تسجيل الدخول
“นุ่มจัง …” ปภาวีพึมพำอีกครั้ง ดวงตาเหมือนจะปิดแต่ก็ยังฝืนลืมไว้ “เธอใช้น้ำหอมอะไร ทำไมตัวหอมแบบนี้”
เสียงนั้นเบาราวกระซิบ ทว่าอุ่นร้อนอย่างลมหายใจแนบผิว ชนากานต์ถึงกับตัวเกร็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นฉับพลันเหมือนมีใครมาจุดไฟไว้ตรงแก้ม เธอกะพริบตาถี่ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้หันกลับไปสบตาคนในอ้อมแขน
แต่ใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นแรงเสียจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ร้อนจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น หวังให้ความเจ็บเล็ก ๆ นั้นช่วยกลบเกลื่อนอาการโงนเงนของหัวใจ
“คุณหนูคะ! อยู่นิ่ง ๆ ก่อนสินะคะ ขืนดื้อแบบนี้เดี๋ยวก็ได้กลิ้งตกบันไดกันพอดี!”
“อ๊ะ โทษที” เสียงคนเมาอู้อี้เหมือนจะยอม แต่พอเดินไปอีกสองขั้น ก็ซบหน้าลงบนไหล่อีกฝ่ายเสียเฉย
“เอ่อ ... คุณหนู!”เธอชะงักฝีเท้าทันที ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกระลอก เธอยืนตัวเกร็งกลางบันได หัวใจเต้นรัวจนรู้สึกได้ถึงเสียงของมันสะท้อนในอก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกจนสุด แล้วส่ายหน้าแรง ๆ ให้กับตัวเองเบา ๆ ราวกับจะเตือนสติ
จากนั้นเธอค่อย ๆ พยุงร่างคนเมาขึ้นบันไดทีละขั้น ด้วยจังหวะที่ระมัดระวังมากขึ้นกว่าก่อนหน้า จนในที่สุดก็พาขึ้นมาถึงชั้นสองโดยไม่สะดุดหรือกลิ้งตกบันไดไปซะก่อน
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เธอก็รีบพาอีกฝ่ายพ้นจากกรอบประตูเข้ามายังห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจและแสงไฟนวลอบอุ่น แล้วพยุงให้นั่งลงบนเตียง ก่อนจะประคองร่างนั้นเอนตัวลงกับผ้านวมสีอ่อนอย่างทะนุถนอมที่สุด
ทว่ายังไม่ทันจะผละออกดี มือเรียวของปภาวีก็คว้ามือของเธอไว้แน่น ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า...
“อย่าเพิ่งไป ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว ...”
ประโยคดังกล่าวทำให้เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ เสียงนั้นทั้งเว้าวอนและอ่อนอ่อนโยนจนเธอเผลอหวั่นไหวไปครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เธอจะคิดอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็แล่นย้อนกลับมา เธอหลับตาแน่นนึกถึงคำเตือนของผู้เป็นป้าที่เคยกล่าวไว้
ถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ห้ามเข้าใกล้ ห้ามพูด ห้ามคุยกับคุณหนูเด็ดขาด เข้าใจไหม!
เธอค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วระบายออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มลงแกะปลายนิ้วเรียวที่กุมไว้ออกช้า ๆ ทุกการสัมผัสล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
ทว่าเมื่อเธอแกะมือที่พันธนาการเสร็จสรรพเรียบร้อยและกำลังจะเดินกลับออกไป มือเรียวของคนเมาก็คว้าข้อมือไว้อีกครั้ง และครั้งนี้คนหน้าคมก็ออกแรงกระชากจนเธอเสียการทรงตัวตกลงไปเกยบนตัวเขา แต่ที่ตกใจมากไปกว่านั้นก็คือริมฝีปากของเธอทั้งสองนั้นประกบเข้าหากันพอดิบพอดี
ทั้งร่างร้อนวูบวาบอย่างควบคุมไม่อยู่ ขณะที่ปลายลิ้นค่อย ๆ ดันแทรกเข้ามาในจังหวะที่เธอเผลอเผยอริมฝีปาก ลิ้นร้อนนั้นดูดดึงริมฝีปากบางด้วยความตั้งใจ แต่สำหรับคนด้านบนอย่างชนากานต์มันคือความเผลอไผลไปกับคนที่มีประสบการณ์
“อื้อ ...!”
เสียงครางนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากอย่างลืมตัว เพียงแค่เจอคำพูดอ่อนหวานหนึ่งประโยค เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา
เธอก็อ่อนยวบจนไม่อาจต่อต้านอะไรได้เลย
แต่ในขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสนั้น จู่ ๆ คำถามมากมายพวยพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกอ่อนวูบถูกแทนที่ด้วยสับสนที่ตีวนในอก เหมือนกระจกบานหนึ่งถูกทุบจนแตกร้าวกลางใจ เสี้ยวหนึ่งสะท้อนภาพหญิงสาวผู้เปราะบางอ้อนวอนให้เธออยู่เคียงข้าง
แต่อีกเสี้ยวกลับตะโกนเตือน ว่าเธอคนนี้เคยผลักไส ทำร้าย และเหยียบย่ำความรู้สึกกันจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ทว่าขณะที่เธอกำลังสับสนกับความกระทำของตัวเองอยู่นั้น มือเรียวของคนเมาก็เลื่อนลงมานวดเฟ้นสะโพกสวยสร้างความวาบหวามให้เกิดขึ้นในกายจนคนที่เผลอไปดึงสติกลับมาพร้อมออกแรงทุบตีคนเมาให้ปล่อยตัวเธอเองเป็นอิสระ
“ปะ ... ปล่อยพรีนนะคะคุณหนู”
“ปล่อยอารายยย ม่ายปล่อยยยย”
“มะ ... ไม่นะคะคุณหนู อื้อ!” น้ำเสียงเบาบางร้องห้ามออกมาพร้อมกำปั้นน้อยทุบตีคนใต้ร่างที่ยังคงดื้อดึงไม่ยอมปล่อย
ยิ่งขัดขืนแรงกอดรัดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ซ้ำคนด้านล่างยังพลิกกายขึ้นมาทาบทับร่างของเธอเอาไว้ใต้อานัส ใบหน้าคมเปลี่ยนตำแหน่งลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวเนียนด้วยไฟปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้น
“ยะ ... อย่า ฮึก! ปล่อยพรีน”
รอยกุหลาบถูกตีตราจองเอาไว้บนต้นคอขาว เสียงร้องห้ามที่กำลังดังขึ้นอยู่นั้น มันไม่มีผลให้คยเมามายมีสติยับยั้งขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เพราะยิ่งร่างบางของคนเบื้องล่างร้องห้ามมากเท่าไหร่ ปภาวีก็ยิ่งได้ใจสร้างความวาบหวานให้เกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ที่ตัวเองมีมากขึ้นเท่านั้น
“สวย สวยที่สุด”
ขณะที่ปภาวีกำลังเคลิบเคลิ้มกับสรีระงดงามของชนากานต์อยู่นั้น มือเรียวก็พลันปลดเปลื้องพันธนาการที่ร่างบางใช้ปกปิดเรือนร่างหลุดออกไปทีละชิ้น จนกระทั่งเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันด้วยไฟเสน่หา
“อ๊ะ! ... คุณหนู”เสียงหวานเอ่ยเรียกคนที่กำลังครอบครองทับทิมสีหวานด้วยเสียงกระเส่า เธอนึกสมเพชตัวเองที่ยอมให้คนใจร้ายตัวเองลุกล้ำร่างกายที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อนแบบนี้
เขาคือคนแรกที่ได้เชยชม
และเขาก็คือคนที่กำลังจะพรากสิ่งที่เธอหวงแหนที่สุดในชีวิตไป
แต่ในขณะที่ชนากานต์กำลังจมดิ่งอยู่กับห้วงอารมณ์ที่หนักอึ้งอยู่นั้น มือเรียวของคนด้านบนก็ค่อย ๆ เลื่อนไล้จากอกอุ่นขนาดคัพซีผ่านส่วนโค้งเว้ามาถึงเอวคอดกิ่ว ก่อนจะไล่ระดับลงมาจนถึงบั้นท้ายแล้วหยุดนวดคลึงเบา ๆ สร้างความสยิวซ่านไปทั่วร่าง ร่างบางเผลอยกตัวขึ้นรับสัมผัสนั้นอย่างลืมตัว เมื่อแรงปรารถนาที่เคยถูกซุกซ่อนไว้ค่อย ๆ ตื่นขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนาที่เกิดขึ้น
แล้วในขณะที่มือซุกซนกำลังทำหน้าที่อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง จมูกสวยก็สูดดมกลิ่นหอมบนเรือนร่างไม่ให้น้อยหน้ากัน ปากบางขบเม้มตีตราไปทุกจุดที่เคลื่อนผ่านจนทำให้ตอนนี้เรือนร่างเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดงแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะมาหยุดตรงกึ่งกลางระหว่างกาย
ใบหน้าคมก้มลงกดจูบบริเวณเนินนูนของกุหลาบงามพร้อมสูดดมกลิ่นหอมของกุหลาบแรกแย้มอย่างที่เธอเองไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามานอนอยู่ใต้ล่างเธอแล้วก็ตาม
คนนี้ช่างแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
“ฮึก ๆ ปล่อยพรีนเถอะนะคะคุณหนู ... อย่าทำแบบนี้”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ชนากานต์พยายามขอร้องอ้อนวอนให้คนด้านบนเห็นใจและยอมปล่อยเธอไป ทว่าอีกฝ่ายก็ทำเหมือนกับว่าเสียงของเธอเป็นเพียงอากาศที่ไร้ความหมาย ไม่มีความเห็นใจ มีแค่เพียงไฟราคะที่อีกฝ่ายจุดมันให้รุกโชนก็แค่นั้น
ยิ่งร้องห้ามเขายิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เธอนั้นรู้สึกทรมานและร้อนรุ่ม ลิ้นร้ายตวัดขึ้นลงหยอกล้อเกสรจนเธอร่างกายเธอกระสับกระส่าย มือข้างหนึ่งกดจิกดึงทึงหมอนอย่างหาที่พึ่ง ส่วนอีกข้างนั้นเผลอจิกผมนุ่มสวยของร่างสูงไว้แน่นด้วยความเสียวซ่าน
ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองคนใต้อานัดแล้วยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนใช้นิ้วเรียวกรีดกรายไปตามกลีบกุหลาบช้า ๆ
จนในที่สุด ...
“คืออะไรคะพี่รัน มีอะไรปิดบังพรีนอยู่หรือเปล่า”“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร จริงไหมคุณ”“จริงครับจริง”ภาสกรจำต้องฝืนยิ้มรับ พลางพยักหน้าประกอบคำพูดของแฟนสาว ทั้งที่ในใจแทบอยากหลุดหัวเราะกับท่าทีพิรุธของพวกตัวเอง“จริงครับ พี่รันเขาแค่ เอ่อ ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”ชนากานต์หรี่ตามองทั้งสองคนอย่างจับพิรุธดวงตากลมใสไล่มองจากใบหน้าพี่สาวไปยังภาสกรสลับกันไปมา ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่“พวกพี่แปลก ๆ นะคะ”“แปลกตรงไหน ไม่มี๊” รติมารีบตอบเสียงสูงเกินปกติ จนภาสกรต้องรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างปลง ๆ“ก็วันนี้แดดมันร้อนน่ะครับ ทุกคนเลยดูตื่น ๆ กันหน่อย”คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชนากานต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“พี่ต้นโกหกไม่เก่งเลยนะคะ”“อ้าว”ภาสกรถึงกับไปไม่เป็น รติมาเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เอาเป็นว่าพรีนไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เดี๋ยววันนี้พี่มีเซอร์ไพรส์”“เซอร์ไพรส์อะไรคะ”“บอกแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง”ชนากานต์ยังคงมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ”เธอลุกจากเก้าอี้ ก่อนวางกรรไกรตัดกิ่งไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับเ
หลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้มบทสนทนาของผู้ใหญ่ไหลเรื่อยตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าอย่างออกรส จนหลายครั้งเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกกระทั่งเวลาล่วงเข้าสี่ทุ่มชินพัฒน์ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบ ๆ มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก“ผมมีเรื่องอยากขอร้องทุกคนครับ”ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาหันมามอง เขาหันไปสบตานิลเนตร ก่อนยิ้มบาง“ผมอยากกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลย ได้รึเปล่าคะรับ”ปภาวีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นจิบชะงักเล็กน้อย“ได้สิคะคุณพ่อ ภัคก็อยากเซอร์ไพรส์น้องพรีนจะแย่อยู่แล้ว”“ขอบคุณที่รักลูกสาวพ่อนะภัค ขอบคุณที่ให้โอกาสขอบคุณจริง ๆ ลูก ไม่รู่ว่าป๋านนี้เด็กคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อมารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ สงสัยคงยังคิดว่าพ่อนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่เหมือนเดิม”“น้องพรีนยังไม่รู้ค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะอยากเก็บเป็นความลับไว้เซอร์ไพรส์”“ดีเลยภัค พ่ออยากไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกเขาด้วยตัวเองว่าพ่อหายแล้ว”“เห็นด้วยค่ะ”นิลเนตรพยักหน้ารับ พลางยิ้มทั้งน้ำตาส่วนคุณหญิงรุจิราที่นั
ช่วงหัวค่ำแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถงใหญ่ส่องประกายอบอุ่นไปทั่วคฤหาสน์ บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงข้าวของกระทบกันเบา ๆ จากห้องอาหารด้านในป้าน้อยกำลังช่วยแม่บ้านจัดโต๊ะมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น ขณะที่คุณหญิงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก พลางเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ“นี่ก็ได้เวลาแล้วนะ ทำไมภัคยังไม่กลับอีก”“คงใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากหน้าคฤหาสน์ป้าน้อยชะเง้อมองทันที ก่อนจะรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน“เดี๋ยวน้อยออกไปรับเองค่ะ”หญิงวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ ไปยังประตูใหญ่ ก่อนเปิดออกกว้างด้วยรอยยิ้มต้อนรับตามปกติแต่ทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านรอยยิ้มนั้นก็หยุดค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที“พัฒน์?”เสียงเรียกสั่นพร่าแทบไม่เชื่อตัวเองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างนิลเนตรเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่น้อย”เพียงได้ยินคำเรียกนั้น น้ำตาของป้าน้อยก็เอ่อคลอในทันที“โอ๊ย พัฒน์จริง ๆ ด้วย”เธอรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป“หายแล้วเหรอ มองเห็นแล้วจริง ๆ เหรอ”“ครับพี่น้อ
มันเหนือความคาดหมายไปไกลกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ จากเด็กชายตัวอ้วนผิวคล้ำที่เคยวิ่งตามหลังเธอต้อย ๆ ในวัยเด็ก เด็กที่ดูไม่ค่อยสนใจการเรียน ใครจะไปคิดว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ปภาวีกะพริบตาช้า ๆ คล้ายเรียกสติกลับคืน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในที่สุด“นายเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหรอ”“ครับ”“แล้วทำไมนายถึงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นแล้วยังตรวจไข้ให้พรีนอีกด้วยอ่ะ”“ผมไปหาคุณพ่อครับ คุณพ่อผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้น” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างสุภาพ “แล้ววันที่พี่เห็นผม ผมไม่ได้เป็นคนตรวจไข้หรอกนะครับ รวมถึงเคสของน้องพรีนด้วย”“เดี๋ยวนะ ฉันงงหมดแล้ว นายหมายความว่ายังไง”“วันนั้นที่น้องพรีนเข้าโรงพยาบาล หมออีกท่านเป็นคนเจ้าของไข้ แต่พอดีตอนนั้นท่านติดเคสด่วนกะทันหัน ผมเลยอาสามาแจ้งแทนเท่านั้นเองครับ”เขาอธิบายเหตุการณ์วันนั้นด้วยความใจเย็น จริง ๆ แล้วเขาเพียงไปหาพ่อตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ซึ่งวันนั้นบังเอิญว่าเขามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับนายแพทย์คนหนึ่งจึงทำให้กลับช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขากับแพทย์รุ่นพี่กำลังคุยกันอยู่ท
ก่อนที่เสียงทักทายของใครบางคนจะดังแทรกเข้ามาจากทางประตู“ขออนุญาตครับ”บานประตูเลื่อนเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงเสียดสีแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก สุภาพ และมีจังหวะการพูดที่ทำให้หัวใจของเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะมันคุ้นหูอย่างประหลาดเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็น!ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด ปภาวีก็หันขวับไปตามสัญชาตญาณ สายตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนผ้าสีอ่อนจนดูสว่างตา ใบหน้าคมคุ้นเคยนั้นทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ“แทนคุณ!”ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือไหว้เล็กน้อย“สวัสดีครับ พี่ภัค”คำทักทายสั้น ๆ แต่ชัดเจนในน้ำเสียง ทำให้ปภาวีนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วคราว เธอยกเรียวนิ้วยาวขึ้นขยี้เปลือกตาเบา ๆ ราวกับต้องการยืนยันว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาเพราะเท่าที่จำได้ อีกฝ่ายนั้นเป็นหมอประจำโรงพยาบาลทางฝั่งธนบุรีไม่ใช่แถวนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มายืนวางมาดนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอได้“สวัสดีครับคุณน้า” แทนคุณหันไปกล่าวทักทายนิลเนตรและชินพัฒน์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่
ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นเต็มความสูง เหยียดแขนขึ้น บิดไหล่เบา ๆ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งรออยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปอย่างรู้ทาง ก่อนหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง“ห้องนี้แหละ” พยักเพยิดหน้าเล็กน้อย พร้อมปรายตามองเพื่อนสาวที่เดินตามมาห่าง ๆ“แกไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ?”ยังไม่ทันที่ภาสกรจะเอ่ยตอบ เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาหยิบออกพร้อมก้มมองหน้าจอแล้วเห็นว่าชื่อ ตติญาน้องสาวปรากฏเด่นอยู่กลางจอ จึงยกเครื่องขึ้นโชว์ให้เพื่อนดูแทนคำตอบปภาวีเหลือบตามองแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจ“เดี๋ยวฉันตามเข้าไปทีหลัง ไปคุยธุระแป๊บนึง” เขาว่าพลางยกมือตบไหล่เพืีอนสาวเบา ๆ อย่างเป็นมิตร ก่อนถอยหลังสองก้าว กดรับสายแล้วหมุนตัวเดินลับไปทางปลายโถงอย่างเร่งรีบโดยที่ปภาวียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวสิบนาที แล้วจึงหันกลับมาที่ประตูตรงหน้าอีกครั้ง มือเรียวเอื้อมบิดลูกบิดอย่างช้า ๆ แล้วผลักเข้าไปภายในห้องด้วยความระมัดระวังเพียงก้าวแรกที่ก้าวเข้ามา หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด มันมีทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในเวลาเดียวกัน หรือว่าอาการเกล่านี้จะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอจะได้เห็นหน้าบ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร
“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”“ปะ เปล่าค่ะ”“เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งท
“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้า
“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้”“เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ“รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนั







