FAZER LOGIN2 เดือนผ่านไป ...
“นั่งให้ตรงแถวด้วยค่ะน้อง” เสียงแหลมจากหญิงสาวสองดาวบนปก ตะโกนจัดแจงให้เหล่านักเรียนมอหนึ่งนั่งเรียงแถวยาว เบื้องหน้าเต็มไปด้วยพี่มอปลายที่ยืนคุมบังคับ สาวน้อยนั่งลงตรงแถวอย่างงง ๆ จากที่เดินมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนหลังจากเรียนเสร็จ ซึ่งปกติแล้วคาบชั่วโมงสุดท้ายต้องเป็นวิชากิจกรรมที่เป็นเสมือนคาบว่าง แต่วันนี้กลับถูกเหล่ารุ่นพี่ไปเรียกมาอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ระหว่างมายังห้องประชุมหมวดวิชาการงาน กลิ่นดอกตีนเป็ดโชยชนจมูก ทำให้หวนคิดถึงช่วงฤดูที่เธอชอบเอามาก ๆ ถึงแม้อากาศจะยังคงเป็นอีกฤดูอยู่ แต่กลิ่นก็ช่วยให้เหงื่ออาบแผ่นหลังของเธอหดหายเปลี่ยนเป็นไอเย็นแทน “มาครบทุกห้องแล้วเนอะ พี่จะเริ่มประชุมกันเลยนะคะ พี่ชื่อพี่แจสอยู่มอหก เป็นประธานสีชมพูปีที่แล้ว และในวันนี้ที่พี่ให้น้อง ๆ มาก็มีเรื่องที่อยากจะพูดคุยกับน้อง ๆ หลัก ๆ อยู่สองเรื่อง คือ หนึ่ง วันนี้จะมีการเลือกประธานสีคนใหม่ และสองจะแจ้งว่าน้อง ๆ มอหนึ่งทุกคนจะต้องขึ้นสแตนเชียร์” สิ้นประโยคพูดของคนที่ยืนถือไมค์อยู่ตรงหน้า เสียงฮืออาหลากหลายอารมณ์ดังขึ้นทั่วทุกหย่อม พลางพร้อมต่างหยิบสมุดเล่มบางขึ้นมาพัด ท่ามกลางเหงื่อเหลื่อม ถึงจะเป็นห้องประชุมแต่งบหมวดก็ไม่เพียงพอที่จะมีแอร์ “เอาล่ะค่ะน้อง ๆ ฟังพี่พูดให้จบก่อนนะ ตามธรรมเนียมในทุก ๆ ปีแน่นอนว่าน้องมอหนึ่งจะต้องขึ้นสแตนทุกคน พี่ไม่ได้อยากจะกดดันน้อง ๆ นะ แต่ปีที่แล้วเราเพิ่งได้รองแชมป์มา ปีนี้พี่ก็แอบหวังให้ถึงแชมป์นิด ๆ นะ” พี่สาวอดีตประธานสีพูดจบ ปล่อยเสียงฮืออาวุ่นวายไว้สักพัก ก่อนจะหันมาปรึกษากับเพื่อน ๆ ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “มา ๆ ก่อนอื่นเราจะเริ่มจากเลือกประธานสีคนใหม่กันก่อน --- รบกวนพี่ ๆ เรียกน้องมออื่น ๆ เข้ามานั่งด้วยค่ะ” เธอเรียกบอกเหล่าพี่ ๆ มอหกที่ยืนกระจัดกระจายกันล้อมแถวน้อง ให้ไปเรียกมออื่น ๆ ที่กระจายเป็นกลุ่มห้องในละแวกใกล้ ๆ นี้ เพียงไม่นาน เหล่านักเรียนมออื่น ๆ ก็เดินมานั่งด้วยความเชี่ยวชาญ ตามห้องของตัวเอง ด้วยความที่เคยผ่านการประชุมสีมาแล้ว จึงค่อนข้างที่จะรู้เรื่องกว่าน้องมอหนึ่งอยู่มาก “คนแรก พี่แจ็ค มอสีทับสิบเอ็ด” มือเรียวผายไปยังหนุ่มหล่อที่ยืนหลบ ๆ อยู่ข้างหลัง เรียกเสียงกรี๊ดด้วยความตื่นเต้นจากเหล่าสาว ๆ มอหนึ่งได้ไม่น้อย ส่วนมออื่น ๆ นั้นกลับดูเหมือนจะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย “คนที่สอง พี่ปาล์มมี่ มอห้าทับเจ็ด” มือผายไปยังสาวมั่นที่ดูทะมัดทะแมงยืนกอดอกขยับแว่น อยู่ข้างหน้า แน่นอนว่าแทบจะไม่มีเสียงตอบรับอะไรเลย “และคนสุดท้าย ...” คนถือไมค์มองซ้ายมองขวาหาผู้สมัคร ลดไมค์ลง หันกลับไปถามเพื่อน ๆ แต่ก็ยังมีเสียงพูดคุยลอดผ่านไมค์ที่หอนรับลำโพง “มันยังไม่มาอีกเหรอ มันจะสมัครไหมเนี่ย โทรเรียกมันหน่อย” “นั่นไง มันมาพอดี” ด้วยเสียงพูดคุยที่ดังลอดออกลำโพง พร้อมมือที่ชี้ไปยังจุดของคน ๆ นั้น เหล่าน้อง ๆ ที่นั่งฟังอยู่ก็หันตามไปยังมือที่ชี้ “นั่นไงมาแล้ว พี่กล้า มอห้าทับหนึ่งค่ะ” เสียงกรี๊ดดังสนั่นลั่นขึ้น โดยไม่รอมือที่กำลังผายให้ พร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างนักกีฬากำลังเดินนำหน้ามา ท่ามกลางเหล่าเพื่อนชายรอบกายห้าคนที่ดูดีแบบไม่หนีห่างกัน โบกมือรับเสียงกรี๊ดราวกับเป็นไอดอลเกาหลี “มึง ๆ ดูนั่นสิ” เพื่อนสาวสะกิดเธอทำกำลังไถหน้าจอขึ้นลงเบื่อ ๆ “พี่คนนี้อีกแล้วเหรอ” เธอทำหน้าเซ็งทันทีที่เงยหน้าไปดู “กูบอกมึงแล้วไง ว่าพี่เขาจะมาให้มึงเห็นอยู่เรื่อย ๆ” “มันเรื่อยไปมึง กูไปที่ไหนก็เจอ --- อยากย้ายโรงเรียนว่ะ” เธอบ่นพึมพำออกมา จนมาถึงช่วงของการแสดงวิสัยทัศน์ สองคนก่อนหน้าได้พูดกล่าวจบไป ถึงคิวของผู้ที่เหล่าน้อง ๆ ที่นั่งมองตาไม่ กะพริบรอคอย “เชิญพี่กล้าแสดงวิสัยทัศน์ให้น้อง ๆ ฟังได้เลยค่ะ” เขารับไมค์มาอยู่ในมืออย่างไม่เคอะเขิน กวาดสายตาโดยรอบ จนไปเห็นเข้ากับเด็กสาวคนหนึ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ เธอก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่าง ผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ ที่เงยหน้าตั้งใจฟัง เขายืนยิ้มโปรยไปรอบ ๆ รอจังหวะที่สาวน้อยคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามอง และเธอก็เผลอเงยขึ้น เขายักคิ้วเจ้าเล่ห์ส่งให้เธอ เธอเบือนหน้าหนีทันทีที่เผลอสบตา แล้วเขาค่อยเริ่มพูด เสียงปรบมือเคล้าเสียงกรี๊ดสนั่นดังขึ้นหลังจากที่เขาพูดจบ สาวน้อยตบมือเบาทำหน้าเซ็งรับกับคนรอบข้าง ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็เกรงจะถูกมองว่าแตกแถว จะให้กรี๊ดไอ้พี่บ้านี่ ก็คงทำไม่ลง เธอจึงเลือกทำในสิ่งที่ทำได้แบบฝืนใจนิดหน่อย หลังจากนั้นคือการลงคะแนน โดยการให้ทุกคนในที่นี้ยกมือใช้สิทธิ์ หนึ่งคนต่อการยกมือหนึ่งครั้ง และก็ไม่ผิดคาด พี่กล้าได้เป็นประธานสีโดยคะแนนฉีกห่างอันดับสองมากกว่าครึ่ง “ขอบคุณสำหรับความไว้ใจที่ให้กับพี่ พี่สัญญาว่าจะนำพาสีเราเป็นจ้าวเหรียญทอง รวมไปถึงลีด ขบวนและสแตนเชียร์ปีนี้ถ้วยแชมป์จะต้องมาอยู่ในตู้ข้างหลังนี้ เราจะเอามันมาให้ได้” เสียงทุ้มปลุกระดมพลังพร้อมสีหน้า น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เรียกเสียงกรี๊ดเกรียวขนลุกให้กับน้อง ๆ เริ่มเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจากสายตาคนที่นั่งทีละคน ๆ “ส่วนน้อง ๆ มอหนึ่ง ก็อย่างที่พี่แจสได้บอกไว้ก่อนหน้า น้อง ๆ ที่น่ารักของพี่จะต้องขึ้นสแตนเชียร์ หลังจากวันนี้ พี่จะขออนุญาตนัดน้อง ๆ มาซ้อมหลังเลิกเรียนนะครับ โดยเฉพาะ ... (สายตามุ่งไปยังสาวน้อย) น้องผู้หญิงทุกคน พวกน้องคือความหวังของพี่ ๆ นะครับ” ชายหนุ่มพูดหว่านล้อมโน้มน้าว ด้วยเสียงหวานหยดย้อย จนหลายคนที่นั่งฟังยิ้มเคลิ้มตามกันเป็นแถบ ๆ “สำหรับวันนี้มีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เจอกันพรุ่งนี้ครับ” สิ้นประโยคเหล่าน้อง ๆ ต่างพากันกรูก้าวออกใครมัน ด้วยเป้าหมายคือการกลับบ้าน แต่ก็มีหลายคนที่มุ่งมายังประธานสีคนใหม่ มาขอถ่ายรูปเอย ชวนคุยเอย แต่สายตาของเขานั้นกลับพยายามมองตามสาวน้อยที่เดินเคียงเพื่อนสาวออกไปอย่างไม่ไยดี “พี่ขอตัวแป๊บนะครับ” พี่กล้ามุดตัวออกจากลุ่มสายน้อยที่คอยถ่ายรูป ก่อนจะยักหน้าบอกเพื่อนสาวที่ยืนดูสถานการณ์อยู่หน้าห้อง “แจ๋ว ... ฝากจัดการให้กูด้วย” เพื่อนสาวทำหน้าเบื่อเซ็งที่ต้องคอยจัดการเรื่องแบบนี้ให้อยู่บ่อยครั้ง1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







