุของคนเรามันสั้น กาลเวลาก็ผ่านไปรวดเร็วนัก เธอยังจำวันที่หลานชายเข้าโรงเรียนวันแรกได้ พริบตาเดียวหลานตัวเล็กของเธอก็กลายเป็นหนุ่มหล่อที่มีแต่คนหมายปอง แต่เขากลับเย็นชาไม่สนใจจะผูกใจไว้ที่ใคร
“ที่แม่ตั้งชื่อลูกว่าไทม์ และตั้งชื่อน้องว่าเวลา เพราะแม่อยากให้ไทม์ให้ความสำคัญกับเวลาปัจจุบันของตนเอง”
มารดานั่งลงข้างๆ ลูบแผ่นหลังกำยำด้วยความรักสุดหัวใจ
“บ้านเรามีเงินเยอะแล้ว ไม่ต้องมองหาคนที่เหมาะสมกับฐานะ ให้หาคนที่เหมาะสมกับใจ”มารดาพูดอีก
“ครับ”
ร่างสูงที่นอนฟุบบนตักคุณย่ารับคำเสียงเรียบ แต่ในใจกำลังสับสนวุ่นวายกับสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด เขาไม่ใช่คนรั้นกับผู้ใหญ่ แต่เรื่องยิ่งใหญ่อย่างการมีครอบครัวมันต้องใช้เวลา
“ย่ายังรอได้ ทำใจให้สบายเถอะ”
สุดท้ายก็เป็นฝ่ายหญิงชราที่ต้องยอมให้หลานชายสุดที่รักอีกครั้ง มือเหี่ยวย่นพยุงตัวหลานให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยกัน ก่อนจะลูบศีรษะแสดงความรัก
“ส่วนยัยเวลาย่าไม่ได้เร่งรัดอะไร คนนั้นเขาใช้หัวใจไม่ขาด แต่ให้เพลาๆ เรื่องใช้เงินหน่อยก็ดี”
ประโยคท้ายที่คุณย่าพูดถึงหลานสาววัยยี่สิบสองปี ที่ขยันทำบัตรเครดิตเต็มวงเงินทำเอาทุกคนหัวเราะออกมา จนทำให้บรรยากาศอึมครึมเมื่อสักครู่คลายลง
วิรัชเองก็พยักหน้ารับทราบยิ้มๆ กับพฤติกรรมของลูกสาว
“หนูวาลี...จริงๆ ย่าก็ชอบนะ ถ้าไม่ติดว่าโสภาเขารักเหมือนลูก ย่าก็อยากให้ไทม์ศึกษาน้องให้ดีกว่านี้” คนอายุมากแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
โสภาที่นั่งข้างลูกชายพอได้ยินดังนั้นก็รีบตอบแม่สามีด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน
“ภาก็รักวาลีมากค่ะ รักเหมือนลูก อยากให้วาลีได้คนดีๆ ดูแล”
พลบค่ำหันขวับมองหน้าแม่ทันทีที่ได้ฟังประโยคนั้น
อดตงิดในใจไม่ได้...แม่กำลังบอกว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า
“ไม่ต้องมามองแม่ด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะไทม์ ก็ดูบรรดาผู้หญิงของลูกสิ ถ้าเขามารุมทึ้งน้อง น้องคงสู้ไม่ไหว”
พูดจบมารดาก็หยิกลูกชายด้วยความมันเขี้ยวไปหนึ่งที ไม่รู้ว่าได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร ทั้งที่สามีของโสภาก็เป็นคนสุขุม รักเดียวใจเดียว แต่ไทม์ได้จากพ่อมาแค่ความสุขุมกับการรักครอบครัวเท่านั้น
“เอ๊ะ! แต่ถ้าตาไทม์มีวาลีดูแลก็ดีนะคะคุณแม่ รายนั้นเขาไม่จุกจิก ไทม์เองก็ไม่ชอบคนคอยตาม น่าจะอยู่ด้วยกันได้”โสภาพูดขึ้นอย่างนึกสนุก
“หนูวาเขาจะเอาลูกเราหรือเปล่า วาลีน่ะกลัวเจ้าไทม์ยังกะกลัวยักษ์” ประโยคนี้วิรัชเป็นคนพูดขึ้น
ยักษ์...
เขาเกลียดคำนี้ เพราะมันเป็นคำที่คนตัวเล็กเรียกเขาตอนยังเด็ก และยังทำให้พ่อกับแม่ล้อเลียนเขาอยู่พักใหญ่ในช่วงนั้น