LOGIN“อิงค์จะไปไหนอะ” ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าอิงค์กำลังแต่งตัวอยู่ เธอสวมชุดเดรสแขนกุดสีเหลืองพาสเทลลายดอกไม้เล็ก ๆ
“คาเฟ่ค่า อิงค์เห็นในเฟซเขาแชร์กันเพียบเลยค่ะ มีคาเฟ่เปิดใหม่แบบวิวทุ่งนาแถว ๆ นครนายก พี่ปืนพาอิงค์ไปหน่อยนะคะ”
ไปคาเฟ่! สภาพผมตอนนี้นี่น่าไปคาเฟ่จริง ๆ เหรอ?
“พาไปหน่อยนะ” อิงค์ขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วกอดแขนผมเอาไว้ ส่งสายตาออดอ้อนมาให้
เอาวะ ไปก็ไป กลางคืนกินเหล้าเข้าผับ เช้ามากินนมเข้าคาเฟ่ ลำไส้ของผมมันจะงงหรือเปล่า แต่ก็ช่างมันเถอะ ถ้าขืนไม่พาแฟนไปคงต้องงอนผมอีกแน่ ๆ ผมลูบแก้มอิงค์เบา ๆ แล้วคลี่ยิ้มให้บาง ๆ ก่อนจะลงจากเตียง ลากสังขารเข้าไปอาบน้ำ
“พี่ปืนใส่เสื้อตัวนี้นะคะ” อิงค์ส่งเสื้อเชิ้ตผู้ชายมาให้ ไม่รู้ไปแอบซื้อมาตอนไหน
“ไม่เอาอะ พี่พาไปคาเฟ่นะไม่ได้ไปหาเสียงเลือกตั้ง” ผมเดินผ่านหน้าอิงค์ไปที่ตู้เสื้อผ้า ทั้งตู้ก็มีแต่สีขาว สีดำ สีน้ำเงิน สีประจำชีวิต ไอ้พวกเพื่อนผมก็มีแต่สีแบบนี้กันทั้งนั้น
สีเหลืองพาสเทลลายดอกแบบที่อิงค์จะให้ใส่นั่นอะ ผมไม่มีทางใส่แน่ ๆ
“งั้นเสื้อตัวนี้อิงค์เอาไปให้คนอื่นนะคะ”
“อือ”
ผมเลือกเสื้อของตัวเองได้แล้ว หันกลับมาหาอิงค์ก็รู้สึกว่าเธอหน้าเจื่อน ๆ แต่ก็ฉีกยิ้มกว้าง ๆ ให้ผม ผมไม่ได้แต่งตัวอะไรมากนัก รีบพาอิงค์ออกมาเลย
“พี่ปืนขับช้า ๆ หน่อยสิคะ อิงค์กลัว” อิงค์เอ่ยออกมา มือทั้งสองข้างของเธอจับเบาะไว้แบบเกร็ง ๆ
“ไม่เห็นจะเร็วตรงไหนเลย เหยียบแค่ร้อยสี่สิบเอง” ถึงผมจะพูดไปแบบนั้น แต่ผมก็ยอมเบาลง เห็นอิงค์เกร็งขนาดนั้นจะขับเร็วเหมือนเดิมก็ยังไงอยู่
“ฟู่ววว อิงค์พูดหลายครั้งแล้วนะคะเรื่องขับรถเร็วเนี่ย” ก็อย่างที่เธอพูดแหละครับ อิงค์บ่นผมประจำจนเธอแทบไม่นั่งรถผมเลย เธอขับรถของเธอเอง นอกจากวันหยุดหากเราจะไปไหนกันนั่นแหละถึงยอมมารถผม
ขับมาเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดหมาย ก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ นี่ถ้าไม่ลดความเร็วลงก็คงถึงตั้งนานแล้ว
“รับเป็นอาหาร หรือเบเกอรี่คะ” พนักงานที่ยืนรอต้อนรับตรงหน้าประตูเอ่ยถามขึ้นมา
“อาหาร”
“เบเกอรี่ค่ะ”
ผมและอิงค์พูดขึ้นมาพร้อมกัน พนักงานเลยมองหน้าผมสลับกับมองหน้าอิงค์ ผมเองก็หันไปมองหน้าอิงค์ด้วยเหมือนกัน ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินไรเลย จะให้กินแต่พวกเค้ก ขนมปัง ผมคงไม่ไหว
“ก็ทั้งสองอย่างอะครับ” ผมบอกกับพนักงาน
“ได้เลยค่ะ แต่อาหารจะเสิร์ฟแค่บริเวณสวนนะคะ ส่วนทางด้านนู้นสำหรับเบเกอรี่ค่ะ”
ผมพยักหน้ารับ ก็คงแบ่งพื้นที่ ไม่ต้องเดินเสิร์ฟไกล ๆ อีกอย่างทางด้านนั้นไม่ได้มีโต๊ะตั้งเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ คงจะเหมาะกับไปถ่ายรูป
“อิงค์อยากกินไรอะ” ผมรับใบรายการอาหารมาแล้วหันไปถามคนข้าง ๆ เธอก็ขยับเข้ามายืนข้าง ๆ ผม
“อิงค์เอา… เอาเป็น”
“เดี๋ยวพี่เลือกให้ก็แล้วกัน” ถ้าให้อิงค์เลือกก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้กินหรือเปล่า ผมเลยจัดการสั่งเป็นชุดข้าวคลุกน้ำพริกมาคนละชุด และจัดการสั่งเค้กพร้อมเครื่องดื่มให้อิงค์ด้วยเลย
เราพากันออกมาเลือกโต๊ะ บรรยากาศก็ดีเหมือนกัน แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าร้อนไปหน่อย ผิดกับคนตรงข้ามที่ดูเหมือนเธอจะไม่ร้อนเลย ยังคงยิ้มหวาน ๆ ให้กับโทรศัพท์มือถือของตัวเอง
“เดี๋ยวพี่ถ่ายให้” ผมดึงโทรศัพท์มือถือออกจากมือของอิงค์ แล้วทำหน้าที่แฟนที่ดีจัดการถ่ายรูปให้ตามมุมที่เธอต้องการ
“รู้ใจซะด้วยแฮะ อิงค์นึกว่าพี่ปืนจะไม่รู้ซะอีกว่าอิงค์ชอบกินอะไร” อิงค์เอ่ยออกมาขณะที่พนักงานกำลังเสิร์ฟอาหาร
อันที่จริง… ผมสั่งมั่ว
ถ้าอิงค์รู้ว่าผมสั่งมั่วเธอต้องไม่พอใจแน่ ๆ ก็ปล่อยให้เข้าใจแบบนั้นไปแหละดีแล้ว ผมยิ้มแล้วจัดการแกะปลาทูทอดให้ เธอจะได้ตักกินได้เลย
“วันนี้ครบรอบหกเดือนแล้วนะคะพี่ปืน” อิงค์เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ผมเลยหยุดแกะปลาทูแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อิงค์
“สุขสันต์วันครบรอบนะครับ” ผมจำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย ไม่ได้คิดที่จะจำตั้งแต่แรก และถึงแม้ว่าจะจำได้ ผมก็คงไม่นับเป็นเดือนอะ ก็นับเป็นปีเลยทีเดียว
อิงค์ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวช้า ๆ เอื่อย ๆ อย่างไรชอบกล จะว่าไม่อร่อยก็คงไม่ใช่ ผมว่ารสชาติดีทีเดียว อิงค์กินเหลือครึ่งจาน เธอหันไปตักเค้กกินก็ดูเหมือนไม่อร่อย ผมมองหน้าอิงค์สลับกับอาหารบนโต๊ะ
“ไม่ถูกปากเหรอ” เอ่ยถามออกมาด้วยความงง ตอนแรกเธอยังพูดทำนองว่าชอบอาหารพวกนี้อยู่เลย
“อิงค์ไม่ชอบกินกะปิ ไม่กินกาแฟ แต่ไม่เป็นไรนะคะ ไม่ต้องสั่งใหม่แล้ว เดี๋ยวเราเดินไปถ่ายรูปตรงมุมนู้นกันนะคะ” อิงค์ชี้ไปที่สะพานไม้ที่ยื่นไปทางทุ่งนา เธอยังคงยิ้มสดใสเหมือนอย่างเคย
“กินไม่ได้ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก” ผมพูดเสียงเข้ม อีกฝ่ายก็เลยหุบยิ้มลง
“ตอนเลือกพี่ปืนเป็นคนเลือก ไม่ได้ให้อิงค์ดูด้วย”
“ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟ ทำไมต้องพูดเหมือนชอบมาก ตลกมากปะอิงค์” ผมยังคงเสียงเข้ม ผมเองก็โกรธอิงค์ที่ไม่บอกตั้งแต่แรก จะได้ไปสั่งมาให้ใหม่
“อิงค์กำลังหลอกตัวเองอยู่ไงคะว่าพี่ปืนจำได้ ตอนคบกันช่วงเดือนสองเดือนแรก เราไปเดินตลาดกัน พี่ปืนยังหยอกอิงค์ด้วยการจะอุ้มอิงค์วิ่งหนีกะปิ” อิงค์พูดไปยิ้มไป เธอทำหน้าเหมือนไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือทุกข์ใจอะไร
“อิงค์ไม่รู้นี่คะว่าพี่ปืนจะลืมง่ายขนาดนี้” เธอพูดต่อ
“พี่จำไม่ได้จริง ๆ”
“อ๋อค่ะ” อิงค์พยักหน้ารับหงึก ๆ และยังคงยิ้มอยู่เหมือนเดิม เธอลุกขึ้นยืนแล้วคว้ากระเป๋าสะพายมาคล้องเข้ากับเรียวแขน “อิงค์ขอไปถ่ายรูปก่อนนะคะ”
เช้าวันต่อมา “โชคดีนะคะพี่ปืน อิงค์ขอให้พี่ปืนเจอคนที่เหมาะสม คนที่เข้ากับพี่ปืนได้ทุกอย่างน้า” อิงค์เดินเข้ามาสวมกอดผมไว้หลวม ๆ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มให้เหมือนเดิม “เช่นกันนะอิงค์” ผมเองก็กอดอิงค์ไว้เหมือนกัน ใจหายโคตร ๆ รู้สึกไม่อยากจะปล่อยกอดออกเลย “พี่จะไปอยู่คอนโด ยังไม่อยากไปอยู่กับไอ้ไฟ รำคาญพวกมัน อิงค์จะไปเก็บเสื้อผ้าพร้อมกันเลยไหม” ผมพูดต่อ ผมว่าจะไปอยู่คอนโดสักพักแล้วค่อยไปอยู่กับพวกเพื่อน ๆ หากไปอยู่ตอนนี้เลยพวกมันต้องซักถามกันไม่หยุดแน่ ๆ “ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยววันไหนอิงค์ว่างอิงค์จะเข้าไปเก็บนะคะ คีย์การ์ดก็อยู่ที่นิตินั่นแหละค่ะ” “โอเค งั้นพี่ไปแล้วนะ” “ค่ะ” อิงค์ปล่อยกอดออกจากผม ผมเดินถอยหลังไปทางประตู หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ยิ่งอิงค์ยิ้มหวาน ๆ แล้วโบกมือลา ผมยิ่งรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากกว่าเดิม ผมหันไปเปิดประตูเดินออกจากห้องไป โบกมือลาอิงค์แล้วค่อยปิดประตูให้ ยืนมองประตูที่ปิดบังเราสองคนไม่ให้เห็นกันและกันอยู่สักพักใหญ่ ๆ ถึงได้เดินลงมาที่รถ นั่งเงียบ ๆ อยู่เพียงลำพัง แล้วค่อย
ออด ออด ผมยืนกดออดหน้าห้องแต่ก็ไร้วี่แววว่าเจ้าของห้องจะมาเปิด ผมเลยรวมของไว้ที่มือเดียวแล้วล้วงเอากระเป๋าสตางค์ออกมาเปิด หยิบคีย์การ์ดออกมาแตะที่ประตูแล้วเดินเข้าไปด้านในห้อง ภายในห้องเงียบเชียบ ไม่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แสดงว่าอิงค์ไม่อยู่ แต่ก็เพื่อความแน่ใจ ผมจึงเดินหาเจ้าของห้อง แต่ไม่พบ ก็แปลว่าเธอไม่อยู่จริง ๆ ผมเอาโทรศัพท์มาต่อสายหาเธอ แต่ดังแค่สองสามที คนที่ผมโทรหาก็เปิดประตูเข้ามา “พี่ปืนนน” อิงค์เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงสดใส เธอเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วสวมกอดเอวผมเอาไว้ “ไปไหนมา” ผมกอดตอบแล้วถามเธอกลับไป “ไปเซอร์ไพรส์พี่ปืนมา แต่เจอเซอร์ไพรส์กลับ” อิงค์ตอบแบบยิ้ม ๆ ผิดกับผมที่ยิ้มไม่ออก เซอร์ไพรส์ผม? แบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ผมกำลังจะอ้าปากถาม คนในอ้อมกอดก็ลุกหนีไปให้ความสนใจกับอาหารที่ผมซื้อเข้ามา “หูย มีขนมเค้กด้วยอ่า” อิงค์หยิบกล่องเค้กขึ้นมาโชว์ เธอยิ้มแฉ่งสดใสอย่างเดิม “อิงค์ไปเซอร์ไพรส์พี่ แต่เจอเซอร์ไพรส์กลับหมายความว่าไง” ผมอดไม่ได้ที่จะถาม แม้ว่าเธอจะแสดงท่
“มาไวจังวะ” ไอ้กราฟเอ่ยขึ้นมาเมื่อผมเดินเข้าไปหาพวกมันที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ “มึงใช่ปะที่บอกอิงค์เรื่องเวลางานอะ” ผมชี้หน้าไอ้กราฟขณะที่กำลังถาม ตอนแรกเรานัดเวลากันแล้ว จะมาทักว่าผมมาไวคงไม่ใช่ ที่ทักแบบนี้น่าจะเพราะรู้เรื่องอิงค์ “กูไม่ได้บอกเลย” ไอ้กราฟตอบกลับมา แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ถ้ามันไม่ได้บอกแล้วใครจะบอก พวกเราเอารถแต่ละคันที่จะไปจอดโชว์ออกมาเตรียมพร้อมทั้ง 5 คัน รถที่ใช้เป็นรถสัญชาติญี่ปุ่น แต่งไว้สวยเลยทีเดียว ผมและเพื่อน ๆ ขับไปคนละคัน ส่วนพวกพี่ ๆ เขาไปเตรียมรถที่จะใช้ดริฟต์ พวกเขาไปที่อู่พี่เกมส์แล้วจะตามไปทีหลัง “ไง ให้นั่งด้วยได้เปล่า อยากนั่งตอนดริฟต์” ขณะที่ผมกำลังดูรถที่พี่เกมส์เพิ่งเอาเข้ามาจอด เสียงผู้หญิงก็ดังขึ้นมา ถึงจะฟังเธอพูดแค่ไม่กี่ครั้งก็จำเสียงได้ “ไม่กลัวจริงดิ” ผมถามโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา “ไม่กลัว ก็บอกแล้วว่าชอบอะไรแบบนี้” “งั้นก็เตรียมตัวเลย หวังว่าจะไม่กรี๊ดให้แสบแก้วหูนะ” ผมเงยหน้าขึ้นมองคนข้าง ๆ เธอกระตุกยิ้มแล้วยักคิ้วให้ ท่าทางคือแสบใช้ได้ “ไปยืนรอต
CHAPTER 3 เช้าวันนี้ผมเตรียมตัวที่จะออกมางานโชว์รถ งานจะเริ่มช่วง 15.00 น. แต่ก็ต้องไปกันก่อนอยู่แล้ว ผมกะจะไปที่เต็นท์รถของพี่ดินก่อนด้วย รวมกลุ่มกันไปกับเพื่อน ๆ ดีกว่า “พี่ปืนจะไปไหนเหรอคะ” อิงค์เดินออกจากห้องน้ำมา เห็นผมใส่เสื้อทีม เธอก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “วันนี้ไปงานโชว์รถอะ” “อ้าว ไม่เห็นบอกอิงค์เลยว่าจะไปงาน” “พี่ต้องบอกอิงค์ทุกเรื่องเลยเหรอ” “ขอโทษค่ะ” อิงค์หน้าหงอยไปเลยที่ถูกผมดุ ผมก็แค่ดุกลบเกลื่อนไปงั้นแหละครับ เพราะที่จริงแล้วผมลืมบอกอิงค์ ตั้งใจจะบอกหลายครั้งแต่พอทำนั่นทำนี่ก็เลยลืมเรื่องนี้ไป “อิงค์จะไปไหนอะ” คราวนี้เป็นผมบ้างที่ต้องถาม เพราะเธอสวมชุดเดรสสีชมพูหวานแหวว ไม่ใช่ว่าจะอยู่ห้องแน่นอน “ไปคาเฟ่ค่ะ ตอนแรกอิงค์กะจะชวนพี่ปืนไป” “พี่ไม่ไปนะ พี่ไม่ว่าง” “ค่ะ รู้แล้วค่ะ เดี๋ยวอิงค์ไลน์ชวนเพื่อน” เธอส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ ก่อนจะก้มหน้าลงกดโทรศัพท์มือถือของตัวเอง “เดี๋ยวพี่ไปส่งก็แล้วกัน” “ค่ะ” เราสองคนแต่งตั
วันนี้ผมมาที่สนามดริฟต์รถ ที่นี่เปิดสอน เปิดให้ฝึกซ้อม และเปิดให้แข่ง พวกพี่ ๆ และเพื่อน ๆ ก็มากันครบแล้ว ทักทายกันนิดหน่อย ผมก็มาที่รถที่พี่เกมส์เตรียมไว้ให้ พริตตี้เดินถือร่มเข้ามาหา หน้าตาคุ้น ๆ แต่ก็นึกไม่ออก “วันซ้อมนี่มีพริตตี้ด้วยเหรอ” ผมหันไปถามพี่เกมส์ “เออ เจ้าของสนามคงเงินเหลือมั้ง ฮ่า ๆ” พี่เกมส์พูดแบบติดตลก พริตตี้คนนั้นเดินเข้ามายืนข้าง ๆ กางร่มให้ อีกทั้งยังเปิดประตูให้ผมอีกด้วย “มองเหมือนจำไม่ได้” เธอเอ่ยออกมา ผมนี่ยิ่งงงหนักกว่าเดิม “อีฟไง ที่เจอในผับ” เธอพูดต่อ คราวนี้ผมถึงได้นึกออก พยักหน้าตอบรับว่านึกออกแล้ว อีฟก็จัดการปิดประตูให้ ผมขับรถออกมายังจุดที่จะดริฟต์ ฝึกจังหวะการเข้าโค้งให้เป๊ะ จะได้ดริฟต์ออกมาได้สวยงามและคล่องตัว ผมซ้อมอยู่ราว ๆ 2 ชั่วโมง จังหวะเป๊ะหมดแล้ว คิดว่าในวันจริงก็คงไม่มีปัญหาอะไร ทำก็ใช่ว่าจะได้เงิน แค่โชว์เท่กันเฉย ๆ ทีมจะได้ดังมากขึ้น ระหว่างที่ซ้อมโทรศัพท์ผมก็ดังเป็นระยะก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าใครโทรมาหา นอกจากอิงค์ก็คงไม่มีใครแล้วแหละ ผมก็เลยไม่ได้สนใจปล่อยให้ดั
ในระหว่างที่เรียนผมแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งที่อาจารย์สอน แอบกดโทรศัพท์ดูตลอดว่าอิงค์มีส่งข้อความมาบ้างหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีเลย ผมนึกว่าเธอจะส่งมาต่อว่าที่ผมอ่านแล้วไม่ตอบ ปกติเธอจะชอบบ่นเรื่องนี้ ไม่สิ เธอบ่นผมทุกเรื่องอะ หรืออิงค์ไม่ได้รักผมแล้ว? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร ถ้าเธอไม่รักแล้วเราจะได้เลิกกันไปให้มันจบ ๆ ไม่ต้องคาราคาซัง ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบห่างเหินอย่างนี้ ในตอนเย็นกลับมาถึงคอนโด อิงค์มาถึงก่อนแล้ว เธอกำลังทำอาหารอยู่ที่โซนครัว กลิ่นหอมเตะจมูกตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาเลย ผมไปยืนอยู่ข้าง ๆ อิงค์แล้วมองแกงจืดในหม้อที่กำลังเดือดปุด ๆ “หอมใช่ไหมล่ะ” อิงค์หันหน้ามาถามผมแบบยิ้ม ๆ เธอใช้ทัพพีคน ๆ แล้วค่อยตักชิ้นหัวไชเท้าขึ้นมา “ดูน่ากินปะ อิงค์ตั้งใจทำมาก ๆ” อิงค์ถามต่อ เธอหั่นชิ้นหัวไชเท้าไม่หนาแต่ก็ไม่บางเฉียบ ตัดแต่งตรงมุมให้เหมือนกากบาท “หอมมากและก็น่ากินมากกก แต่ทำเพื่อไรอะ เดี๋ยวก็ต้องลงท้องอยู่แล้ว ประดิดประดอยเพื่อ?” ผมโอบเอวอิงค์ไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ผมแบบเจื่อน ๆ







