FAZER LOGINหนุ่มน้อยยิ้มให้ก่อนจะเดินไปยังห้อง เปิดประตูเดินเข้าไป สาวน้อยมองตามจนหนุ่มน้อยเข้าไปถึงในห้อง
ชั่วโมงชมรมเป็นหนึ่งในชั่วโมงที่โรงเรียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยแบ่งช่วงบ่ายของวันศุกร์ทั้งช่วงจนถึงเลิกเรียน เป็นชั่วโมงของชมรมทั้งหมด นักเรียนที่เลือกชมรมเข้ากับความชอบของตัวเองก็สามารถมีความสุขและนำไปปรับใช้ได้อย่างมหาศาล เช่นชมรมอีสปอร์ตที่มีทีมของโรงเรียนไปได้แชมป์ระดับบนานาชาติ ชมรมบาสเกตบอลที่ส่งต่อนักกีฬาทีมชาติไม่ขาดมือ ไหนจะชมรมดนตรีสากลที่ทุกครั้งเมื่อถึงคาบจะเตรียมตัวออกไปเปิดหมวกแถวห้างดังในละแวกหอบเงินเข้าชมรมจนได้เครื่องดนตรีใหม่ ๆ ไว้ให้รุ่นน้องได้สานต่อ แต่สำหรับใครที่ได้ชมรมไม่ถูกจริตก็ถือเป็นความผิดพลาดอย่างสุดวิสัยไปในปีนั้น ๆ ก็จะเห็นหลายคนกระจัดกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่นป๊อบและเจส เป็นต้น สาวน้อยนั่งรอหน้าตึกจนเวลาเคลื่อนผ่านไปนานโข ผล็อยหลับบ้าง เดินไปซื้อนั่นนี่บ้าง จนจวบจะถึงเวลาเลิกเรียน “มึง ! แม่กูมารับแล้วว่ะ กูต้องกลับแล้ว” เจสเอ่ยบอกพร้อมเร่งเก็บเครื่องสำอางกองโตที่กระจายอยู่ตรงหน้า “อือ กลับก่อนเลย กูว่าจะรอกลับพร้อมกานต์” สาวน้อยฟูบหน้าเอียงคอเขี่ยโทรศัพท์ต่อ “เค เจอกันวันจันทร์มึง ถ้ามีงานอะไรส่งบอกกูด้วยนะ” เจสสะพายกระเป๋าพร้อมเดินโบกมือลา “บาย / บาย” สาวน้อยยกมือลาพร้อมเขี่ยโทรศัพท์ในท่าเดิม หลังเพื่อนสาวเดินลับไป สาวน้อยก็กำเนิดเสียงหาววอดพร้อมปากอ้ากว้างน้ำตาคลอ เธอค่อย ๆ เคลิ้ม หนังตาเริ่มหรี่ ไม่ถึงหนึ่งนาที เพียงความคิดที่ว่าพักสายตาสักหน่อย ก็ทำให้เธอหลับไปจริง ๆ เสียงหายใจแรงเฮือกดังตามจังหวะหายใจ เป็นสิ่งที่ผู้คนที่ทยอยเดินลงจากตึกได้เห็นก็เป็นอันกลั้นขำไว้ไม่อยู่ บางคนหวังดีที่จะปลุก แต่ก็ถูกเพื่อนห้ามไว้เนื่องไม่ได้รู้จัก บางคนมองด้วยความน่ารักเอ็นดู บางคนหัวเราะดังลั่น แต่กระนั้นเธอก็ยังคงท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานในฝันต่อ จนหนุ่มน้อยเดินมาเห็น อมยิ้มขบเบาพร้อมส่ายหัวในความน่าเอ็นดู เขาเดินตรงมาหาร่างที่เคลื่อนไหวแค่โพรงจมูกพร้อมเสียงฟี่ที่ดังอย่างต่อเนื่อง สัมผัสเขย่าตัวเพื่อปลุก “ป๊อบ ... ตื่นได้แล้ว” หนุ่มน้อยเขย่าตัวเธอเบา ๆ เธอตอบกลับเพียงเสียงฟี่ ๆ “ตื่นได้แล้ว เลิกเรียนแล้ว” หนุ่มน้อยยังคงพยายามปลุกเธอ แต่เธอก็ยังคงตอบกลับแค่เสียงฟี่ เสียงเดิม “ไปก่อนเลย เดี๋ยวขอปลุกเพื่อนก่อน” หนุ่มน้อยเอ่ยบอกเพื่อนที่ยืนรออยู่ตรงทางเดิน “โอเค บาย” “บาย” “ป๊อบ ป๊อบ ตื่น ๆ” หนุ่มน้อยพยายามเขย่าตัวเธอให้แรงขึ้นเผื่อว่าเธอจะตื่น แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนเริ่มสงสัยว่าเธอเป็นอะไรไปหรือเปล่า จึงค่อย ๆ เอียงหูเข้าไปฟังเสียงหายใจของเธอชัด ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าลงไป จนแก้มแทบจะลงไปโดนกับจมูกของเธอ “ก้านต์ !” สาวน้อยสะดุ้งตื่นโหยง จนจมูกของเธอเผลอชนเข้ากับแก้มนิ่มของหนุ่มน้อย “ป๊อบ ... กานต์ขอโทษ กานต์ไม่ได้ตั้งใ...” “ไม่เป็นไร ป๊อบรู้” สาวน้อยพูดสวนขึ้น พร้อมท่าทีบิดเขิน “เอิ่มมมม กลับกันเถอะนะ” หนุ่มน้อยก้าวถอยห่าง วางท่าทีรู้สึกผิด “เค ป๊อบเก็บของก่อนนะ” สาวน้อยเก็บของใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงหนังสือภาษาอังกฤษเล่มใหญ่ที่เอามาใช้รองหนุน จนเต็มไปด้วยคราบน้ำลาย หนุ่มน้อยเดินนำหน้า สาวน้อยรีบเร่งฝีเท้าตาม นี่เป็นอีกหนึ่งวันในรอบหลายสิบวันที่ได้กลับด้วยกัน หลังจากที่หนุ่มน้อยเริ่มสนิทกับเพื่อนใหม่ และเธอเองก็มีเพื่อนใหม่ การกลับบ้านพร้อมกันเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนัก นาน ๆ ทีได้เดินกลับพร้อมกัน ระหว่างที่เดินมาจนถึงครึ่งทาง ทั้งสองก็ยังไม่มีบทสนทนากันสักคำ ด้วยหนุ่มน้อยยังคงอยากขอโทษที่เกิดอุบัติเหตุให้เธอเข้าใจผิด ส่วนสาวน้อยยังคงเขิน ลูบจับปลายจมูกนึกถึงสัมผัสนั้นอยู่ตลอดทาง จนจู่ ๆ หนุ่มน้อยที่กำลังเดินอยู่ก็หยุดเดินกะทันหัน สาวน้อยที่เหม่อฝันอยู่ในภวังค์ของตัวเองก็กำลังเดิน จนเธอเดินชนกระแทรกกับแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างแรง “กานต์ ! หยุดเดินทำไมอะ” สาวน้อยตื่นจากภวังค์ “ป๊อบ” หนุ่มน้อยหันหน้ากลับมาหาเธอ “ว่า ...” สาวน้อยเห็นถึงแววตาที่แสนจะคุ้นเคย คือแววตาที่อยู่ในโหมดจริงจัง ร้อยทั้งร้อยเวลาเธอเห็นแววตานี้ มักจะมีอะไร ให้ต้องตกใจอยู่เสมอ “กานต์ขอโทษนะ” หนุ่มน้อยบอกขอโทษ ด้วยสายตาจริงจัง “ขอโทษเรื่องอะไร ?” สาวน้อยถามกลับ “เรื่องที่ ... เอิ่มมมม ... กานต์ ก้มลงไป ... เอิ่มมม” หนุ่มน้อยพูดด้วยเสียงประหม่า “อ๋อ เรื่องที่กานต์ก้มหน้ามาให้ป๊อบจุ้บน่ะเหรอ” สาวน้อยตอบกลับด้วยเนื้อเสียงปกติ “อื้อ” หนุ่มน้อยหลบสายตาทันที “ป๊อบก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ป๊อบรู้” สาวน้อยหรี่ตายิ้มให้ “รู้ ?” หนุ่มน้อยทำหน้าสงสัย “จริง ๆ ป๊อบตื่นตั้งนานแล้ว ป๊อบแกล้งนอนต่อเพื่อกานต์ปลุกเฉย ๆ” สาวน้อยอธิบาย “แล้วเสียงหายใจฟี่ ๆ นั่นล่ะ” หนุ่มน้อยยังคงงง ๆ อยู่ “อ๋อ --- นั่นป๊อบทำเอา เรียกว่าเป็นความสามารถได้ไหม” สาวน้อยยิ้มแฉ่งตาสระอิ “งั้น --- ป๊อบก็หลอกกานต์อะดิ” หนุ่มน้อยทำท่าทีแกล้งงอน อมยิ้ม พร้อมหันกลับเร่งฝีเท้าสาวช่วงไว “ป๊อบไม่ได้หลอกนะ แค่รู้เฉย ๆ” สาวน้อยวิ่งตาม เดินเคียงคู่ เกาะแขนชายหนุ่ม “รู้ไหม ... ตอนกานต์ก้มมาใกล้ ๆ น่ะ ป๊อบแทบจะหยุดหายใจเลยนะ ใจนี่เต้นแทบจะหลุดออกมาเลย” สาวน้อยกระซิบข้าง ๆ หนุ่มน้อยได้ยินอย่างนั้นก็เร่งฝีเท้าจนกลายไปวิ่ง ฉีกระยะกับเธอ ให้เธอได้วิ่งตาม “กานต์ รอป๊อบด้วย ไม่ต้องเขินหรอก ป๊อบยังไม่เขินเลย” สาวน้อยร้องเรียกวิ่งตามหลังเข้าดังลั่นทั่วซอยบ้าน “จริง ๆ แก้มกานต์ไม่ได้มาโดนจมูกป๊อบหรอกนะ ป๊อบนี่แหละที่ยื่นจมูกเข้าไปหาเอง” สาวน้อยสารภาพในใจ1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







