Masukหล่อนแสร้งทำเป็นเห็นใจฉัน จริงๆ แล้วก็คือนางงูพิษที่จ้องจะแว้งกัดฉันอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ฉันรู้ดีถึงได้ระวังตัวอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำที่ส่อให้ฉันเป็นผู้ผิด เหอะ ฉันไม่ใช่นางเอกนะเดือน แต่ฉันเป็นนินิวที่มีเวอร์ชั่นที่หลากหลายจนเธอไม่มีวันรู้ “ยังไงนินิวก็เป็นลูกของคุณแม่นารีนะ”
“ฉันเป็นลูกของแม่ ส่วนเธอไม่ใช่” ฉันถอนหายใจพลางเอื้อมมือไปวางมือลงบนบ่าหล่อน “อยากทำตัวเป็นหงส์ก็ทำต่อไปเถอะเดือน”
“...” สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ถอนออกมาแรงๆ คงจะโกรธสินะ แค่วีนต่อหน้าเพื่อนไม่ได้ก็เท่านั้น
“ถึงยังไงเธอก็คงไม่ลืมกำพรืดของตัวเองใช่ไหม ว่าเคยเป็นอีกามาก่อน”
“!”
ดวงตาสวมคอนแทคเลนส์สีฟ้าเบิกกว้างที่ฉันยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็เดินหาร้านไอศกรีมเพื่อกินระบายความรู้สึกที่ก่อเกิดขึ้นมาอีกแล้ว ทำไมเวลาจะผ่อนคลายทีไรมักจะมีเรื่องให้คิดไม่ตก โดยเฉพาะเรื่องของคนในครอบครัวรวมไปถึงเรื่องเก่าๆ ที่ฉันควรสลัดมันทิ้งไป
อารมณ์ที่เจอกับเดือนทำให้การกินไอศกรีมมันเลยไม่อร่อย จนเสือมาส่งฉันที่บ้านในเวลาเย็นแล้ว ฉันเดินเข้ามาภายในบ้านก็ต้องมึนงงที่เห็นรถหรูหนึ่งคันจอดอยู่ แน่นอนว่ามันไม่ใช่รถของที่บ้านเพราะดูจากมีชายสองคนยืนรออยู่ก็คิดว่าคงมีคนมาหาแม่อีกตามเคย หมายถึงว่าติดต่อธุรกิจอะไรทำนองนี้ ฉันเข้ามาในบ้านหวังจะขึ้นห้องและปิดประตูล็อกเพื่อขังตัวเองอยู่ในนั้นแบบไม่ออกมาเจอใคร ฉันต้องกินยาเพื่อพักผ่อนให้ได้มากที่สุด
“หยุดเดี๋ยวนี้นินิว” ดวงตาหลับลงทันทีเมื่อเท้ายังไม่ทันได้ก้าวขึ้นไปเหยียบบันไดขั้นแรงด้วยซ้ำ
“มีอะไรคะ” หันไปมองแม่ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงผ้าลื่นเอวสูงสีน้ำเงินเข้มยืนมองฉันด้วยสีหน้าบึ้งตึง อะไรอีกล่ะ เห็นหน้าฉันก็คือจะโกรธทุกวินาทีเลยหรือไงกัน
“ตามมา” ขมวดคิ้วอย่างมึนงง มีอะไรกันแน่ทำไมแม่ต้องทำหน้าเหมือนสะใจขนาดนั้น “ได้เวลาแกทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีของพ่อชั่วๆ แล้ว”
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่แม่พูด ฉันก็เดินตามแม่ไปยังห้องรับแขกแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่น้าเดชาพ่อเลี้ยงนั่งอยู่คนเดียว กลับมีชายร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำและท่าทางดูภูมิฐาน จากการแต่งตัวแล้วเขาคงเป็นเจ้าของรถโรลอยซ์สีดำคันที่จอดอยู่หน้าบ้านแน่นอน สำคัญเลยคือเขามีใบหน้าที่หล่อเหลาตามอายุอานามที่น่าจะเข้าเลข 5 ถึงแม้จะอยู่ในช่วงวัยกลางคนแล้ว ผู้ชายคนนี้ยังดูอบอุ่น ใจดียังไงบอกไม่ถูก
แววตาที่เขามองฉัน... มันไม่ได้เป็นแววตาของชายแก่เห็นเด็กสาวแล้วหื่นกระหาย สายตาแบบนั้นฉันเคยได้รับจากพ่อเลี้ยงของตัวเองที่ตอนเจอกันครั้งแรกเขามองฉันด้วยสายตาโลมเลีย กระทั่งพอฉันแข็งข้อสายตานั้นก็ถูกกลืนหายไป
“นินิวค่ะ สวัสดีท่านรณกรสิ” แม่แนะนำให้ฉันรู้จักกับท่านรณกร ยกมือไหว้เขาที่รับไหว้และทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยว เขายังคงมองฉันอยู่ราวกับต้องการสำรวจใบหน้าให้มากกว่าการมองแค่เพียงแวบเดียว “ลูกสาวณัฐพลค่ะ”
“ฉันรู้” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยตอบ
“แกคงจะสงสัย นี่ท่านรณกร... เจ้าหนี้ที่พ่อแกไปยืมเงินเขามาเล่นพนันสิบล้าน”
“สะ สิบล้าน!”
“ใช่ และมันผ่านมาสามปีตั้งแต่พ่อแกตายไป ท่านรณกรต้องการเงินคืน”
“แล้วแม่...”
“คิดว่าฉันจะมีเงินจ่ายให้เขางั้นเหรอ เงินไม่ใช่สิบบาท ขายบ้านหลังนี้ยังไม่พอใช้หนี้เขาเลยด้วยซ้ำ” แม่ตอบแบบไร้เยื่อใย ไม่เคยคิดเลยว่าการที่พ่อด่วนจากไปพร้อมกับทิ้งภาระหนี้สินเอาไว้ ใครจะรู้ว่ามันจะหนักถึงขั้นเป็นเงินจำนวนที่มากมายจนฉันเองก็คิดไม่ออกว่าควรหาเงินที่ไหนมาใช้คืนท่านรณกร “ท่านรณกรมาเคลียร์เรื่องหนี้ เพื่อขอเจรจา”
“ยังไงคะ”
“ท่านเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเงินมันจำนวนมาก คิดว่าฉันจะหามาคืนได้ทีเดียวเหรอ คิดสิ!” ตวาดใส่ฉันพลางเอานิ้วจิ้มศีรษะตัวเอง “อยากทำหน้าที่ให้พ่อชั่วๆ ของแก ก็ใช้หนี้ให้ท่านรณกรสิ”
“หนูจะไปหาเงินจากไหน หนูยังเรียนอยู่นะ งานก็ไม่มีทำ” โบ้ยมาให้ฉัน แม่ไม่คิดเหรอว่าทุกวันนี้แม่เอาเงินไปประโคมสองพ่อลูก จนไม่สนใจเลยว่าฉันจะมีเงินใช้หรือเปล่า มันโชคดีไงที่พ่อยังทิ้งเงินก้อนเอาไว้ให้ ไม่งั้นป่านนี้ฉันคงกลายเป็นคนเร่ร่อนไปแล้ว
“ทำไมจะไม่มี” รอยยิ้มของแม่และสีหน้าที่แสดงออกว่าเห็นทางสว่างให้กับเรื่องนี้ “ตัวแกไง”
“!”
“หมายความว่ายังไงนารี” ท่านรณกรถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ควรออกจากปากของแม่
“ดิฉันจะยกนินิวให้ท่าน”
“มะ แม่” ฉันถึงกับเรียกชื่อแม่เสียงแผ่วเบา สมควรไหมล่ะที่ฉันควรเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่ “แม่จะขายหนู...”
“ไม่ได้ขาย เขาเรียกชดใช้หนี้ให้พ่อของแก” นี่ชีวิตของฉันมันยังเฮงซวยไม่พอเหรอ ถึงต้องมารับเคราะห์กรรมแทนพ่อที่ตายจากไปและยังคงทิ้งภาระหนี้สินเอาไว้ให้คนข้างหลังชดใช้ โดยที่ฉันไม่ได้รู้เรื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเงินก้อนนั้น เงินสิบล้านบาทที่พ่อไปเอาของท่านรณกรมาเพื่อเล่นพนันจนมีหนี้ท่วมหัว
“นารี ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้องนะ” ท่านรณกรถึงกับคัดค้านความต้องการของแม่ หากแต่ว่าแม่เป็นพวกที่พอได้คิดแล้วต้องทำให้สำเร็จ การเฉดหัวฉันออกจากบ้านมีวิธีนี้และทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เล่นเอาฉันโกรธจนจ้องหน้าแม่ตาเขม็ง สองมือกำกระโปรงพลีทจนยับยู่ยี่ พร้อมสายตาคมของท่านรณกรที่มองฉันอย่างนึกสงสาร “คิดผิดคิดใหม่ นินิวคือลูกสาวของคุณ เธอไม่ใช่สิ่งของ”
“ถ้าอย่างนั้นท่านจะเอายังไงคะ ไม่เอาแบบนี้ดิฉันก็ไม่มีเงินจะจ่ายท่าน”
“...” มีสิ เงินน่ะมี แต่แม่ไม่คิดจะจ่ายท่านรณกรเพื่อเอาเงินไปบำเรอผัวใหม่กับลูกติดผัวมากกว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านไม่รับนินิวก็ได้ ดิฉันก็จะพานินิวไปถวายพานให้กับเศรษฐีแก่ๆ ที่พ่อชั่วทิ้งเอาไว้” ฉันถึงกับกัดฟันจนแทบจะหักคาปากตัวเองถ้าหากเป็นไปได้ หันไปสบตากับท่านรณกรที่มีสีหน้าและอาการไม่ค่อยดีนัก หมายถึงท่านกำลังถูกบีบไม่ต่างจากฉันเลย “ว่ายังไงคะท่าน จะรับนินิวไปดูแลไหม อย่างน้อยก็เอาไปขัดดอกก็ยังดี”
ในใจมันร้อนรุ่มเหมือนแม่กำลังจุดไฟเผาไหม้ฉันให้มอดไหม้ไปทั้งตัว คิดเองเออเองโดยไม่ถามความสมัครใจของฉันสักนิด แถมยังกดดันท่านรณกรด้วย ไม่รู้ว่าเขามีเมียหรือยัง ถ้าหากเขามีฉันจะไม่กลายเป็นเมียน้อย เมียเก็บเหรอ? แม่คิดได้ยังไง ไหนจะเอาฉันไปเร่ขายอีก ฉันไม่ใช่หมากในกระดานที่ใครต่อใครจะจับไปวางตรงไหนก็ได้นะ
“มีเศรษฐีที่พ่อชั่วๆ ของนินิวสร้างหนี้เอาไว้อีกเยอะนะคะ ถ้าท่านไม่... ก็รอหน่อยนะคะ ดิฉันจะต้องเอานินิวไปเร่ขายซะก่อน ถึงจะเอาเงินมาใช้ท่านได้ แต่ก็คงได้ไม่เท่าไหร่”
“แม่!” ฉันลุกขึ้นตวาดใส่แม่ทันทีด้วยความเหลือทน “พอที หนู...”
“ผมขอคิดดูก่อน”
ทว่าคำตอบของท่านรณกรทำให้ฉันหันไปมองท่านคอแทบหลุด อะไรคือคำว่าคิดดูก่อน ฉันขอถอนคำพูดที่เห็นว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าจะอบอุ่นและใจดี มาตอนนี้ท่านไม่ได้ต่างอะไรจากตาแก่หัวงูที่จ้องจะงาบเด็กสาวรุ่นลูก
“ได้ค่ะ” แม่รีบตอบตกลงทันทีพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “อย่านานนะคะ ไม่งั้นคงไม่เจอกับนินิวแน่”
“คุณต้องให้เวลาผม เหมือนที่ผมให้เวลาคุณเรื่องหนี้ของณัฐพล”
“ค่ะ”
“ไม่นาน” ท่านรณกรมองฉันและถอนหายใจราวกับเหนื่อยหน่ายกับการกระทำของแม่ ไม่ได้ต่างจากฉัน “ผมจะมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อพูดคุยเรื่องมารับตัวนินิว”
“ยินดีเลยค่ะ ดิฉันไปส่งนะคะ”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่... ใครก็ได้บอกฉันที ว่านี้เป็นแค่ความฝัน พอฉันตื่นปุ๊บเรื่องนี้จะมลายหายไปเหมือนฝุ่นใช่ไหม
*-----------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







