ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูของเวลาทำให้การสนทนาหยุดชะงัก ทุกคนหันไปมองหน้าประตูเป็นตาเดียว ร่างบางในชุดเดรสสายเดี่ยวเซ็กซีสีชมพูเปิดประตูเข้ามาหาผู้ใหญ่พร้อมรอยยิ้มเจื่อน
“ยัยวาจะกลับแล้วค่ะ” เมื่อพูดจบก็ดึงแขนเพื่อนที่ยืนอยู่นอกห้องให้เข้ามา
“อ้าว ทำไมรีบกลับนักล่ะ” คุณย่าเป็นฝ่ายถาม
“คือ....คุณพ่อของคุณแม่จันทร์เสียแล้วค่ะ คุณแม่จันทร์อาจจะไม่ค่อยว่าง วาจะรีบกลับไปช่วยดูแลน้องๆ” ร่างเล็กตอบเสียงเครือ เล่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากการคุยมือถือเมื่อครู่ให้ฟังจนหมด
เธอมักจะเรียกผู้ดูแลมูลนิธิว่าแม่ และเรียกคนอื่นๆ ว่าน้าหรือป้าหรือพี่ตามลำดับ
หญิงอาวุโสเอามือทาบอกด้วยความใจหาย ถ้าจำไม่ผิดบิดาของจันทร์จิราอายุเยอะกว่าเจ้าตัวอยู่ห้าปี อีกไม่นานคงถึงคราคนอายุไล่เลี่ยกันอย่างเธอ
ไม่มีใครหนีความตายพ้น
“ไทม์ ย่าจะฝากเงินไปทำบุญ แล้วก็ฝากถามการจัดงานพ่อจันทร์จิราที ขาดเหลืออะไรมาเอาที่ย่า”
คนตัวโตพยักหน้ารับคำสั่งผู้ใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบสมุดเช็คที่ลิ้นชักมาให้หญิงชราที่นั่งพิงเตียงอยู่ จัดการเซ็นเช็คสำหรับใช้จัดงานสวดอภิธรรมบิดาของหัวหน้ามูลนิธิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงออกมอบหมายให้หลานชายไปจัดการเรื่องแทน
“งั้นก็ฝากพาน้องกลับด้วยเลยนะ”
“ครับ”
“วาลีมาหาย่าก่อนลูก” คุณย่าเรียกร่างเล็กให้เดินเข้าไปร่ำลา
วาลีเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าที่พื้นข้างเตียงอย่างว่าง่าย รุ่งอรุณเองก็เดินตามมายืนข้างพี่ชายตนเอง มือเหี่ยวย่นตามกาลเวลาลูบศีรษะมนอย่างเอ็นดู
ไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่ลูกสะใภ้รักวาลีราวกับลูกสาวแท้ๆ อีกคน ความใจดี อ่อนโยนกับรอบข้างของวาลี ทำให้คนตัวเล็กกลายเป็นที่รักของผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
“ถึงจะเคยถูกทิ้งมา แต่ก็ยังใจดีกับคนอื่นได้ อ่อนโยนกับคนรอบข้าง ย่าขอให้หนูโชคดีและมีความสุขนะลูก”
มือน้อยยกมือก้มกราบลงบนเตียงผู้อาวุโสของบ้านด้วยความซาบซึ้ง ความรักที่คนบ้านนี้มีให้เธอมันมากมายจนเธอไม่เคยนึกเสียใจที่ถูกบิดามารดาที่แท้จริงทอดทิ้ง พวกเขาให้เธอไม่ขาดทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
“ขอบคุณค่ะคุณหญิง ถ้ามีโอกาสวาจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ”
หลังจากกล่าวลาคนในบ้านเรียบร้อย พลบค่ำก็เดินนำคนตัวเล็กไปที่รถคันหรูเพื่อไปส่งเธอที่มูลนิธิ รวมถึงจัดการงานตามที่คุณย่าสั่งเอาไว้ วาลีนั่งเงียบมองข้างทางไม่พูดจา สองมือเล็กกำชายกระโปรงตัวเองแน่นด้วยความประหม่า จนคนที่ขับรถอยู่ข้างๆ เป็นฝ่ายพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัด
“เธอรู้หรือเปล่าว่าเขาจะจัดงานที่ไหน”
“วายังไม่ทราบค่ะ ถ้าให้เดาอาจจะเป็นวัดในเขตประเวศน์ เพราะเมื่อปีก่อนคุณแม่ของคุณแม่จันทร์เสียก็จัดงานกันที่นั่น ท่านน่าจะอยากให้ทั้งสองคนอยู่ใกล้กัน”
คำพูดเรียบง่ายของคนข้างๆ ทำให้เขาอดคิดเรื่องที่เพิ่งคุยกับคุณย่าตนเองไม่ได้
กรณีแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการต้องอยู่คนเดียวหรือไง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องแต่งงานมีครอบครัว
“สุดท้ายคุณแม่ของคุณจันทร์จิราก็ทิ้งให้สามีอยู่คนเดียวตั้งหนึ่งปี ทำไมคนเราถึงต้องมีครอบครัวล่ะแบบนี้ สุดท้ายก็เหลือแค่ตัวเรา เหมือนคุณจันทร์จิราที่ตอนนี้เหลือแค่เขาคนเดียว”
คนข้างเบาะข้างคนขับหันขวับ
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้วาลีเกิดความไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณแม่จันทร์ของเธอเลย แต่กลับตัดสินไปแล้ว
“คุณไทม์คิดผิดแล้วค่ะ” เธอตอบเขาเสียงห้วน จนคนได้ยินอดใจไม่ได้ที่จะถามต่อ
“ฉันคิดอะไรผิด”
“อย่างแรก คุณแม่ของคุณแม่จันทร์ไม่ได้ทิ้งสามีให้อยู่คนเดียว ความตายเป็นเรื่องเหนือการคาดเดา” เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเข้ม
ซึ่งคนที่กำลังขับรถอยู่ก็ตั้งใจฟัง โดยไม่แทรกกลางคัน
“ประการที่สอง คุณพ่อของคุณแม่จันทร์ไม่ได้อยู่ลำพัง คุณตาท่านมีคุณแม่จันทร์และญาติๆ คอยดูแลอยู่ตลอดกระทั่งวาระสุดท้าย ท่านก็จากไปโดยมีญาติพร้อมหน้าพร้อมตากันมาบอกลาที่โรงพยาบาล”
“...”
“ประการสุดท้าย คุณแม่จันทร์ไม่ได้เหลือตัวคนเดียว ยังมีสามี ลูกและหลานๆ รวมถึงคนที่มูลนิธิคอยเป็นกำลังใจให้ตลอด”
สิ้นเสียงอธิบายยืดยาวของคนตัวเล็ก วาลีก็ชะงักและได้สติ เธอเพิ่งจะกล้าเถียงเขาฉอดๆ ออกไป
“แล้วเธอมีใคร”
จู่ๆ ประโยคนี้ก็หลุดออกมาจากริมฝีปากหยัก แม้แต่คนถามเองก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าถามไปทำไม
“วามีคนที่มูลนิธิค่ะ”
“เธอจะอยู่ที่นั่นจนตายเลยหรือไง”
“อยู่ไม่ได้เหรอคะ” เธอย้อนเขา
“แล้วมีใครอีก” ชายหนุ่มเลี่ยงไม่เถียงเรื่องไร้สาระ แต่กลับถามขึ้นมาอีกด้วยความอยากรู้
“มีครอบครัวคุณไทม์ค่ะ ทุกคนดีกับวามาก ดีจนวาไม่มั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่วาสมควรได้รับหรือเปล่า”
เขาเองก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องตอบ
“เธอจะแต่งงานตอนไหน”
ประโยคนี้ทำเอาคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง ทำไมอยู่ดีๆ เขาถามเธอ หญิงสาวครุ่นคิดถึงเหตุผลของคำถามอยู่ชั่วครู่ ก็นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่รับประทานอาหารกลางวันด้วยกันขึ้นมา
พลบค่ำอาจจะกำลังเครียดและหงุดหงิดหลังถูกตำหนิเรื่องไม่ยอมแต่งงาน มีเหลนให้คุณย่าท่านอุ้ม
“แล้วทำไมคุณไทม์ไม่แต่งงานล่ะคะ” เธอไม่ตอบแต่ถามย้อนเขาเช่นเดียวกัน
“ฉันถามเธอก่อนนะ”
“วาตอบคุณไทม์หลายข้อแล้วนะคะ”
เอี๊ยดดดด
รถยนต์ที่กำลังแล่นบนถนนกว้างเลี้ยวจอดริมฟุตบาททันทีหลังจบคำตอบนั้น มือหนาหักพวงมาลัยเข้าข้างทางเพื่อจอดคุยกับคนข้างๆ ที่เริ่มออกลายดื้อ
วาลีทำเหมือนกลัวเขา แต่เธอก็มักจะเถียงเขาและชอบรั้นใส่อยู่บ่อยครั้ง จนบางทีเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอกลัวเขาหรือรังเกียจเขากันแน่
“ฮือออ”
คนตัวเล็กไหวตัวทันส่งเสียงครางในลำคอพร้อมกับหลับตาปี๋เบี่ยงตัวหนีเขาสุดฤทธิ์ ร่างสูงโปร่งกลับตามโน้มตัวเข้ามาใกล้ ก่อนจะจับใบหน้าเล็กให้หันมาคุยกับเขาดีๆ วาลีสัมผัสได้ถึงมืออุ่นที่ประคองใบหน้าตนเองอยู่จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“กลัวฉันเหรอ”
ใบหน้าเล็กพยักหน้ารับ คนถามเห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจ ปล่อยมือจากเธอแล้วนั่งที่คนขับตามเดิม
“ทำไม”
“คุณไทม์ดูไม่ชอบวา” เธอบอกพร้อมกับขยับตัวไปชิดประตูฝั่งตนเองยิ่งกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้ไม่ชอบเธอ” เขาตอบพร้อมกับเริ่มขับรถเข้าสู่เส้นทางหลักอีกครั้ง
“ค่ะ”
“ต่อไปไม่ต้องกลัวฉัน”
คนฝั่งคนขับพูดก่อนจะขับรถต่อโดยไม่ได้สนทนาอะไรกับร่างเล็กอีก ส่วนวาลีก็นั่งเงียบไม่เข้าใจสิ่งที่เขากำลังสื่อ
‘ต่อไปไม่ต้องกลัวฉัน’
ประโยคคำสั่งหรือเปล่านะ